ตำบลโนนเมือง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำพู ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมดประมาณ 10,855 คน จำนวน 2,501 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำไม่อุดมสมบูรณ์ เพราะสภาพพื้นที่มีความลาดเอียงจึงกักเก็บน้ำไม่ค่อยอยู่ ประกอบกับมีพืชชนิดอื่นที่ไม่ต้องการน้ำมากและทำรายได้ดีกว่า ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหันมาปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก รองลงมา คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว แตงโม ผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย ไก่ เป็ด ปลา ฯลฯ นอกจากนั้นก็ประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้างทั่วไป และทอผ้า
ส่วนกิจกรรมการพัฒนาชุมชนนั้น ชาวบ้านเริ่มมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ ประมาณปี 2540 ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีการรวมกลุ่มกันสร้างอาชีพเสริมในยามที่ว่างจากงานในไร่นา เช่น กลุ่มทอผ้า กลุ่มผลิตข้าวกล้อง กลุ่มเลี้ยงวัว กลุ่มแปรรูปสมุนไพร ฯลฯ มีกลุ่มการเงินที่ได้รับการสนุนจากทางราชการ เช่น กขคจ. (โครงการแก้ไขความยากจน) กองทุนหมู่บ้าน, มีกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ และมีกลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือชุมชน เช่น กลุ่ม อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) กลุ่ม อผส.(อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ) ฯลฯ
จาก “อผส.” สู่กองทุนสวัสดิการออมความดี
“อผส.” หรืออาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เป็นอาสาสมัครประจำหมู่บ้านที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศจัดตั้งขึ้นมา มีหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุในตำบล โดยพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หนองบัวลำภูได้มาสนับสนุนให้ชาวบ้านในตำบลโนนเมืองที่มีจิตอาสาสมัครเข้ามาเป็น อผส. ตั้งแต่ปี 2548 และมีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็น “อสม.” อยู่แล้ว ให้ความสนใจสมัครเข้าเป็น อผส.ประมาณ 40 คน ในช่วงต้นปี 2551 คณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภูได้เข้ามาให้คำแนะนำเรื่องการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ตำบลโนนเมือง โดยมีคณะผู้บริหาร อบต.โนนเมือง ผู้นำชุมชน รวมทั้งสมาชิก อผส. และ อสม.เข้าร่วมรับฟังข้อมูล
ต่อมามีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ขึ้นมาได้ ใช้ชื่อว่า “กองทุนสวัสดิการออมความดีเพื่อสังคมตำบลโนนเมือง” โดยศิริกุล กลอนสลับ ประธาน อผส.ตำบลโนนเมืองได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกองทุนสวัสดิการฯเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551 มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 111 คน มีเงินกองทุนเริ่มต้น 40,515 บาท กำหนดให้สมาชิกออมเป็นรายปีๆ ละ 365 บาท
สวัสดิการกู้ยืมสร้างรายได้เข้ากองทุนปีละ 1 แสนบาท
สำหรับสวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกได้แก่ 1.เกิด บุตรได้รับเงิน 500 บาท แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน 2.สวัสดิการแก่ กรณีผู้ที่ได้รับเบี้ยยังชีพคนชรา หากสมทบเงินครบ 5 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 100 บาท, กรณีที่ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพคนชรา หากสมทบเงินครบ 5 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 200 บาท, กรณีสมทบเงินครบ 6-10 ปี เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 300 บาท หลังจากนั้นจะขยับเงินบำนาญเพิ่ม 100 บาททุกๆ 5 ปี เช่น สมทบเงินครบ 11-15 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 400 บาท และสูงสุดคือสมทบครบ 56-59 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 1,300 บาท
3.เจ็บป่วย นอนโรงพยาบาล จะได้รับเงินช่วยเหลือคืนละ 100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 20 คืน 4.เสียชีวิต ฝากเงินสมทบตั้งแต่ 1 เดือน – 5 เดือน จะได้รับเงินสมทบจำนวน 10 เท่าของเงินสมทบที่ตนเองมีอยู่ เช่น สมทบ 1 เดือน (เดือนละ 30 บาท) จะได้รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท, สมทบครบ 5 เดือน ( 150 บาท) จะได้เงินช่วยเหลือ 1,500 บาท กรณีสมทบครบ 6 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท
กรณีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ฝากเงินสมทบตั้งแต่ 1 เดือน – 5 เดือน จะได้รับเงินสมทบจำนวน 10 เท่าของเงินสมทบที่ตนเองมีอยู่ และบวกเพิ่มอีกรายละ 200 บาทเช่น สมทบ 1 เดือน (เดือนละ 30 บาท) จะได้รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท และบวกเพิ่มอีก 200 บาท เป็น 500 บาท, สมทบครบ 5 เดือน ( 150 บาท) จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท และบวกเพิ่มอีก 200 บาท เป็น 1,700 บาท, กรณีสมทบครบ 6 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 2,500 บาท และบวกเพิ่มอีก 200 บาท เป็น 2,700 บาท
กรณีฝากเงินสมทบครบ 1 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท, ครบ 2 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท ครบ 4 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 15,000 บาท, ครบ 8 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท และสูงสุดครบ 16 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท
5.ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส สมทบเงินครบ 3 ปี จะได้รับสวัสดิการปีละ 300 บาท จนอายุถึง 60 ปี 6.นักเรียนสมทบครบ 2 ปี จะได้รับทุนการศึกษาไม่เกิน 300 บาทต่อปี จนถึงชั้นมัธยมปีที่ 3 หรือตามดุลยพินิจของคณะกรรมการ 7.สวัสดิการกู้ยืมเพื่อส่งเสริมอาชีพสมาชิก 8.ภัยพิบัติ ช่วยเหลือตามดุลยพินิจของคณะกรรมการ แต่ไม่เกินรายละ 2,000 บาท 9.สวัสดิการตอบแทนคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ที่มาทำงาน คนละ 130 บาทต่อเดือน และค่าตอบแทนคณะกรรมการที่เชิญชวนชาวบ้านเข้าเป็นสมาชิกรายละ 5 บาท
ไสว เชื้อสอน เหรัญญิกกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวว่า กองทุนฯ ได้ให้สมาชิกกู้ยืมเงินที่จัดสรรเป็นสวัสดิการกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพจำนวน 25 % จากเงินของกองทุนฯ ทั้งหมด กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกินรายละ 20,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน หรือร้อยละ 12 บาทต่อปี กำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี ที่ผ่านมามีสมาชิกกู้ไปแล้วกว่า 100 ราย จำนวนเงินที่ปล่อยกู้รวมกันประมาณ 1.3 ล้านบาทเศษ ทำให้กองทุนฯ มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณปีละ 1 แสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็จะหมุนเวียนกลับไปพัฒนากองทุนฯ และช่วยเหลือสมาชิกต่อไป
สำหรับสวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว (ตั้งแต่ก่อตั้ง-ธันวาคม 2555) มีดังนี้ 1.เกิด จำนวน 94 ราย รวมเงิน 47,000 บาท 2.เจ็บป่วย จำนวน 660 ราย รวมเงิน 371,600 บาท 3.ผู้สูงอายุ 1 ราย รวมเงิน 500 บาท 4.เสียชีวิต จำนวน 99 ราย รวมเงิน 418,230 บาท 5.สวัสดิการกู้ยืม จำนวน 104 ราย รวมเงิน 1,366,000 บาท 6.ทุนการศึกษา จำนวน 103 ราย รวมเงิน 20,900 บาท 7.ภัยธรรมชาติ จำนวน 2 ราย รวมเงิน 2,250 บาท รวมเป็นเงินช่วยเหลือทั้งหมด 2,226,480 บาท
เชื่อมโยงสวัสดิการกับงานพัฒนาในตำบล
นอกจากกองทุนสวัสดิการออมความดีเพื่อสังคมตำบลโนนเมืองจะช่วยเหลือสวัสดิการแก่สมาชิกกองทุนฯ ดังที่กล่าวไปแล้ว ที่ผ่านมากองทุนฯ ยังทำงานเชื่อมโยงกับกิจกรรมด้านอื่นๆ ในตำบล โดยเฉพาะกิจกรรมด้านสุขภาพ แพทย์แผนไทย สมุนไพร การดูแลผู้สูงอายุโดย “อผส.น้อย” นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมอาชีพ ให้แก่สมาชิกกองทุนฯ และชาวบ้านที่สนใจ (ใช้งบประมาณจากหน่วยงานที่สนับสนุน) เช่น นวดแผนไทย กรีดยาง ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำขนม ทำดอกไม้จันทน์ พานบายศรี กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกป่า การคัดแยกขยะในครัวเรือน การนำเศษอาหารมาทำน้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ
ศิริกุล กลอนสลับ ประธานกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวว่า เนื่องจากกรรมการกองทุนสวัสดิการฯ ส่วนใหญ่เป็น “อผส.” หรืออาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งยังเป็น อสม.ด้วย ประกอบกับ อบต.โนนเมืองก็มีโครงการกองทุนสุขภาพตำบลที่ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่แล้ว ดังนั้นกองทุนสวัสดิการชุมชนจึงทำงานเชื่อมโยงกับกิจกรรมด้านสุขภาพด้วย เช่น เวลาคณะกรรมการกองทุนฯ ออกไปเยี่ยมสมาชิกที่เจ็บป่วยก็จะตรวจไข้หรือวัดความดัน แนะนำการดูแลสุขภาพ การกินอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังจัดทำโครงการ “อผส.น้อย” ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 โดยรับสมัครเด็กและเยาวชนในตำบลตั้งแต่ชั้นประถม 4 ขึ้นไป เพื่อเข้ารับการอบรมเป็น อผส.น้อย ปัจจุบันมี อผส.น้อยจำนวน 30 คน
อมรรัตน์ คำอยู่ อายุ 17 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 กล่าวว่า ตนเองเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการฯ เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา และเคยได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนฯ แล้วจำนวน 300 บาท แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มากแต่ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ นอกจากนี้หากเวลาเจ็บป่วยก็ยังมีกองทุนฯ คอยช่วยเหลือดูแล ให้ค่ารักษาพยาบาล ตนจึงได้แนะนำให้เพื่อนๆ สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการด้วย ส่วนอาสาสมัคร “อผส.น้อย” นั้น ตนก็เป็นสมาชิกด้วย เคยเข้าอบรมการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น อบรมนวดแผนไทยเพื่อช่วยนวดหรือทำกายภาพบำบัดให้ผู้สูงอายุ
“เวลาหนูไปช่วยดูแลผู้สูงอายุก็ได้ใช้ความรู้ที่อบรมมาให้เกิดประโยชน์ เช่น ช่วยนวดแขนขาเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ไม่ปวดเมื่อย หรือไปพูดคุยให้คลายเหงา เพราะผู้สูงอายุบางคนก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครดูแล ทำให้ท่านรู้สึกดีใจ อบอุ่นใจว่าไม่ถูกทอดทิ้ง หนูก็รู้สึกภูมิใจตัวเองที่ได้ช่วยเหลือคนแก่” อผส.น้อยรายนี้กล่าว
อาจารย์นิคม เบ้าทอง หัวหน้ากลุ่มสมุนไพรตำบลโนนเมือง กล่าวว่า กลุ่มสมุนไพรฯ มีกิจกรรมหลายด้าน ทั้งการให้ความรู้ด้านสมุนไพรแก่ผู้ที่สนใจ การรักษาโรคด้วยสมุนไพร ด้วยยาต้ม ยากิน การนวด การประคบ การอบสมุนไพร ฯลฯ โดยมีห้องอบสมุนไพรไอน้ำ 2 ห้อง ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยร่างกาย แก้พิษไข้ ปวดหัว ลดไขมันในเส้นเลือด ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีการอบรมนวดแผนไทยให้แก่ อสผ. สมาชิกกองทุนสวัสดิการและชาวบ้านที่สนใจทั่วไป เพื่อนำความรู้ไปใช้นวดคนแก่และคนพิการ เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อย แก้ปวดหัว ช่วยคลายเครียด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
“ที่ผ่านมาผมได้อบรมการนวดแผนไทยไปแล้วหลายรุ่น บางรุ่นก็เป็นผู้สูงอายุที่มีเวลาว่างต้องการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นอาชีพ เมื่อผ่านการอบรมแล้วก็นำวิชานวดแผนไทยไปรับจ้างนวด ทำให้มีรายได้วันละ 50 – 100 บาท บางรุ่นผู้อบรมก็เป็น อสผ.ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนใครที่สนใจด้านสมุนไพรก็มาเรียนรู้ได้ ถือเป็นการสืบทอดวิชาความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่ให้สูญหาย” หัวหน้ากลุ่มสมุนไพรกล่าว
กลุ่มสมุนไพรตำบลโนนกลางก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา โดยอาจารย์นิคม เบ้าทอง ซึ่งมีบิดาเป็นหมอสมุนไพรพื้นบ้านมาก่อน อาจารย์นิคมจึงได้สืบทอดความรู้จากบิดา รวมทั้งไปศึกษาดูงานเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ และได้รับการสนับสนุนจาก อบต.โนนเมืองให้รวบรวมภูมิปัญญาด้านสมุนไพรจากคนเฒ่าคนแก่ในตำบลเพื่อสืบทอดไม่ให้สูญหาย ปัจจุบันกลุ่มสมุนไพรฯ มีตัวยาที่เก็บมาจากป่าในภาคอีสานและบางส่วนซื้อมาจากฝั่งลาว บางชนิดก็นำมาปลูกเพื่อขยายพันธุ์ รวมทั้งหมดประมาณ 80 ชนิด เช่น หนาด เป้า พลับพลึง เครือหมาน้อย เถาเอ็นอ่อน ขมิ้น ไพล ฯลฯ ซึ่งสมุนไพรกลุ่มนี้จะใช้สำหรับอบไอน้ำ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน ริดสีดวงทวาร โรคกระเพาะ ขับสารพิษต่างๆ
ก้าวย่างต่อไปของกองทุนสวัสดิการฯ ตำบลโนนเมือง
ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2556) กองทุนสวัสดิการออมความดีเพื่อสังคมตำบลโนนเมืองมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 1,570 คน มีเงินกองทุนทั้งหมด 1,170,000 บาทเศษ ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้รับเงินสมทบจาก อบต.โนนเมืองจำนวน 380,250 บาท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 55,000 บาท รัฐบาลรวม 759,200 บาท
ศิริกุล กลอนสลับ ประธานกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวว่า ในปีนี้กองทุนตั้งเป้าหมายว่าจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 คน โดยคณะกรรมการจะเร่งการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก โดยจะใช้เวทีประชาคมทุกหมู่บ้าน ประสานทำความเข้าใจกับสมาชิกสภา อบต. และผู้นำชุมชนบางคนที่ยังไม่เข้าใจหรือยังไม่ให้การสนับสนุน นอกจากนี้ก็จะขยายสมาชิกไปยังกลุ่มเด็กนักเรียนในตำบล ซึ่งที่ผ่านมาทางกองทุนฯ ได้เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนในตำบลทั้งหมด 4 แห่งมาหารือเพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้นักเรียนเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนฯ แล้ว และจะต้องติดตามผลต่อไปว่าจะมีนักเรียนสมัครเข้าเป็นสมาชิกมากน้อยเพียงใด
ส่วนแผนงานการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนฯ นั้น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้มีการอบรมให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีให้แก่คณะกรรมการกองทุนทั้งหมดจำนวน 40 คน เพื่อให้คณะกรรมการสามารถทำบัญชีได้ถูกต้อง และมีแผนงานที่จะจัดอบรมความรู้ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ให้แก่คณะกรรมการกองทุนฯ ภายในปีนี้เช่นกัน เพื่อนำมาใช้บันทึกข้อมูล จัดทำเอกสาร และรายงานต่างๆ ของกองทุนฯ เนื่องจากที่ผ่านมางานด้านบัญชี เอกสาร และการจัดทำข้อมูลต่างๆ จะได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ของ อบต.เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนฯ จึงมีแผนพัฒนาศักยภาพเพื่อการพึ่งพาตัวเองในระยะยาว
“นอกจากนี้กองทุนฯ กำลังสำรวจความต้องการของสมาชิก โดยเฉพาะผู้ที่พิการและด้อยโอกาสว่าต้องการให้กองทุนฯ จัดสวัสดิการหรือช่วยเหลือเรื่องใดเพิ่มเติม ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นส่วนใหญ่อยากให้กองทุนฯ สนับสนุนด้านการอบรมอาชีพเพื่อนำความรู้ไปทำมาหากิน เช่น การกรีดยางพารา เพราะในขณะนี้สวนยางพาราที่ปลูกในตำบลเริ่มจะกรีดน้ำยางได้แล้ว แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนฯ จะรวบรวมความเห็นของสมาชิกเพื่อจะได้ช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของสมาชิกต่อไป” ประธานกองทุนสวัสดิการฯ กล่าวในตอนท้าย
นี่คือตัวอย่างการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ไม่ได้ช่วยเหลือสมาชิกเพียงแค่เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตายเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่เรื่องอื่นๆ ทั้งการส่งเสริมอาชีพ สุขภาพอนามัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ และที่สำคัญก็คือกองทุนสวัสดิการออมความดีเพื่อสังคมตำบลโนนเมืองยังมีแผนในการพัฒนาความรู้ ความสามารถของคณะกรรมการในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนศักยภาพและพึ่งพาตัวเองในระยะยาวด้วย...


