ไกลสุดยอดเขาภาคเหนือ จากเส้นแบ่งของแผนที่ทางอากาศ ที่นี่นับว่าอยู่ในเขตชายแดนไทย ทว่า คนไทยที่นี่ล้วนสืบประวัติความเป็นมาจากชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งชนเผ่าต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่มานาน และทั้งถอยร่นมาจากประเทศจีนนับแต่ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนครั้งสำคัญในยุคเหมาเจ๋อตุงและความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประธานเหมาเจ๋อตุงและนายพลเจียงไคเช็ค (มือขวาของ ดร.ซุนยัดเซน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายในระบอบจักรพรรดิมาสู่การปกครองโดยประชาชน) แต่ว่าเจียงไคเช็คก็ไม่สามารถนำอุดมการณ์ประชาธิปไตยมาสู่จีนได้ สุดท้ายกองทัพของเขาต้องแตกพ่าย หนีการไล่ล่าของผู้นำเหมาเจ๋อตุงซึ่งเชื่อมั่นในวิถีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์กระเซ็นกระสายกันไป
ส่วนหนึ่งของกองทัพโดยเฉพาะผู้นำคนสำคัญอย่างเจียงไคเช็ค หนีไปปักหลักประเทศไต้หวัน ตั้งคณะรัฐบาลชาติขึ้นที่นั่น แต่ส่วนหนึ่งของกองทัพของเขาหนีมาติดชายแดนไทย มาอยู่ร่วมกับพี่น้องม้งคนไทย แต่งงานกับคนไทย และบอกกับคนไทยอย่างภาคภูมิใจว่า “เรามาจากยูนนาน”
ถึงตรงนี้แล้ว ฉันก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า ประเทศจีนนั้นเชื่อมโยงกับไทยเราและอยู่ใกล้กันนิดเดียว ไม่ต้องรอประตูอาเซียนเปิด แต่ประตูสายสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ การรอนแรมเดินทางอันเป็นวิสัยปกติของมนุษย์ ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ของเราต่างก็มีสายสัมพันธ์ต่อกันมายาวนานแล้ว
ฉันนั่งฟังคำบอกเล่าของผู้นำชุมชนตำบลด้วยความรู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่
ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนไทยทั่วๆ ไปที่เมื่อได้ยินชื่อ “ภูชี้ฟ้า” ก็จะมองเห็นภาพหน้าผารูปปากเสือ ที่เมื่อยามพระอาทิตย์ขึ้น หากช่างภาพคนไหนจับจังหวะการขึ้นได้ดีๆ ก็จะได้ภาพเสือคาบแก้ว (พระอาทิตย์) มาได้อย่างสวยงาม
ภูชี้ฟ้ามีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของภูผา แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อย
นับเป็นโชคดีที่เมื่อมีการสนับสนุนให้ชุมชนเก็บบันทึกประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยสำนักจัดการความรู้ ได้สนับสนุนแผนงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลจ.เชียงราย เพื่อร่วมสืบค้นประวัติศาสตร์ของชุมชน และดำเนินในพื้นที่นำร่อง ๕ ตำบลของจังหวัดเชียงราย อันได้แก่ ตำบลแม่ไร่ ตำบลท่าก๊อ ตำบลเวียงกาหลง ตำบลดอนศิลา และตำบลปอ ได้เริ่มกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์พื้นที่ของตนเพื่อจะได้มองเห็นทิศทางการกำหนดอนาคตของชุมชนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตำบลปอมีความเข้มข้นทางพื้นที่ประวัติศาสตร์สูง เพราะไม่เพียงแค่ที่นี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการมาตั้งหลักของกองทัพทหารกู้ชาติเพื่อประชาธิปไตยของนายพลเจียงไคเช็ค แต่ที่นี่ยังเป็นสมรภูมิรบครั้งสำคัญของไทยเราในช่วงปี ๒๕๑๙-๒๕๒๕ ยุคที่นักศึกษาเข้าป่าและพรรคคอมมิวนิสต์ไทยรุ่งเรือง ชนเผ่าม้งของภูชี้ฟ้าต้องแยกออกเป็นสองกลุ่ม บางครอบครัวเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันแท้ๆ แต่ยึดถืออุดมการณ์คนละแบบก็ต้องแยกกันไป
นายทวีศักดิ์ ยอดมณีบรรพต ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปอได้เล่าว่า “คืนก่อนการแตกแยกจริงๆ จะเกิดขึ้น คืนวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านประกาศว่า ใครจะอยู่ฝ่ายไหนให้แยกออกมาเลย ใครอยู่คอมมิวนิสต์ให้เข้าป่า ใครอยู่ฝ่ายไทยให้อยู่ที่นี่ ทุกคนก็แยกกันไปตั้งแต่คืนนั้น”
วันที่เรานัดพบกันอีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้เฒ่าผู้แก่ของตำบลปอที่ล้วนอายุยืนวัยเก้าสิบกว่าปีได้มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ลูกหลานฟังด้วย บางตอนพาให้ทุกคนหัวเราะ เช่นว่า ช่วงที่ทหารไทยจะเข้าโจมตีพวกคอมมิวนิสต์ที่อยู่ป่า พี่น้องแท้ๆ ที่ต้องมารบกันเอง ด้วยความรักต่อกันจึงส่งสัญญาณบอกพี่น้องในป่าว่า คนอยู่หัวขบวนคือพี่ชายตน ห้ามยิง ให้ยิงพวกท้ายๆ ที่เป็นทหารไทยนั่น
พี่น้องคู่นี้รอดจากสงครามการเมืองกลับมาสู่วิถีปกติอีกครั้งภายหลังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 โดยมีใจความสำคัญให้ใช้การเมืองนำการทหารและปฏิบัติต่อผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเพื่อนร่วมชาติ เพื่อพัฒนาชาติไทยต่อไป
เมื่อสถานการณ์ประเทศค่อยดีขึ้นตามลำดับ ปัญญาชนกลับคืนสู่เมือง ดำเนินชีวิตไปบนกระแสโลกที่เปลี่ยนเข้าสู่ระบบทุนเต็มตัว ขณะที่ภาคเมืองมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการเกษตรอย่างพี่น้องชาวม้งที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมสู้รบไม่ว่ากับทั้งอยู่ในฝ่ายทหารไทยหรือคอมมิวนิสต์ พวกเขาต้องดิ้นรนกับการถูกกดขี่ราคาพืชผลทางการเกษตรมาตลอด – ขณะที่เพื่อนรวมรบมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สูงขึ้น เพื่อนร่วมรบอย่างพวกเขาก็ยิ่งห่างไกลจากเพื่อนในเมือง
ภูชี้ฟ้าอาจช่วยพวกเขาได้ในฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้พวกเขาที่ใครพอมีความสามารถกู้เงินธนาคารได้มาสร้างรีสอร์ท ขายสินค้าที่ระลึก แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นรายได้หลัก รายได้หลักของพวกเขายังเป็นพืชผลการเกษตรอย่างหอมหัวใหญ่ ข้าวโพด ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า การเปิดประตูอาเซียนส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทุกคนรู้ดีว่าสินค้าของจีนราคาถูกกว่าไทยมาก
“ยกตัวอย่างหอมหัวใหญ่นะ ประเทศเขาบอกว่า ถ้าใครขายต่างประเทศได้ รัฐบาลจะสนับสนุนราคาให้อีกสองสามบาทต่อกิโล ดังนั้น เขาจึงมีแรงจูงใจนำมาขายบ้านเราและไม่กลัวราคาขาดทุนเพราะรัฐบาลเขาช่วย”
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปอกล่าวเสียงดัง และสิ่งที่ทุกคนต้องพยายามช่วยกันคิดในวันนั้นและคงจะส่งผลต่อไปในวันข้างหน้าก็คือ ภูชี้ฟ้า จะขายอะไร ?
จะทำอย่างไรให้พวกเขาอยู่ได้ ไม่ต้องถึงขั้นร่ำรวย เอาแค่พออยู่ได้
หลากหลายความคิดเห็นในวันนั้น โดยเฉพาะการจุดประเด็นที่ว่า ภูชี้ฟ้ามีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ทำไมเราจึงไม่สร้างจุดเด่นตรงนี้ ทำให้คนเข้ามาภูชี้ฟ้าด้วยความรู้สึกอยากมาเห็นสมรภูมิรบแต่อดีต อยากมาเห็นมายุคแรกของทหารเจียงไคเช็คที่มาแล้วเขาสร้างฐานสู้รบอย่างไร เก็บรวบรวมความรู้ของคนเก่าแก่มาและจำลองสถานที่เพื่อให้คนจีนที่แห่มาเที่ยวไทยในเวลานี้ได้เข้ามาเที่ยวที่นี่มากขึ้น
ความคิดอันหลากหลายภายใต้แววตาเป็นประกายถึงการสร้างพื้นที่ชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ฉายอยู่ในแววตาของแทบทุกคนในวันนั้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ในวันนั้นที่ก็รู้สึกสนุกกับการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ บางครั้งบางทีข่มกันขำๆ อยู่เนืองๆ ระหว่างทหารไทยและทหารคอมมิวนิสต์ ที่บัดนี้มีแต่ความเป็นน้องพี่กันเท่านั้นและรักกันยิ่งกว่าเดิม เพราะได้ผ่านสัจธรรมแห่งความเปลี่ยนแปลงร่วมกันมาแล้ว
สิ่งที่จะต้องสานฝันกันต่อไปก็มีเพียง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่นี่จะช่วยทำให้พวกเขามองเห็นอนาคตชัดเจนแค่ไหน ความอยากสร้างสถานที่ท่องเที่ยวของภูชี้ฟ้าให้เป็นมากกว่าที่ที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นจะเป็นผลแค่ไหน (ที่นี่ยังเคยเป็นพื้นที่ผลิตฝิ่น ไร่ฝิ่นที่ใหญ่มากด้วย)
ดูเหมือนว่าหนทางยังยากและอีกยาวไกลเพราะผู้ใหญ่บ้านบางคนก็บอกว่า เคยบอกกับทางการท่องเที่ยวไปแล้ว แต่ดูเหมือนทุกอย่างต้องใช้เงิน ไม่มีเงินก็ขับเคลื่อนยาก แต่นั่นก็ไม่ทำให้ท้อใจ อย่างน้อยประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลปอก็ยังพยายามจะนำเสนอโครงการนี้กับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ
“เราก็จะยังทำกันต่อไป” ทวีศักดิ์ มณีบรรพต กล่าวพลางหัวเราะ
และอย่างน้อยที่สุด เวทีวันนี้ที่นำคนหลายสถานภาพทั้งคนต่างวัย ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีภูมิความรู้ดั้งเดิมและจดจำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้มากมาย และทั้งผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่อบต. ลูกหลานปัญญาชน ของตำบลปอ ให้ได้มาคุยกัน ทั้งนี้ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะการประสานของสภาองค์กรชุมชนตำบลปอ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการต่อยอดความฝันที่จะทำให้ชุมชนได้พัฒนาไปอย่างมีคุณค่าภายใต้ศักยภาพและความต้องการของคนท้องถิ่นเอง
เพราะด้วยเป้าหมายสูงสุดของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงรายนั้นคือ การเป็นจังหวัดจัดการตนเอง
หมายเหตุผู้เขียน : บันทึกจากการติดตามการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของสภาองค์กรชุมชนตำบลปอ จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2556
|
สภาองค์กรชุมชน จ.เชียงราย ได้จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนทั้งหมด 31 ตำบลมีประเด็นงานสำคัญอันได้แก่ ประเด็นงานที่ดิน ทรัพยากร เกษตรกรรมยั่งยืน การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงานข้ามชาติ สื่อชุมชน ผู้หญิง เยาวชน ภัยพิบัติ ฯลฯ ซึ่งผลผลิตพื้นที่รูปธรรมในส่วนงานสภาองค์กรชุมชนตำบลมี 4 สภาฯตำบล ได้แก่ สภาฯตำบลท่าก๊อ สภาฯตำบลแม่ไร่ สภาฯตำบลปอ สภาฯตำบลป่าหุ่ง ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นที่น่าสนใจว่ามีประเด็นปัญหาที่ดินทำกิน ชนเผ่าชาติพันธุ์ ชัดเจน และยังเป็นเมืองหน้าด่านของการเปิดประตูอาเซียน ดังนั้น การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ การเมืองภาคประชาชนภายใต้กฎหมายสภาองค์กรชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง |


