พิมพ์
สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์,สิริกร เค้าภูไท
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1442


km1-251156เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2556 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  โดย สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมกับสำนักจัดการความรู้และประเมินผล สำนักขบวนองค์กรชุมชนและภาคี จัดประชุมสรุปบทเรียนการสัมมนา“พลังข้อมูล พลังสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” เพื่อทบทวนและสรุปบทเรียนการพัฒนาระบบข้อมูลของขบวนองค์กรชุมชน  และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้ข้อมูลของชุมชนเพื่อขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบข้อมูลของชุมชนอย่างมีส่วนร่วมเพื่อการจัดการตนเอง ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 100 คน ประกอบด้วย ผู้ชุมชน นักวิชาการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าทีพอช.

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวถึงแนวคิดพลังข้อมูล พลังสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองช่วงของการปฏิรูปองค์กรที่ผ่านมา ซึ่งต้องปรับองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางสังคมและการเมืองที่ส่งผลกระทบกับพื้นที่ ดังนั้น ชุมชนต้องมีระบบการจัดการตนเองที่เกี่ยวข้องและรู้เท่าทัpalakorn-251156นสถานการณ์เพื่อเตรียมวิธีการทำงานและการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ที่ผ่านมาชุมชนมีการจัดเก็บข้อมูลอยู่เรื่อยๆ จนมีปริมาณมาก ซึ่งสิ่งสำคัญและเป็นไปได้ยากคือวิธีการจัดการทำให้ทันต่อการใช้งาน ดังนั้น ชุมชนควรให้ความสำคัญของงานข้อมูลที่มีและจัดทำข้อมูลเพื่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบของการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กับการพัฒนานโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในทุกด้านกับการแข่งขันเพื่อเตรียมเข้าสู่สังคมอาเซียน ทั้งหมดนี้ขบวนองค์กรชุมชนต้องเตรียมรับกับสถานการณ์ดังกล่าว

การวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกเรื่องหลักคือการกระจายอำนาจและการรวมศูนย์อำนาจเป็นเหตุหลักของการจัดการตนเอง ซึ่งราชการกับทุนนิยมมีวิธีการและการวางเป้าหมายบทบาทการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดซึ่งมีนโยบายที่ชัดเจนต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ภาคเกษตร ฯลฯ การจัดการตนเองของชุมชนระดับตำบลและระดับจังหวัด นั้นต้องมีระบบข้อมูลในการวิเคราะห์เชื่อมโยงสถานการณ์ภายในและภายนอกเพื่อให้เห็นภาพการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ฉะนั้นงานข้อมูลจึงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนของขบวนองค์กรชุมชน กับระบบคิดที่ชุมชนดำเนินการจะเชื่อมโยงทั้งประเทศซึ่งต้องวางเป้าหมายในการจัดการตนเองให้ชัดเจนเพื่อวางแผนงานในอนาคตด้วยพลังของข้อมูลต่อไป

นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก  ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ทบทวนpanthip-251156วันวานข้อมูลนั้นสำคัญไฉน การทำข้อมูลเรื่องใหญ่ คือเรื่อง “รู้เขา” ชุมชนต้องรู้สถานการณ์ภายนอกแผนของรัฐที่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตชุมชน “รู้เรา” กับการทำข้อมูลของขบวนองค์กรชุมชน แนวคิดที่ผ่านมาของข้อมูลระดับพื้นที่ เริ่มตั้งแต่ปี 2554 จากการพัฒนางานปฏิรูปขบวนองค์กรชุมชน เรื่องข้อมูลมีส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ของเป้าหมายของการทำงานของขบวนองค์กรชุมชนที่ออกรายงานเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ และก็ต้องบอกให้ได้ด้วยว่าที่ว่าดีขึ้นดีในด้านไหนบ้าง เกิดกิจกรรมอะไรเพิ่มขึ้นมาบ้าง วันนี้ยังต้องพูดถึงเรื่องการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนา แล้วเอาข้อมูลในชุมชนไปเชื่อมต่อกับข้อมูลของคนอื่นได้ด้วย

การวางแผนดำเนินงานปฏิรูปข้อมูล 3 เรื่องหลัก

1) การจัดการระดับจังหวัดซึ่งมีการจัดระบบข้อมูลของกองเลขาจังหวัด เชื่อมโยงงานประเด็นจังหวัด การจัดการข้อมูลโดยพัฒนากลไกสู่การจัดทำพัฒนาแผนของภาคประชาชน ตัวอย่างจังหวัดที่มีการจัดการข้อมูล เช่น จังหวัดชุมพร จังหวัดสตูล ฯลฯ สอดคล้องกับทิศทางของทางสถาบันฯ ซึ่งมีการพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศซึ่งสนับสนุนให้ชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยี ไม่ใช้การผลักภาระให้ชุมชนทำ แต่ส่งเสริมให้ชุมชนจัดการตนเอง ที่ผ่านมาการดำเนินงานโดยชุมชนไม่มีการออกรายงานและนำข้อมูลมาใช้อย่างต่อเนื่อง ฉนั้นต้องสร้างเงื่อนไขการจัดทำข้อมูลที่จังหวัดเพื่อการนำเสนอต่างๆของงานชุมชน 

2) เป้าหมายของชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองกับแผนพัฒนาภาคประชาชนระดับจังหวัดนั้นคงต้องมี และเป็นเรื่องรู้เราตามยุทธศาสตร์ชุมชนของจังหวัดที่มีการวางเป้าหมายการจัดทำข้อมูลเป็นหลัก เช่น จังหวัดน่านใช้ข้อมูลที่ดินเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ภาคชุมชนจังหวัด จังหวัดสระแก้วเริ่มจากข้อมูลที่ดินสู่การพัฒนาและจัดการทั้งจังหวัด จังหวัดสุโขทัยมองเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ของชุมชน ซึ่งไม่ต้องทำข้อมูลทุกรายการเพราะขบวนองค์กรชุมชนไม่ใช่สำนักงานสถิติ ข้อค้นพบคงไม่ต้องเริ่มทุกเรื่องแต่ควรจับเรื่องที่ชุมชนต้องพัฒนาอย่างแท้จริง

3) การขับเคลื่อนพัฒนาข้อมูลระบบตำบล กับประเด็นงานพัฒนาที่มีการขับเคลื่อนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่เริ่มต้นจากแผนแม่บทชุมชน สู่การพัฒนาผังชุมชนที่สามารถพลิกฟื้นได้ในหลายๆเรื่อง และข้อมูลการจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขระดับตำบล ซึ่งตำบลตั้งเป้าหมายของความสุขที่อยากจะเห็นและอยากจะมีของชุมชนกับผลการเปลี่ยนแปลง ที่มีข้อมูลเป็นโอกาสของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม 

ทิศทางการการขับเคลื่อนในระยะต่อไปที่จะได้มีการมาสรุปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งการจัดทำข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์/นโยบาย การจัดทำข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของขบวนจังหวัด และการจัดทำข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระดับตำบล ทุกเรื่องที่ชุมชนทำสามารถกุมสภาพข้อมูลของตนเอง งานนี้จึงเป็นการเน้นการจัดการข้อมูลที่พื้นที่ทำเองใช้เอง และการสร้างทีมของคนในชุมชน  สนับสนุนให้แต่ละพื้นที่สามารถบูรณาการงบประมาณในการจัดการร่วมเรื่องข้อมูล การออกรายงานการพัฒนาของภาคชุมชนทั้งในระดับตำบลและจังหวัด และการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัดโดยใช้ข้อมูลเพื่อการตั้งเป้าหมายกับการเคลื่อนของขบวนองค์กรชุมชนเพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

การจัดประชุมดังกล่าวมีเสวนาเรื่อง “ข้อมูลพาไปจากประสบการณ์และบทเรียนการปฏิรูปข้อมูลขบวนองค์กรชุมชนจากพื้นที่รูปธรรม” อาทิเช่น จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดสุโขทัย และตัวแทนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออกเป็น 3 ระดับคือ พลังข้อมูลสู่ตำบล/เมืองจัดการตนเอง พลังข้อมูลสู่จังหวัดจัดการตนเอง และพลังข้อมูลสู่การจัดการตนเองเชิงภูมินิเวศน์  และแลกเปลี่ยนเรียนรู้พลังข้อมูลสู่การเปลี่ยนแปลงโดยทีม มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.)

จากการแลกเปลี่ยนบทเรียนดังกล่าวสามารถสรุปเป็นเป้าหมายของการพัฒนาระบบข้อมูลชุมชนประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการนำข้อมูลไปใช้ ก้าวต่อไปข้างหน้าแผนขับเคลื่อนพลังข้อมูล พลังชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในอนาคต

1.เป้าหมายของการพัฒนาระบบข้อมูล   

1.1 การจัดทำข้อมูลเพื่อมาขับเคลื่อนงาน ตามประเด็นงานต่าง ๆ เช่น กองทุนสวัสดิการ การบริหารการจัดการน้ำ ที่ดิน ภัยภิบัติ ความมั่นคงทางอาหาร การบริหารการจัดการองค์กร  ทรัพยากร

1.2 รู้เขารู้เรา ด้านข้อมูล ที่เป็นทั้งขอมูลภายนอกและภายใน มีการวิเคราะห์ข้อดี/ข้อเสียงานข้อมูล

1.3 บูรณาการองค์กรต่างๆ สสส. พอช. สคส. ฯลฯ โดยการสร้างเวทีร่วม /สร้างการยอมรับร่วมกัน

1.4 ประกาศเป็นวาระจังหวัด

1.5 แสวงหาภาคีสนับสนุน- อปท-จังหวัด

1.6 จัดการตนเอง-วิเคราะห์พื้นที่โดยใช้ประเด็นพื้นที่ในการขับเคลื่อนงาน เช่น ประเด็นสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น

1.7 จัดเก็บข้อมูลต้องมีชัดเจนจากภายในและภายนอก ที่สามารถต่อรอง และเสนอเชิงนโยบาย

2. ประโยชน์ที่เกิดจากการนำข้อมูลไปใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

 

2.1 การทำข้อมูลเพื่อการเสนอโครงการ/พัฒนาโครงการ/ของบประมาณสนับสนุนการพัฒนา

2.2 การทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนงานของขบวน

2.3 มีแผนงานการพัฒนาของแต่ละตำบล

2.4 มีการบูรณาการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

2.5 สามารถนำไปต่อรองเชิงนโยบายกับหน่วยงานภาครัฐ และการผลักดันนโยบาย

2.6 การปรับโครงสร้างและปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานเชิงคุณภาพที่ชัดเจน

2.7 ประชาชนรู้เท่าทันต่อสถานการณ์และนโยบายของรัฐ  เช่น ด้านสุขภาพ ด้านการเงิน ด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านวัฒนธรรมที่เกิดการบูรณาการและการนำไปใช้  ตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้น :

 

3. วิธีการทำข้อมูลและภาคีที่เข้าร่วม

ภาคีร่วม

การสนับสนุนของภาคี

ปัญหา

แนวทางแก้ไข

-          อบต./อบจ.

-          เทศบาล

-          ท้องที่

-          สภาองค์กรชุมชน

-          ศอชต./ศอชอ./ศอชจ.

-          พมจ. จังหวัด

-          ผู้ว่าราชการจังหวัด

 

-    ยุทธศาสตร์ /งบประมาณ

-    อุปกรณ์

-    ข้อมูล/คน

 

-       แยกกันทำงานทำงานเป็นรายประเด็นงานไม่มีการบูรณาการการทำงาน

 

-       เปิดใจเข้าหากับหน่วยงาน และศึกษาความเข้าในวิธีการทำงานของภาครัฐ

-       มีศิลปะ/เทคนิคในการประสาน เจรจาต่อรอง

-       การสร้างสัมพันธ์ที่ดี

-       สามารถทำงานแบบยืดหยุ่น ไม่แข็งหรืออ่อนมากเกินไป

 

4. ก้าวต่อไปข้างหน้า

4.1 การสร้างข้อมูลกลาง เป็นการสร้างพื้นที่ให้แต่ละเรื่อง แต่ละฐานสามารถเข้ามาทำงาน     ร่วมกัน ข้อมูลกลางไม่จำเป็นอยู่ส่วนกลาง ข้อมูลกลางจะอยู่ที่ไหนก็ได้แต่ต้องเป็นแค่ข้อมูลเดียวที่แต่ละคนสามารถนำมาใช้ได้ และข้อมูลกลางควรจะเป็นข้อมูลที่ตำบลไม่จำเป็นต้องอยู่ที่จังหวัด เมื่อตำบลมีข้อมูลที่เป็นกลางแล้วตำบลสามารถจัดการตนเองได้

4.2 รู้เขารู้เราด้านข้อมูล ที่เป็นทั้งขอมูลภายนอกและภายใน

4.3 มีการวิเคราะห์ข้อดี/ข้อพัฒนาของงานข้อมูล

4.4 มีฐานข้อมูลกลาง เป็นฐานเชื่อมโยงและยกระดับใช้ตำบลเป็นตัวตั้ง

4.5 การสร้างเครือข่ายงานข้อมูล โดยการทำข้อมูลที่เป็นประเด็นร่วมระหว่างจังหวัด หรือ เชิงภูมินิเวศน์ เช่น ประเด็นการจัดการน้ำ ที่เป็นข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter