พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1677

es1-150856เมื่อวันที่ 10-11 ส.ค. 2556 สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) สำนักอาสาสมัครและเครือข่าย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิเอเชีย โครงการสานเสวนาเพื่อการจัดการน้ำของประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (IUCN) เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย และเครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก ร่วมจัดสัมมนา “สถานการณ์และวิกฤตธรรมาภิบาลของรัฐที่ส่งผลกระทบภาคตะวันออก กับกฏหมายทรัพยากรน้ำ : สิทธิ และการมีส่วนร่วมภาคประชาชน” ณ ศูนย์การเรียนรู้อัสสัมชัญจันทบุรี ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยมีเครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก 8 จังหวัด เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก เครือข่ายประมงชายฝั่งจันทบุรี-ตราด (SDF) และภาคีความร่วมมือเครือข่ายภาคตะวันออก เข้าร่วมประมาณ 70 คน

เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ นโยบายของรัฐที่ส่งผลต่อประชาชนภาคตะวันออก และกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันในการกำหนดการพัฒนาที่ยั่งยืนที่คนตะวันออกเป็นผู้กำหนดเอง รวมถึงการติดตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำโดยภาพรวม และแลกเปลี่ยนแนวทางการผลักดันกฏหมายทรัพยากรน้ำฉบับภาคประชาชน

การพัฒนาตะวันออก ถึงเวลาเปลี่ยน

นายสุทธิธรรม เลขวิวันฒ์ ทีปรึกษาเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง กล่าวถึงสถานการณ์ของภาคตะวันออกโดยระบุว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยการกำหนดและวางนโยบายแผนงานให้ภูมิภาคนี้รับบทบาทหน้าที่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างไม่ลืมหูลืมตา ภายใต้กรอบนโยบายใหญ่ของรัฐ ตะวันออกจะต้องเพิ่มเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าทั้งทางบกทางน้ำ ต้องมีโกดังพักสินค้าขนาดใหญ่ที่กบินทร์บุรี ต้องเพิ่มท่าเรือในแม่น้ำบางปะกงที่บ้านโพธิ์ ต้องขยายท่าเรือที่แหลมฉบัง ต้องสร้างโรงไฟฟ้านับร้อยล้านพันล้านเมกกะวัตต์ในพื้นที่ตะวันออก ชาวตำบลไม้รูดจังหวัดตราดต้องกังวลที่จะยอมเสียความบริสุทธิ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หรือที่ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ต้องยอมเสียพื้นที่เกษตรกรรมsutthitam-150856ให้กลุ่มทุนขยายเขตอุตสาหกรรมซึ่ง 80% เป็นของต่างชาติ แม่น้ำปราจีนบุรีต้องยอมสูญเสียความเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำคราวละมากๆ ปล่อยน้ำเสียระบายลงแม่น้ำได้ เกษตรกรรายย่อยหลายจังหวัด ไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกินเป็นของตนเองและถูกขับไล่ ในขณะที่ดินของรัฐหลายแห่งอนุญาติให้นักลงทุนสามารถเช่าพื้นที่ได้ พื้นที่ทุกจังหวัดได้รับผลกระทบจากการทิ้งน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรม สารพิษไหลปนเปื้อนในสายน้ำ และลงสู่น้ำใต้ดินจนดื่มกินไม่ได้ดั่งเดิม

นายสุทธิธรรม กล่าวต่อว่า การเร่งความเติบโตภาคุตสาหกรรมและบริการ ทำให้ประเทศต้องเกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมและขยายรุกในพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการเกษตรกรรม การยับยั้งการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดเพื่อเริ่มต้นจัดทำใหม่เกือบทั้งประเทศ การพยายามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม การเปิดสัมปทานเหมืองแร่ และแหล่งปิโตรเลียมให้กับนักลงทุนต่างชาติ และอื่นๆ

