พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1430

wt1-270656

27 มิ.ย. 2556 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน จัดสัมมนาวิชาการการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ของรัฐบาล เรื่องใหญ่ที่ต้อง “รู้” เรื่องร้อนที่ต้อง “คิด” ออกแถลงการณ์ “ทบทวนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ก่อนสร้างความหายนะกับบ้านเมือง” ที่ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกลู ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า

จากสถานการณ์การเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ “มหาอุทกภัย” ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในปี 2554 ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนรัฐบาลได้วางแผนพัฒนาโครงการพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เพื่อกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เมื่อเดือนมกราคม 2555 โดยให้เหตุผลในการอ้างความเร่งด่วนจากวิกฤตน้ำท่วม

แต่หลังจากพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5แสนล้าน มีผลบังคับใช้มานานกว่า 1 ปี กลับพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินกู้ก้อนนี้เพียงแค่ 5,900 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ตามเงื่อนไขของพระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องเซ็นสัญญาเงินกู้ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2556 คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.) จึงได้คัดเลือกบริษัทต่างๆ ที่เสนอโครงการฯ เข้าประมูลงานให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2556 ก่อนที่ พ.ร.ก. ดังกล่าวจะหมดอายุลงจึงถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนักวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้านว่า “ไม่จำเป็นเร่งด่วน”“ไม่โปร่งใส” “ไม่เหมาะสม” และ“ขาดการมีส่วนร่วม”และโครงการมาถึงปัจจุบัน ไม่น่าจะเร่งด่วนอีกต่อไป เห็นควรให้ใช้งบปกติ เพื่อที่สภาและประชาชนตรวจสอบได้

wt2-270656

นางปฐมมล กัณหา ตัวแทนเครือข่ายฯอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่า เพื่อติดตามตรวจสอบนโยบายรัฐในการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ก่อผลกระทบต่อชุมชน ผลกระทบสิ่งแวดลอ้ม และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานถ้ามีการผันน้ำ หรือเป็นพื้นที่รับน้ำในอนาคต อีกทั้งเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการติดตามผลกระทบที่เกิดจากนโยบายรัฐ

wt3-270656

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เห็นถึงความสำคัญของปัญหาซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนในการติดตามและตรวจสอบนโยบายรัฐกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฯ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับชุมชนท้องถิ่นความมั่นคงทางอาหาร และระบบนิเวศของประเทศไทยในอนาคต จึงมีข้อเสนอดังนี้

1) ให้รัฐบาลและกบอ. ทบทวนยุทธศาสตร์นโยบายการบริหารจัดการน้ำ ให้สอดคล้องกับระบบภูมินิเวศทางสิ่งแวดล้อม และสังคม

2) รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฏหมาย ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลกระทบทางสังคมโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

3) ให้รัฐบาลระงับการเซ็นสัญญากับบริษัทที่ยื่นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนาของการแข่งขันการประมูล ที่ยังไม่มีราคากลางในระหว่างที่มีการคัดเลือกบริษัทเหล่านั้น

4) รัฐบาลต้องจัดให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ3.5 แสนล้าน โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามีส่วนในการวางแผน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบร่วมกัน เป็นไปตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนด

และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จะรวมกันเพื่อติดตามการดำเนินการของรับบาลและคณะกรรมการบริหารจัดากรน้ำแบะอุทกภัย (กบอ.)ในการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ติดตามนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สภาองค์กรชุมชน และนักวิชาการดังนี้

1) คณะทำงานประชาสังคม
2) คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.)
3) คณะกรรมการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชน
4) ศูนยศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5) มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)
6) สำนักงานปฏิรูป (สปร.)
7) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
8) เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก
9) เครือข่ายภาคประชาชนติดตามเงินกู้ 2.2 ล้านล้าน
10) เครือข่ายประมงเรือเล็กภาคตะวันออก
11) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
12) เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง
13) เครือข่ายอนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม
14) เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter