เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 คณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตะวันออก จัดเวที "ประมวลปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551" ณ โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อหาข้อสรุปของสภาพปัญหาที่ประมวลจากระดับตำบล จังหวัด สู่ข้อเสนอร่วมกันในระดับภาค ก่อนจะนำเข้าเสนอต่อที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับชาติ ช่วงเดือนกันยายนนี้ โดยมีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบล จากทั้ง 2 ภาค รวม 12 จังหวัด เข้าร่วมประชุมประมาณ 100 คน
ดำเนินการตามกรอบที่กฏหมายกำหนด
นายแฉล้ม ทรัพย์มูล คณะกรรมการดำเนินการ ตามกติกาที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ให้ข้อมูลว่า ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 มาตรา 32 (2) และ (3) ที่ระบุให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ดำเนินการเรื่องต่างๆ ดังนี้ (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม และกฏหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม และ (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป
นายไชยวัฒน์ เจริญผล ผู้แทนที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า การนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในเวทีวันนี้ ควรจะลงลึกในรายละเอียดของแต่ละประเด็นปัญหาให้ชัดเจน โดยนำข้อมูลจากระดับพื้นที่ตำบล ประมวลร่วมในระดับจังหวัด และขมวดเป็นประเด็นร่วมในระดับภาค ระบุลักษณะของปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากพื้นที่ ย่าน ตำบล จังหวัด เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ และข้อเสนอต่อตนเองในการพัฒนาขบวนสภาฯ
ภาพรวมประเด็นปัญหา และข้อเสนอในระดับภาค
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ระดมความคิดเห็นโดยแต่ละจังหวัดเสนอประเด็นปัญหา และข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ และข้อเสนอต่อตนเอง โดยมีข้อสรุปเบิ้องต้นในระดับภาค แบ่งเป็น 5 ประเด็นสำคัญดังนี้
1) ปัญหาและผลกระทบจากการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือนโยบายการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของรัฐ เช่น การก่อสร้างท่าเรือ จ.ฉะเชิงเทรา, การก่อสร้างรถไฟส่วนต่อขยาย ที่ จ.สมุทรปราการ และนนทบุรี, ปัญหาน้ำมันรั่วไหลในบริเวณเกาะเสม็ด จ.ระยอง, การจัดการสิ่งแวดล้อม มลพิษทางน้ำ อากาศ เสียง, การทิ้งกากของเสีย สารพิษ สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่นที่ ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
1.1 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ
- รัฐบาลต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ ทั้งนโยบายการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน/ผลกระทบจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม
- สนับสนุนงบประมาณในการจัดการตนเองของชุมชน
- ให้สภาองค์กรชุมชนระดับชาติมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- ทบทวน/ยุติโครงการขนาดใหญ่ทีมีผลกระทบต่อชุมชน
- ควบคมการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม รัฐต้องออกมาตรการควบคุมการดำเนินงานของภาคเอกชน/CSR/ให้สอดคล้องต่อชุมชน
- ต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบายของรัฐให้ประชาชนทราบ
- ประกาศให้มีผังเมืองทุกระดับ
- รัฐต้องให้ข้อมูลนโยบายการจัดการน้ำที่ถูกต้อง
1.2 ข้อเสนอต่อตนเองในการพัฒนาขบวนสภาฯ
- จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือในการทำงานการสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนร่วมกับภาครัฐ/เวทีรับฟังความคิดเห็น
- การให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชนในพื้นที่
- การรวบรวมประเด็นปัญหาในพื้นที่เพื่อเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐให้ได้รับการแก้ไข
2) ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ ป่า อากาศ) และปัญหาสุขภาพ เช่นปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง (อ่าว ก.ไก่), อ.พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ, อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี, จ.ตราด, ระยอง, ชลบุรี, การแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งในพื้นที่อ่าวนอก จ.ตราดปัญหาการถมทะเล และปัญหาน้ำท่วม/ภัยพิบัติ เป็นต้น
2.1 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ
- การตั้งกองทุนสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยภาคประชาชนเป็นผู้บริหาร
- ภาคเอกชน /อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อระบบทรัพยากรสิ่งแวดล้อมสมทบงบประมาณกองทุน
- การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เชิงนโยบายและปฏิบัติการ ติดตามประเมินในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เชิงนโยบาย ของกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง (มีคณะทำงานจากภาคประชาชน)
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
- ควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะดำเนินโครงการทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่
2.2 ข้อเสนอต่อตนเองในการพัฒนาขบวนสภาฯ
- ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าถึงหลักสิทธิด้านสุขภาพแห่งชาติ (พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ปี 2545)
- ชุมชนจัดตั้งกองทุนด้านสิ่งแวดล้อม
- ขบวนองค์ลกรชุมชนร่วมกับท้องถิ่นในการจัดทำและผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน
3) ปัญหาการพัฒนาเมือง การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน วิกฤตเรื่องอาหาร ระบบวิถีการผลิตของภาคเกษตรกรรม เช่น การขยายพื้นที่อุตสาหกรรมรุกพื้นที่เกษตรกรรม, การขยายตัวของเมืองบ้านจัดสรร, ผังเมืองรวมจังหวัด, การชะลอการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัด, ปัญหาการไล่รื้อชุมชนแออัด, ปัญหาที่ดินทำกิน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ดิบทับซ้อน ไม่มีที่ดินทำกิน, นโยบายการคมนาคมจากภาครัฐ รถไฟฟ้าความเร็วสูง, การขยายโครงข่ายระบบคมนาคม, ปัญหาเวนคืนที่ดิน, การขุดบ่อดิน เป็นต้น
3.1 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ
- ให้เห็นแผนการพัฒนา
- เปิดเผยข้อมูล/จากผู้รับผลกระทบโดยตรง
- รับฟังข้อเสนอแนะชดเชย/เวนคืน/จัดสรรที่ทดแทนอย่างเป็นธรรม
- ตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน(ที่ราชการ/ป่าสงวน/ที่เอกชน) ภาคประชาชนต้องมีส่วนเสนอ70%ภาครัฐ30% ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
- สมทบกองทุนที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย/ระดับตำบล/จังหวัด
- ประกาศใช้ผังเมืองรวมแต่ต้องทำประชาคม/ประชาวิจารณ์ให้เคารพและยึดที่ข้อกำหนดต่างๆของชุมชนตามข้อบัญญติท้องถิ่นนั้นๆ
3.2 ข้อเสนอต่อตนเองในการพัฒนาขบวนสภาฯ
- จัดทำข้อมูลผู้ท่ได้รับผลกระทบ/รับรองข้อมูลของชุมชน
- เชื่อมโยงเครื่อข่าย
- ประชาสัมพันธ์/สื่อ/เผยแพ่ต่อชุมชนอย่างเปิดเผย
- จัดตั้งศูนย์ข้อมูลชุมชน/ตำบล/จังหวัด/เขต
- จัดตั้งกองทุน
- จัดตั้งสหกรณ์ที่ดินระดับตำบล
- จัดทำข้อมูล/ประชาชน
- ทำข้อบัญญติชุมชน
- รณรงค์ฟื้นฟู่ทรัพยากรต่างๆเช่นการปลูกต้นไม้ลดการใช้สารเคมี
- จัดทีมเฝ้าระวังการลักลอบการทำลายทิ้งกากอุตสาหกรรม/สารเคมี
4) ปัญหาสังคม เยาวชน ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ เช่นปัญหาแรงงานต่างด้าว รวมถึงกระแสบริโภคนิยมที่ก่อให้เกิดหนี้สินที่จ.สระแก้ว
4.1 ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ
- ให้ภาครัฐท้องถิ่น ภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการสร้างข้อกำหนดในการจ้างแรงงานต่างด้าว
- ควรมีการจัดโซนนิ่งการอยู่อาศัย ควรมีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
- มีพื้นที่ให้เด็ก เยาวชนมีส่วนร่วมในการทำงานพัฒนาชุมชน ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน รัฐควรให้ความสำคัญในการพัฒนาหลักคิดของเด็ก เยาวชน มากกว่าตัวชี้วัดเชิงวัตถุ
- ภาครัฐควรบรรจุหลักสูตรท้องถิ่นให้เหมาะสมกับบริบท และสามารถนำไปใช้ได้จริง
- ภาครัฐเน้นกิจกรรมที่เป็นเชิงสร้างสรรค์(สื่อ)ให้กับเยาวชน
- ภาครัฐควรควบคุมสื่อ
- เพิ่มสวัสดิการให้ผู้พิการตามลำดับ ความพิการ
- ลดเงื่อนไข ปรับเงื่อนไข ระเบียบให้เหมาะสม และเกิดความเป็นธรรม
- มีนโยบายดูแลอาสาสมัครที่ให้การดูแล สนับสนุนกลุ่มเป้าหมาย อย่างเหมาะสม
4.2 ข้อเสนอต่อตนเอง
- ควรสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังปัญหาแรงงานต่างด้าว/เน้นการอยู่อย่างพอเพียงให้มากขึ้น มีพื้นที่ให้เด็ก เยาวชนมีส่วนร่วมในการทำงานพัฒนาชุมชน ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน ให้ความสำคัญในการพัฒนาหลักคิดของเด็ก เยาวชน มากกว่าตัวชี้วัดเชิงวัตถุ
5) ปัญหาโครงสร้างเชิงระบบ เช่น การปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างบริหารงานของกรุงเทพมหานคร รวมถึงกิจการภายในและการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชน
5.1 ข้อเสนอต่อที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล
- ม. 5 วรรค 6 (เพิ่ม) ให้สภาองค์กรชุมชนเป็นนิติบุคคล วรรค 6 (เดิม) เป็นวรรค 7
- ม. 22
- ม.24 วรรค 2 ตัดข้อความให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชน
- ม.29 (แก้) องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อปท เปลี่ยนจากคำว่า อาจ เป็น ให้อุดหนุน
- การจัดสรรงบประมาณ ให้ลงช่องทางสภาองค์กรฯ แทน ช่องโครงการเสริมสร้าง ในขบวน ฯ
5.2 ข้อเสนอต่อตนเอง
- เสนอให้เลขาฯ (พอช.) ลงจัดตั้งพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลให้เป็น สภาฯต้นแบบ
- พื้นที่ สภาตำบลต้องเสนอให้ พอช. ทำอะไรให้กับสภาตำบลเรื่องใดบ้าง เช่น การจัดตั้งสภา ฯ
ทั้งนี้ในภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก รวม 12 จังหวัด ประกอบด้วยกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และจ.ตราด มีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จดแจ้งจัดตั้งแล้วจำนวน 483 แห่ง แบ่งเป็น ภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล จำนวน 155 สภาฯ และภาคตะวันออก จำนวน 328 สภาฯ