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่ตามมาพบว่า หลายกรณีที่รัฐกำหนดจะส่งผลต่อการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มน้อยและไม่กระจายถึงคนส่วนใหญ่ อันนำมาซึ่งช่องว่างรายได้ของคนในสังคม หลายโครงการของรัฐส่อถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติให้สามารถเข้ามากอบโกยตักตวงผลประโยชน์ และแย่งทรัพยากรธรรมชาติไปจากคนไทย ทั้ง ทรัพยากรน้ำ น้ำมัน ก๊าซ เหมือง การค้า การบริการ ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ให้เห็นทั่วประเทศ

จะเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล อย่างโครงการรับจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน การทำฟลัดเวย์ การสร้างโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่รถไฟความเร็วสูง 2.2 ล้านล้านบาท นอกจากจะเป็นเรื่องที่กระตุ้นความเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ที่น่ากังวลก็คือผลกระทบที่จะเกิดตามมาในหลายพื้นที่ของประเทศ แน่นอนว่าต้องใช้การกู้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งจะผูกพันเป็นภาระที่คนไทยต้องจ่ายภาษีเพื่อชำระหนี้แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม นายสุทธิธรรม กล่าวทิ้งท้าย

ปลดพันธนาการ เร่งตกผลึก สร้างการเปลี่ยนแปลง

นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สมัชชาองค์กรเอกชนฯ ระบุว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยคนภาคตะวันออก มีประเด็นชวนคิดคือ “ความเป็นพลเมือง” เรากำลังถูกกระทำจากนักการเมืองให้คอยรอรับผลประโยชน์ แม้ว่าภาคประชาชนจะมีการขยับการถอดบทเรียน เพื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง ตามความเชื่อ ทัศนะคติทั้งต่อตัวเองและเครือข่าย ทำทั้งเรื่องกลไก มาตรการ ถ้าเราไม่สามารถชี้เป้าได้ชัดเจน การเปลี่ยนตัวเอง จะเปลี่ยนเรื่องอะไร? ซึ่งดูแล้วฐานคิดของภาคประชาชนยังดูไม่ตกผลึก และยังติดอยู่กับระบบอุปภัมภ์ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง

เราต้องไม่อาศัยผู้อื่น การเปลี่ยนต้องเกิดจากเราเองถึงจะเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงrewadee-150856 ที่เป็นกลุ่มก้อน เป็นเครือข่าย ที่ผ่านมาอาจจะอยู่ในอาการรอ การมองคนอื่นตลอดเวลา เราต้องช่วยกันหาข้อสรุปของตนเอง ทบทวนความเชื่อ ความรู้ สร้างความเข้าใจ และปลดพันธนาการต่างๆออก ที่เราทำกันอยู่เป็นตัวเราจริงเปล่า หรือรู้สึกว่าดีก็ทำไป เพราะอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราจะไม่เป็นหลักประกันในการเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนอวิชชาเป็นวิชชา เพราะความรู้ไม่สิ้นสุด วันหนึ่งเรารู้อีกอาจวันไม่รู้แล้ว แม้มีความคิดแตกต่าง แต่มีทัศนะคติที่ชัดเจน เป้าหมายที่ชัดเจน สามารถเอาความรู้ ความเชื่อมาด่าตัวเองได้ เพื่อไปสู่ความรู้ หรือวิชชาในท้ายสุด

นางเรวดี กล่าวต่อว่า สำหรับวัฒนธรรมประชาธิปไตย หลายเรื่องผูกกับการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องแสดงตัวทั้งคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และโดยอ้อม ในการจัดสรรงบประมาณของแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งการกระจายที่ดินอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ตามกฏเกณฑ์ในระบบเท่านั้น เราต้องผ่าตัดวัฒนธรรมทางการเมือง สร้างการเมืองภาคพลเมืองใหม่ กำหนดพื้นที่ที่เราจะมีส่วนกำหนดอันนี้เป็นภารกิจของเรา ซึ่งรัฐต้องทำด้วย เมื่อเราวางภารกิจที่ชัดเจน การเปลี่ยนข้างหน้าจะชัดเจนมากขึ้น

ส่วนมาตรการกลไกการจัดการทรัพยากร ต้องมีฐานจากความเป็นธรรมภิบาล มาตรการใดๆ ที่กำหนดไว้ เช่น การมีส่วนร่วมต้องเป็นไปอยางมีความหมาย การเข้าถึงข้อมูล การร่วมคิดร่วมตัดสินใจในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร วิพากษ์ตัวเราเอง วิพากษ์ระบบ เพื่อเปลี่ยนในเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบต่อไป  

ร่วมกำหนดอนาคตตะวันออก

somnauk-150856ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออก แม้เริ่มจากปัจจัยภายนอก ข้างนอกรุก แต่ปัจจัยภายใน คนในเอาด้วย ถ้าย้อนดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ จาก 1-10 เป็นเรื่องภายนอกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีแผนฯ 11 ที่พูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ก็ไม่ได้มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ตัวอย่างที่คนในพื้นที่เป็นนายหน้ารวบรวมที่เพื่อจะขายให้ต่างชาติ อย่างที่ปลวกแดง เพราะเงินเป็นพระเจ้าหรือเปล่า ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกหรือผิด ที่ผ่านมาเราถูกหลอกด้วยข้อเท็จมาโดยตลอดว่าการพัฒนาจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้คนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ระบบการศึกษารวมถึงตัวเราเชื่อว่าเงินช่วยได้ ขายไปก่อนเพราะได้ราคาที่ดี ระบบทุนยิ่งทำยิ่งสร้างกำไร ต้องสร้างการขายเราถูกระบบหลอก พอมีนโยบายดีๆ แผน 11 การพัฒนายั่งยืน แต่ก็ยังจะมีการสร้างนิคมเพิ่มขึ้นอีกในภาคตะวันออก ซึ่งไม่สอดคล้องตามแผน 11

ยิ่งหากมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียน เราจะยิ่งสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน เออีซีที่จริงไม่ได้ช่วยแต่จะมาซ้ำเติมคนภาคตะวันออก หลายอาชีพจะหายไป จากระบบการแพทย์ที่เอาคนเป็นตัวตั้ง จะเป็นระบบการแพทย์แบบทุนนิยม ใครไม่มีเงินจะเข้าหาหมอไม่ได้ ที่สำคัญเราไม่สามารถจัดการทรัพยากรได้เอง ที่ผ่านมารัฐเป็นคนจัดการให้ และทุนก็อยู่เหนือรัฐ เราควบคุมรัฐไม่ได้แต่รัฐควบคุมเราได้

ที่ผ่านมาเรากำหนดตัวเองไม่ได้ เราต้องกำหนดสิ่งที่เราต้องการด้วยตัวเอง ซึ่งสามารถกำหนดได้แต่ต้องมีความรู้ มีคนช่วย มีเครือข่าย เราต้องเริ่มที่ตัวเราเอง กำหนดอนาคตของเราว่าตจ้องการอะไร แล้ว แผนการต่างๆ จะตามมาเอง วันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีองค์กรเครือข่ายได้เห็นเหตุปัจจัยตรงกัน ไม่ใช่ถกแต่ปัญหา เราต้องค้นหาวิธีการแก้ปัญหาที่เราออกแบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้าแต่เป็นการกำหนดระยะไกลๆว่า คน 8 จังหวัดภาคตะวันออกต้องการอะไร เริ่มจากวินาทีนี้ ผมเชื่อว่าเกิดขึ้นได้ ดร.สมนึก กล่าว

นายจำรูญ สวยดี เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินในภาคตะวันออกกำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือขนานใหญ่ โดยถูกกระแสเงินมาเปลี่ยนฐานะการถือครอง ที่ดินถูกรวบรวมโดยนายหน้าที่ต้องการที่ดินแปลงใหญ่ขายให้ต่างชาติ ที่ดินภาคเกษตรกรรม ถูกรื้อ ถูกซื้อ มุ่งเปิดพื้นที่ตะวันออกให้เป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ ผ่านกระบวนการนิคม หรือสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่ถูกซื้อล้วนเป็นที่ดินผืนงามๆ ใกล้น้ำก็เพื่อดึงทรัพยากรน้ำไปใช้ประโยชน์ ประมาณการว่ามีคนตะวันออกอยู่ไม่กี่ครัวเรือนที่ยังคงถือครองที่ดินอยู่ในมือ และเมื่อมีเรื่องการแก้ผังเมือง เราเองก็อยู่ในอาการไปไม่ถูก หลายพื้นที่ถูกแก้เปลี่ยนเป็นเส้นทางขนส่ง เปลี่ยนชายฝั่งเป็นท่าเรือ เมื่อนายทุนซื้อที่ดินได้ ก็กำหนดผังเมืองใหม่ วันนี้ผังเมืองจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ต่างถูกยกเลิกผังเมือง

