เมื่อวันที่ ๑๗ – ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เครือข่ายขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองภาคกลางร่วมกับ ภาคประชาสังคมจังหวัดสระแก้ว, คณะทำงานจัดทำนโยบายคุ้มครองภาคเกษตรกรรมและพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนชุมชนจังหวัดสระแก้ว, สถาบันพัฒนาการเมืองจังหวัดสระแก้ว, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสระแก้ว, สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย, มูลนิธิสุขภาพแห่งชาติ, เครือข่ายวาระเปลี่ยนตะวันออก และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นและจังหวัดจัดการตนเองภาคกลาง-ตะวันออก ครั้งที่ ๒/๒๕๕๖ ณ ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรชายแดน ในศูนย์ราชการจังหวัดสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว โดยมีผู้นำชุมชนและผู้แทนองค์กรร่วมจัดเข้าร่วมประชุม ๖๐ คน
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงนิยามความหมายตามร่าง พ.ร.บ.จัดการตนเอง ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย รวมถึงเรียนรู้รูปธรรมการจัดการตนเองแบบต่างๆจากพื้นที่แต่ละจังหวัด กำหนดแผนปฏิบัติการขยายการรับรู้ กรอบความคิดในเรื่องชุมชนท้องถิ่นและจังหวัดจัดการตนเองให้ชัดเจน ให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติการรองรับการจัดการตนเองอย่างเข้มข้น โดยมุ่งสร้างการพัฒนาการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้สังเคราะห์ผลสรุปจากการประชุมเป็นดังนี้
ภูมิทัศน์ขบวนประชาชนภาคกลาง-ตะวันออก
ภูมิทัศน์ขบวนประชาชนภาคกลาง-ตะวันออก กำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์แวดล้อมที่บีบรัดทางเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการบ้านเมืองที่ล้มเหลวของประเทศ ส่งผลให้มีความเหลื่อมล้ำ การสูญเสียความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ความไม่เป็นธรรม และการล่มสลายของทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นฐานชีวิตของคนภาคกลางและตะวันออกเป็นวงกว้าง กระทบทั่วถึงทุกจังหวัด นับเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ
ขบวนประชาชนภาคกลาง-ตะวันออก มีการขับเคลื่อนงานชุมชนฐานรากกระจายเต็มทุกพื้นที่ ทั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างความตื่นตัวในการรวมพี่รวมน้องขึ้นมาจัดการปัญหาตนเอง โดยปรัชญาอุดมการณ์สร้างชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง อันเป็นนัยยะสำคัญของการสร้างการต่อรองเชิงอำนาจที่อาศัยทุนทางสังคมและองค์กรที่มีอยู่ในพื้นที่ตำบลเป็นปัจจัย
ในขณะเดียวกันยังมีพี่น้องชุมชนอีกส่วนหนึ่งที่ลุกขึ้นรวมตัวเคลื่อนไหวในประเด็นทุกข์ร้อนมีการรวมตัวจัดตั้งทั้งแบบหลวมๆชั่วคราวตามสถานการณ์ ในรูปแบบองค์กรวิชาชีพระดับพื้นที่ย่อยลุกขึ้นจัดการปัญหาตนเองด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ต่างสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมชุมชนที่พึงปรารถนาของตนเองซึ่งมีอยู่ทั่วไปทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ ทุ่งนา ถึงชายฝั่งทะเล เป็นทั้งเครือข่ายชุมชนเมือง และชนบทในขณะที่การจัดการภาครัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
ทั้งสภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรวิชาชีพของประชาชนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การปฏิบัติกันเองการเคลื่อนสื่อสารกันทางความคิด การเคลื่อนไหวทางสังคม การนำเสนอทิศทางการพัฒนา การบูรณาการกับภาคีพัฒนา ฯลฯ ก่อให้เกิดบทเรียนรูปธรรมที่น่าชื่นชม สามารถยืนยันได้ถึงศักยภาพความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ผู้นำชุมชนระดับต่างๆเกิดขึ้นมากมายในจังหวัดภาคกลาง และ ตะวันออกด้วยกระบวนการเหล่านี้ และมีผลต่อการพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองที่นับวันยิ่งมีความเข้มข้น
ความยาก ที่เป็นความท้าทาย
