วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง (คทช.) จัดแถลงข่าวในวันที่อยู่อาศัยโลก โดยนางปวีณา หงสกุล รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช.และเครือข่ายชุมชน ที่ห้องประชุมชั้น ๘ ตึกกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม ฯ ซึ่งในประเทศไทยหัวข้อสำคัญที่รณรงค์ในวันที่อยู่อาศัยโลกคือ”พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน” โดยจะมีการจัดงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคระหว่างวันที่ ๑-๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
นางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่าทุกวันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการจัดหาที่อยู่อาศัยและการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมีจุดเน้นหนักในแต่ละปีแตกต่างกันออกไป ในปีนี้ตรงกับวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ สาระหลักของงานคือ “Urban mobility” หรือการจัดการการเคลื่อนย้ายของผู้คน การขนส่งของเมืองต่างๆเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน
ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯซึ่งรับผิดชอบการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนทั้งเมืองและชนบท ได้จัดงานนี้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานเรื่องนี้มาเป็นประจำทุกปี ในปีนี้มีสาระหลักของงานคือ “พลังชุมชน ระดมกองทุน รักษ์ดิน รักษาบ้าน ก้าวทันอาเซียน”
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เปิดเผยว่าการจัดงานที่อยู่อาศัยโลกในปีนี้ มีการจัดเวทีของเครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาคีทั่วประเทศรวม ๑๔ เวที ตลอดเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ จะมีคนเข้าร่วมกว่า ๑๔,๐๐๐ คน เนื้อหาสาระของเวทีจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนการทำงานเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน การเปิดโครงการที่อยู่อาศัย การมอบกองทุนที่ดิน การมอบรางวัลหรือเกียรติบัตรแก่หน่วยงานสนับสนุนชุมชนเรื่องบ้านและที่ดิน การเดินรณรงค์ให้ความรู้กับสังคมและการผลักดันนโยบายสาธารณะเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยจะมีการจัดเวทีระดับชาติในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีคนเข้าร่วมกว่า ๓,๐๐๐ คน
น.ส.กุหลาบ กลิ่นหอม ผู้แทนเครือข่ายสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.)เปิดเผยว่า เครือข่ายและพอช.ร่วมกันจัดทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปัจจุบันมีการดำเนินการใน ๒๘๕ เมืองทั่วประเทศ ใน ๑,๖๖๐ ชุมชน มีครัวเรือนเข้าร่วม ๘๘,๗๔๒ ครัวเรือน มีการจัดตั้งกองทุนรักษาดิน รักษาบ้าน ๑๑๐ กองทุน เหตุที่กำหนดจุดเน้นหนักเรื่องกองทุนในปีนี้ ก็เพื่อใช้กองทุนเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่เฉพาะในระดับเมืองของประเทศไทยเท่านั้น ปัจจุบันเครือข่ายคนจนเมืองในประเทศไทยและในเอเซีย มีเวทีแลกเปลี่ยนกันสม่ำเสมอและมีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือกันในระดับอาเซียน มีเงินกองทุนแล้วประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมาจากการสมทบของสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงคนละ ๓๕ บาท
ในส่วนของนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย น.ส.กุหลาบกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งเรื่องงบประมาณและการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ แต่ที่เครือข่ายองค์กรชุมชนเป็นกังวล คือการจัดทำโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งในระบบราง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับชุมชนคนจนเมืองทั่วประเทศจำนวนมาก “ภาคประชาชนสนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศ แต่รัฐบาลกับเครือข่ายองค์กรชุมชนต้องมาหารือทางออกของผลกระทบจากโครงการดังกล่าวร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ผู้แทนสอช.กล่าว
นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ผู้แทนเครือข่ายที่ดินแนวใหม่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองแห่งชาติ(คทช.) เปิดเผยว่าในภาคชนบท มีการจดทะเบียนคนจนในปี ๒๕๔๗ มีคนลงทะเบียนประมาณ ๓.๙ ล้านราย เป็นปัญหาความเดือดร้อนใหญ่ของประชาชนด้านที่ดินทำกิน ซึ่ง เครือข่ายองค์กรชุมชนได้เริ่มทำงานการแก้ปัญหาที่ดินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการ ๖๖๖ ตำบล มีครัวเรือนที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ประชากรมากกว่า ๓.๒ ล้านคน โดยมีการเก็บข้อมูล จัดทำแผนและผังชุมชน จัดตั้งกองทุนที่ดินและแก้ไขปัญหาต่างๆเกี่ยวกับที่ดินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดงานในปีนี้เครือข่ายองค์กรชุมชนในภาคชนบทต้องการรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาที่ดินและให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ “ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม”ตามนโยบายรัฐบาล
“ปัจจุบันการแก้ปัญหาที่ดินในชนบทเครือข่ายองค์กรชุมชนเจ้าของปัญหายังมีส่วนร่วมน้อยอยู่ รัฐบาลควรพิจารณาสนับสนุนให้มีผู้แทนองค์กรชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากขึ้น เพราะประชาชนที่เดือดร้อนทุกคนต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว การมีส่วนร่วมของประชาชนจะทำให้การแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นและมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนน้อยลง” นายละอองดาวกล่าว