นายจำรูญ กล่าวสรุปต่อว่า สถานการณ์ที่กระทบมากๆ เรื่องสูญเสียพันธุกรรมด้านอาหารjamroon-150856 ปริมาณอาหารลดลง พื้นที่แปลงขนาดใหญ่ๆ ถูกทำเป็นเกษตรพันธสัญญา ที่สำคัญเราไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าเกษตรได้เอง แม้กระทั้งพันธุ์สัตว์น้ำ กบ กุ้ง เขียด เกษตรกรจำต้องใช้ของมียี่ห้อ ซึ่งทำให้เราต้องใช้สารเคมี ปุ๋ย ยา จากบริษัททั้งสิ้น เกิดการทำลายระบบชายฝั่งจากการเพาะเลี้ยงฟาร์มกุ้งเกษตรพันธสัญญา ซึ่งกระบวนการล่มสลายของทรัพยากรล้วนเกิดมาจากทุนทั้งนั้น สำหรับเรื่องมลพิษ กากอุตสาหกรรม มีการลอบทิ้งขยะที่ทิ้งอย่างไม่รับผิดชอบ ซ้ำทำลายดินและน้ำอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน เช่นที่หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ผู้นำที่ต่อต้านถูกยิงเสียชีวิต เป็นต้น

สำหรับสาเหตุที่เข้ามากระทบภาคตะวันออกนั้น ภาพใหญ่ๆ เกิดจากระบบทุนโลกาภิวัฒน์ ระบบการค้าเสรี การสื่อสารที่กระตุ้นการบริโภคนิยม บรรษัทข้ามชาติกลับมีอำนาจเหนือรัฐ เกิดจากข้อตกลงทางการค้า การจัดการเหนือรัฐ ที่ได้รับสิทธิการลงทุน และรัฐเอื้อประโยชน์ โดยไม่ให้ความสำคัญกับชุมชน ปัจจุบันกำลังมีการยึดครองที่ดินอย่างเปิดเผยถ้าถือครองเพื่อการลงทุน ที่ดินมากมายไปอยู่ในมือต่างชาติ ที่น่าห่วงก็คือ มีการบ่อนทำลายกระบวนการภาคประชาชน อย่างที่มาบตาพุด มีการบ่อนทำลายด้วยการปล่อยข่าว เลือกกลุ่มอุ้มชูให้งบประมาณสนับสนุน ทำให้เกิดการหวาดระแวงระหว่างกันในกลุ่มประชาชน  

อย่างไรก็ดีทางออกของปฏิบัติการภาคพลเมือง นายจำรูญ ระบุว่าการเมืองภาคพลเมือง หากเราเคลื่อนอย่างที่ผ่านมาคงไปไม่รอดแน่ 1)ชัดเจนว่าทำเดี่ยวไม่ได้ ต้องทำร่วมกันเป็นหมู่คณะ กำหนดทิศทางร่วมกัน กำหนดจากข้างล่าง ไปสู่เรื่องการจัดการตนเอง 2) รวมตัวถักทอสร้างอำนาจต่อรอง แยกกันทำรวมกันตี ปัญหาใหญ่ต้องมีเจ้าภาพ การรวมกลุ่ม ประสานงาน คน ข้อมูล สร้างพลังชุมชนภิวัฒน์ เพื่อการถ่วงดุลกับทุนข้ามชาติ เราต้องหนุนความเข้มแข็งของกลุ่มเล็ก ต้องมีเพื่อน ภาคี หน่วยงาน การเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ อยู่เดียวไม่ได้แล้ว 3) ต้องทำให้พื้นที่มีศักยภาพที่เข้มแข็ง ให้ข้างล่างรวมกลุ่มดีขึ้น อย่างชายฝั่งประมงเรือเล็ก รวมเป็นปึกแผ่นปกป้องดินแดน ไม่หลงการพัฒนากับหน่วยงานพัฒนา เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการจัดการ มากกว่ามาร่วมประชุม รู้เท่าทันจริง ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ความรู้จากภายในเชื่อมเข้าหากัน ที่สุดแล้วคนตะวันออกต้องลุกขึ้นกำหนดทิศการพัฒนาด้วยตนเอง

