เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ บ้านมั่นคงพอช. ภาคเหนือ ได้เปิดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องแนวทางการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ของกลุ่มผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและพี่น้องชนเผ่าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมโรงเรียนวัดศรีปิงเมือง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประมาณสองร้อยคน
นายหภิชัย ออมทรัพย์สกุล ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ๔ ชนเผ่า อันได้แก่ เผ่าม้ง เผ่าอาข่า เผ่าลีซอ และคนพื้นเมือง ได้กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานในครั้งนี้ว่า สืบเนื่องจากการที่ปัจจุบันนี้ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์ได้เข้ามาประกอบอาชีพในเมืองเชียงใหม่มากขึ้น ซึ่งแหล่งเศรษฐกิจที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่อย่าง ไนท์บาร์ซาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มีกลุ่มชาติพันธุ์ขายสินค้าเป็นจำนวนมากนั้นอาจถือได้ว่าเป็นผลมาจากกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ รวมถึงแหล่งอาชีพที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับคนเมืองเชียงใหม่ อาทิ ธุรกิจนวดแผนโบราณ ขับรถตุ๊กๆ แหล่งแรงงานผลิตโคมไฟ เย็บผ้า ทำอาหาร ฯลฯ ดังนี้แล้ว คนเหล่านี้ที่จากบ้านเกิดมาไกลไม่ได้ด้อยค่าหรือไร้คุณค่า เพราะทางเชียงใหม่ยังเห็นว่าพวกตนเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่ว่าในทางตรงข้ามในแง่ความเป็นอยู่ ไม่ใคร่ดีนัก ต้องถูกไล่รื้อหลายครั้งหลายหน ดังนั้น กลุ่มชุมชนจากหลายชุมชน อาทิ ชุมชนหัวฝาย ชุมชนวัดโลกโมฬี ชุมชนแม่ขิง ชุมชนปิงศรีเมือง ฯลฯ ทั้งในสถานะของผู้ถูกไล่ที่และสถานะของผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง (เช่าอยู่) จึงได้รวมตัวกันเพื่อเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง ในความดูแลของ พอช. ครั้งนี้
นายธัญญา เด่นตระกูล ประธานเครือข่ายบ้านมั่นคงเชียงราย ซึ่งได้เดินทางมาร่วมให้กำลังใจและแนะนำแนวคิดและวิธีการเข้าสู่โครงการบ้านมั่นคงได้กล่าวว่า “บ้านมั่นคงฟังดูเราก็คงรู้สึกปลอดภัย แต่บ้านมั่นคงที่นี่จะเป็นมากกว่าบ้าน เพราะเรามีปัญหาอะไรเราจะผ่องถ่ายแลกเปลี่ยนกัน บ้านมั่นคงในความหมายอื่นอาจมีหลายประเภทอย่างบ้านจัดสรรที่รัฐแบ่งขายก็มั่นคง แต่มันต้องมีหลักเกณฑ์ มีเงื่อนไข แต่การเข้ามาสู่โครงการบ้านมั่นคงของเรา เราทุกคนจะมีส่วนร่วมในการจัดการ เราจะสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้ชีวิต และการอยู่ร่วมกันด้วยกัน บ้านมั่นคงที่นี่ พี่น้องจึงต้องมาจัดการตนเอง ศักดิ์ศรีพี่น้องถึงจะมีค่า เรื่องของบ้านมั่นคงเราทำคนเดียวไม่ได้ เราจึงต้องเกิดการร่วมไม่ร่วมมือกัน เพราะสู้คนเดียวไม่มีแรง เราจึงต้องมาร่วมกัน เพื่อให้หน่วยงาน ภาคีต่างๆ เห็นความสำคัญของพี่น้องชาวบ้านในการแก้ปัญหา ถ้าพลังเราไม่ดีพอ เขาก็จะบอกว่าเอาไว้ก่อน พลังของชุมชนจึงมีความสำคัญมาก”
ในขณะที่นายศุภชัย อนุตรพงศ์ ประธานบ้านมั่นคงเมืองตาก ได้มาให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาครั้งนี้ก็ได้กล่าวว่า การจะทำให้เกิดบ้านมั่นคงได้นั้นต้องมีต้นทุนจาก ๒ ต้นทุน คือ ทุนจากภายนอกและทุนภายใน โดยทุนภายนอกก็คือ ทุนจากภาครัฐ หรืออย่างเช่นการที่ พอช. มาสนับสนุน และทุนภายในคือ ทุนที่พี่น้องได้ร่วมกันออมมาก่อนแล้ว เราต้องมาตกลงกันก่อนว่าเราจะออมกันคนละเท่าไหร่ ทุนเดิมเรามีเท่าไหร่
หลังจากนั้นผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่บ้านมั่นคง ภาคเหนือก็ได้นำเสนอที่ดินใหม่ ๕ แปลง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจร่วมกันว่าต้องการที่ดินแปลงใด และจะมีการตัดสินร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ในเบื้องต้นกลุ่มผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งจากการถูกไล่ที่และอยู่ในสถานะไม่มีบ้านเป็นของตนเอง (เช่าอยู่) ก็ได้ระดมความคิดร่วมกันว่าถ้าจะอยู่ด้วยกันเป็นชุมชนแล้วจะต้องมีการทำข้อตกลงหรือกฎกติกาชุมชนก่อน ซึ่งหลังจากที่ได้ระดมความเห็นการออกกฎระเบียบชุมชนแล้ว ก็ได้มีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ภายใต้ชื่อ “กลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงคนเมืองเหนือ”
กลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงคนเมืองเหนือเกิดขึ้นจากความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ๔ กลุ่ม ได้แก่ เผ่าม้ง เผ่าลีซอ เผ่าอาข่า และคนพื้นเมือง โดยภูมิลำเนาเดินก่อนการอพยพเข้าสู่เมืองเชียงใหม่นั้นมีที่มาอย่างหลากหลาย เช่น จากจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อ.แม่ริม อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง อ.เมือง จากจังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก โดยกลุ่มผู้เดือดร้อนจากการถูกไล่ที่มีทั้งหมด ๖๑ ครอบครัว บุกรุกที่ดินรัฐ ๓ ครอบครัว กลุ่มผู้ไร้บ้านเป็นของตนเอง (เช่าอยู่) ๘๕ ครอบครัว โดยหลายครอบครัวดังกล่าวได้รับผลกระทบจากปัญหานานัปการ เช่น ผลกระทบเรื่องการพัฒนาริมคลองแม่ข่า “โครงการปรับภูมิทัศน์คลองแม่ข่า”, น้ำท่วมชุมชนในฤดูน้ำหลาก, มลภาวะทางกลิ่น (กลิ่นขี้หมู) ซึ่งผลต่อเรื่อง สุขภาพโดยรวม, ความแออัด และความสกปรก เนื่องจากไม่มีระบบการจัดการสาธารณูปโภค, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
โดยประชากรเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชนชั้นแรงงาน เช่น ค้าขาย (ขายสินค้าที่ระลึกที่ไนท์บาร์ซาร์ กาดอนุสาร กาดหลวง ฯลฯ) รับจ้างทั่วไป (โรงงานน้ำแข็ง ขายผ้า เย็บผ้า ทำโคมไฟ โรงงานต่างๆ พนักงานโรงแรม ฯลฯ) ธุรกิจส่วนตัว นวดแผนโบราณ ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