ความยากลำบากในการสร้างขบวนประชาชนในภาคกลาง-ตะวันออก
มีสาเหตุมาจากความเป็นชุมชนดั้งเดิมค่อนข้างอ่อนกำลังลงในขณะที่ชุมชนสมัยใหม่ที่มาจากการเคลื่อนย้ายประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพใหม่จำนวนมากส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมความคิดและความเชื่อแบบปัจเจกบุคคลมีอยู่สูง จนทำให้ยากต่อการรวมตัว จัดตั้ง เคลื่อนไหว ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราเองมีอำนาจสูงที่นำไปสู่การสูญเสียกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินของชุมชนดั้งเดิมอย่างต่อเนื่องทั้งเกี่ยวเนื่องไปถึงการกำหนดพัฒนาพื้นที่และระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อยู่ในมือของกลุ่มทุน-อำนาจกลุ่มธุรกิจการเมืองที่ไม่ฟังเสียงใดๆและภายใต้บรรยากาศการเมืองแบบอุปถัมภ์-ประชานิยมได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่เปลี่ยนไปสู่ระบบพึ่งพาคนข้างบน-ภายนอก มากกวาการพึ่งพากันเองซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรวมตัวเป็นเจ้าของจัดการชุมชนท้องถิ่นตนเองเป็นความท้าทายต่อผู้นำชุมชน
ลู่ทางและโอกาส คลิกสู่ จังหวัดจัดการตนเอง
ปัจจัยที่เอื้อและเป็นโอกาสต่อการเคลื่อนความคิดจังหวัดจัดการตนเองในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง และ ตะวันออกที่ปรากฏมีอยู่หลายประการ
๑. ประชาชนหลายกลุ่มมีความไม่พึงพอใจต่อประสิทธิภาพของระบบและโครงสร้างการจัดการจังหวัดแบบปัจจุบันเห็นว่าไม่ทันต่อปัญหาที่มาคุกคามและกระทบประชาชน เกาไม่ถูกที่คัน
๒. ประชาชนตื่นตัวเรียนรู้เรื่องสิทธิประชาชนการถ่ายทอดความรู้ให้เกิดความตระหนักในสิทธิชุมชนมีหลายช่องทาง ทั้งที่ผ่านกลไกราชการ การสื่อสารสาธารณะ และขบวนชาวบ้านด้วยกันเอง
๓. เกิดพื้นที่รูปธรรมตัวอย่างการจัดการตนเองที่สำเร็จ มีการปฏิบัติทดลอง และการลงมือทำในแนวทางชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแล้วเกิดผลดีจริงเป็นที่ยอมรับ จนเป็นความเชื่อมั่นศรัทธา เกิดการปรับปรุงสร้างสรรค์ต่อ และขยายผลด้วยมือชุมชนกันเอง สื่อสารเรียนรู้กันจากการพูดคุย
๔. มีฐานงานเดิมด้านการจัดการตนเองที่เอื้อต่อการสื่อสารสัมพันธ์ถึงกันในแนวราบ ที่ส่งผลให้การไหลเวียนของความรู้และมีแรงกระเพื่อมเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องเป็นระลอกได้
๕. มีกระแสความคิดปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในสังคมให้เกิดความสมดุลเพิ่มขึ้น ความคิดนี้มิใช่อยู่ในกลุ่มคนชั้นนำของบ้านเมืองเท่านั้น แต่นับวันได้แพร่กระจายกว้างออกไปสู่พื้นที่ต่างๆในสังคม
๖. มีเจ้าภาพเชิงสถาบันที่เข้าร่วมขับเคลื่อนหลากหลายมากขึ้น
ก้าวเดินที่สำคัญ
๑. การสื่อสารความหมายที่ชัดเจนและเข้าใจตรงกันในคำว่า “จังหวัดจัดการตนเอง”
๒. การสื่อสารความรู้ กระจายอำนาจสู่จังหวัดจัดการตนเอง ให้เข้าถึงชนทุกกลุ่ม
๓. การรับฟังความเห็นสาธารณะในร่าง พ.ร.บ.ที่รับฟังเสียงอย่างตั้งใจและมีระบบรับฟังที่น่าเชื่อถือ
๔. ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.เปิดพื้นที่ยืนให้กับทุกกลุ่มในการเป็นหุ้นส่วนสำคัญใน จังหวัดจัดการตนเอง
๕. การขยายแนวร่วมทางตรงและอ้อมร่วมเคลื่อนไหว
๖. ปลุกกระแส และ ชูธงชุมชนท้องถิ่น และ จังหวัดจัดการตนเอง ให้เด่นชัด
๗. ยกระดับงานเดิม ต่อยอดแผนปฏิบัติการเดิม สร้างความสำเร็จในพื้นที่ย่อยๆอย่างแพร่หลาย มีความโดดเด่น ในกระบวนการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
๘. ใช้กระบวนการ วิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยสถาบันการศึกษา ให้มีความน่าเชื่อถือ
๙. การปฏิบัติการ “นำสู่การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ” โครงสร้างใหม่ในแนวทางสภาพลเมืองจังหวัด
๑๐. ทั้งหมดควรมีคณะขับเคลื่อนภาคกลาง-ตะวันออก เพื่อความก้าวหน้า เชื่อมโยงความร่วมมือ และทำงานด้วยระบบที่ดี(PDCA) โดยผนึกกำลังทุกขบวนและภาคส่วนที่เห็นชอบตกผลึกช่วยกัน
ภาพ: ดร.สมนึก จงมีวศิน