กฏหมายทรัพยากรน้ำ : สิทธิ และการมีส่วนร่วมภาคประชาชน

นายปรเมศวร์ มินศิริ เว็บมาสเตอร์กระปุกดอทคอม กล่าวในวงนำเสนอและวิพากษ์ “การบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน คนไทยได้จริงหรือไม่?” โดยระบุว่า สถานการณ์วิกฤตน้ำที่กระทบภาคตะวันออก สิ่งที่รัฐกำลังจะกระทำต่อภาคตะวันออก ถ้าจัดการน้ำไม่ดีเขาจะทำเหมือนน้ำมัน คือเปลี่ยนของสาธารณะมาให้กับเอกชน โดยใช้วิธีการง่ายๆ คือออกกฏหมาย  

paramet-150856การจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาเราเจอการขาดธรรมภิบาลของภาครัฐ ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีความโปร่งใสในการจัดการ สุดท้ายเราต้องเสียภาษีเพื่อไปชำระเงินที่รัฐกู้มา จะเห็นว่าตัวสาระของนโยบาย สะท้อนการขยายตัวของโลกาภิวัฒน์ ทุนนิยมผูกขาด เมืองอุตสาสหกรรมอย่างชัดเจน ฉวยโอกาสน้ำท่วมอ้างเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยรวบการบริหารน้ำทั้งประเทศมาเสนอรวมใหม่ เปิดทางให้เอกชนขยายอุตสาหกรรมสู่ภาคตะวันตก จัดการเปลี่ยนเส้นทางน้ำเพื่อรองรับการขยายตัว เมื่อบวกกับการขาดไม่โปร่งใส คนที่ได้คือทุนต่างชาติ จะทำให้การผูกขาดมีมากขึ้นทุกที  ภาคประชาชนกับการใช้อำนาจทางกฏหมายจะหลงเหลือแค่ในเชิงหลักการ นายปรเมศวร์ กล่าว

นายปรเมศวร์ ให้ข้อมูลต่อว่า น้ำเป็นของประชาชนทุกคน แต่รัฐกำลังจะออกกฏหมายเพื่อให้น้ำทุกหยดเป็นของรัฐ ในอนาคตเมื่อมีการขยายตัวของเมือง หรืออุตสาหกรรมก็เกิดการแย่งน้ำต้นทุน รัฐจึงออกกฏหมายที่จัดสรรแบ่งน้ำ โดยเปลี่ยนของที่เป็นสาธารณะเปลี่ยนมาเป็นของรัฐ และสู่เอกชนในที่สุด ย้ำชัดกฏหมายที่ดีต้องเขียนชัด กฏหมายที่แย่ๆต้องไปดูกฏหมายที่ดิน ที่อะไรก็ให้ระบุให้คณะกรรมการดูแล เมื่อเป็นดังนี้เอกชนก็ยิ้ม แค่เข้าหาคณะกรรมการก็พอ กฏหมายที่ดีต้องถูกซื้อไม่ได้ รัฐคิดแบบนี้ ทำกฏหมายแบบนี้ แล้วการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ตรงไหน

หากเรื่องน้ำพังอย่างอื่นก็พังหมด ไม่มีน้ำไม่มีอาหาร ในอนาคตสิ่งที่จะขาดแคลนก่อนคือน้ำ โครงการ 3.5 แสนล้าน ที่รัฐกำลังทำไม่ได้แก้เรื่องน้ำท่วม แต่เพื่อการผันน้ำ ทำไมถึงอยากผันน้ำไปทางตะวันตก หรือเพราะต้องเวณคืนที่ดินจำนวนมาก ที่ตอนนี้กลายเป็นของเอกชน หรือผันน้ำไปเพื่อรองรับการสร้างเมืองในทะเล และขนาดยังไม่มีรายละเอียด แต่เราตั้งงบไว้รอแล้ว 3.5 แสนล้าน ไม่รู้ว่าเอาตัวเลขมาจากไหน และที่เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นมาศึกษา ไม่ทราบว่าเพื่ออะไร? เมื่อเขาศึกษามาให้แล้วก็ไม่นำมาใช้ การจัดการน้ำที่ต้องยืมเงินมาใช้ เงินกู้ถ้ากู้ ADB ดอกเบี้ยจะถูกกว่านี้มาก แต่เพราะติดปัญหาคือต้องมีการตรวจสอบการใช้เงิน รัฐจึงใช้การกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศที่ไม่มีการตรวจสอบ 

การต่อสู้ที่ผ่านมา ก่อนอื่นเราตามหาคน ดูข้อมูล เลือกประเด็นที่คนเข้าใจ เราสู้จนเป็นกระแส ในที่สุดศาลปกครองมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นประชาชน แต่ในเรื่องรูปแบบการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เราต้องช่วยกันจับตา เพราะรัฐอาจใช้การรับฟังทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ สัมภาษณ์ หรือการจัดประชุม ซึ่งเขียนไว้ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ ถ้าสำหรับเรื่องเล็กๆ ผมเห็นว่าไม่เป็นไร ถ้าเรื่องใหญ่ต้องลงพื้นที่สอบถามประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานกรรมการบริหารสมัชชาองค์กรเอกชนฯhannarong-150856 ให้ข้อมูลว่า แผนแม่บทในการจัดการน้ำของรัฐ จะมีการก่อสร้าง 22 เขื่อน สร้างเขื่อนในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ และจะมีการก่อสร้างแนวระบายน้ำ คลองขุดจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังด้านฝั่งตะวันตกออกสู่อ่าวไทย ที่น่าจับตา 1) แนวระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์-แม่น้ำแม่กลอง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ระยะทาง 220 กม. 2) แนวระบายน้ำแม่น้ำปิง อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ - แม่น้ำแม่กลอง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ระยะทาง 246 กม. 3) แนวระบายน้ำแม่น้ำปิง อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร - แม่น้ำแม่กลอง หน้าเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ระยะทาง 299 กม. รวมทั้งจะมีการก่อสร้างถนนขนาบข้างทุกแนวระบายน้ำ ซึ่งยังไม่นับรวมโครงการโมดูลอื่นๆอีก

งบประมาณ 3.5 แสนล้าน ลองคิดเล่นๆชักยี่สิบเปอร์เซ็น ก็น่าจะประมาณ 7 หมื่นล้านบาท คนไกลชัก 20 คนในชักอีก 20 ผมว่าเหลืองบอีก 60 เปอร์เซ็นแค่นั้นในการดำเนินการจริงๆ การผันน้ำฝั่งตะวันตกผันจากกำแพงเพชรลงเขื่อนแม่กลอง ที่มีความยาวเกือบ 300 กิโล มีถนนฝั่งซ้ายขวา ประมาณว่าเมื่อแล้วเสร็จจะมีขนาดกว้างเป็น 2 เท่าของถนนมอเตอร์เวย์ ส่งผลกระทบแน่ อย่างที่ อ.ท่าม่วง ชาวบ้านกำลังจะต้องย้ายบ้านเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากโดนเวณคืนมาตลอด ที่ดินบริเวณที่จะก่อสร้างราคาขึ้นเป็นไร่ละ 8 ล้าน จะมีการเกิดเมืองใหม่อย่างน้อย 5 เมือง ส่วนระบบชลประทานที่ได้มากสุดคือสุพรรณบุรีพื้นที่กว่า 2 แสนไร่

ส่วนการปลูกป่า 1.1 พันล้าน 800 ล้านกล้า มีคนจัดการปลูกรอไว้แล้ว แต่รัฐกำลังติดปัญหาไม่รู้จะไปปลูกที่ไหน พื้นที่ปลูกหนึ่งแปลงต้องไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ เรื่องนี้จะเป็นแผนที่ใช้ได้จริงเปล่าไม่รู้ ถามว่าการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลส่งผลกระทบไหม ส่งผลแน่นอน ที่เห็นก็คือเราต้องแบกภาระดอกเบี้ยเงินกู้ จากเงินภาษีที่จะถูกใช้ไปอย่างไม่มีความเป็นธรรมาภิบาลของรัฐบาล

viravat-150856นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ อนุกรรมการปฏิรูปกฏหมายด้านทรัพยากรน้ำ คณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย (คปก.) กล่าวถึงการจัดทำ และเสนอร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.....(ฉบับประชาชนเข้าชื่อ) เป็นกฏหมายน้ำภาคประชาชน ระบุว่าเป็นไปตามสิทธิของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2550 ในการเข้าชื่อเสนอกฏหมาย ม.163  เพราะทั้งโลกกำลังจะขาดแคลนน้ำ สอดคล้องกับสถานการณ์ภาคตะวันออก ก็กำลังจะขาดเช่นกัน

การจัดการทรัพยากร 1)ต้องเกิดความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ 2) ทรัพยากรนั้นต้องยั่งยืน กฏหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่นำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ใช่ว่ามีกฏหมายแล้วสำเร็จ พื้นฐาน ถ้าประชาชนอ่อนแอ ไม่มีแรงที่จัดการกับปัญหาโครงการพัฒนาของรัฐทั้งจากงบ 3.5 แสนล้านบาท และ 2.2  ล้านล้านบาท ประชาชนไม่มีความพร้อมพอที่จะยับยั้ง เมื่อหันกลับมามองตัวเอง ตัวเราจัดการตัวเองอย่างไร มีอะไรที่จะต้องทำเรื่องพื้นฐาน ถอยกลับมาฟังตัวเองมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นเล็กๆของเรา

นายวีรวัธน์ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า กฏหมายน้ำของรัฐต้องการให้เกิดความเป็นธรรมยั่งยืนเช่นกัน แต่ต่างกันตรงความเป็นธรรมรัฐมองว่า ทุกคนเข้าถึงได้แต่ทรัพยากรไม่ใช่ของฟรี ใช้มากจ่ายมาใช้น้อยจ่ายน้อยนั่นคือความเป็นธรรม ความยั่งยืนภาคประชาชน มองความยั่งยืนแบบไม่แยกส่วน องค์รวม เคารพจารีตในการจัดการทรัพยากรเป็นหลัก

ในการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เราใช้องค์ประกอบจาก 3 ส่วน คือผู้มีประสบการณ์ ภาคประชาชนที่อยู่กับการจัดการน้ำ อย่างท่าจีน มีนักกฏหมายมาช่วยกันทำ เป็นผู้ยกร่างขึ้น โดยจะมองการจัดการที่เป็นอยู่ยังไม่เหมาะสม เกิดปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย ฯลฯ จัดการไปกลับทำลายระบบนิเวศมากขึ้น ที่สำคัญเป็นการผูกขาด ทำให้ไม่ครอบคลุมระบบนิเวศที่หลากหลาย มีหน่วยงานในการบริหารจัดการน้ำเต็มไปหมด รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย หรือแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการ ยังมาเกี่ยวข้องเพราะมีการขอใช้สถานที่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ กฏหมายแม่บทการจัดการน้ำฉบับนี้รวมเกี่ยวกับน้ำทั้งหมด ที่สามารถใช้ได้ครอบคลุมจริง อย่างพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย นายวีรวัธน์ กล่าว

 ทั้งนี้องค์กรเครือข่ายที่มาประชุม ร่วมซักถามและให้ข้อคิดเห็น รวมทั้งจะกลับไปนำเสนอต่อกลุ่มองค์กรเครือข่ายของตน พร้อมทั้งจะระดมการเข้าชื่อร่วมสนับสนุนกฏหมายฉบับนี้ต่อไปด้วย

es2-150856es3-150856es4-150856es5-150856es6-150856

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter