พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 929

22 2-1

ความเห็นแตกต่างทางการเมืองของคนไทย จนแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ได้เกิดขึ้นมาเกือบสิบปี ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา จนบางช่วงเวลาได้มีการปะทะทางความคิดกลายเป็นความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา กระทั่งรัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแบบสุดซอย เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2556 จนนำไปสู่กระแสลุกขึ้นมาคัดค้านของประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดค้านภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในนาม กปปส.

การเคลื่อนขบวนของมวลมหาประชาชนซึ่งเริ่มต้นจากการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมดังกล่าวได้ถูกยกระดับไปสู่การไม่เอาแนวการเมืองที่ กปปส.เรียกว่า “ระบบทักษิณ” โดย กปปส. ให้เหตุผลว่าเป็นระบบที่มีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมากมาย มีการครอบงำระบบราชการ ทำลายองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด การสถาปนารัฐตำรวจ ซึ่งกปปส. มองว่าเป็นความพยายามของระบบทักษิณ เพื่อการดำรงคงอยู่ในอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จตลอดไป

การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นตลอดเกือบสามเดือนที่ผ่านมา หลายๆ ฝ่ายมองว่า เป็นการลุกขึ้นมาของมวลมหาประชาชน นับล้านๆ คน ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นการตื่นตัวทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศและในโลกใบนี้ ซึ่งข้อเสนอของกปปส. ที่เรียกร้องให้รัฐบาลซึ่งตนมองว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศอีกต่อไปลาออก อันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลไม่เคารพต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่รัฐบาลเสนอแก้รัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ถึงแม้รัฐบาลจะประกาศยุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ข้อเรียกร้องของ กปปส. ก็ไปไกลกว่านั้น โดยรัฐบาลรักษาการต้องลาออกเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนจะมีการเลือกตั้ง

สถานการณ์ทางการเมืองได้เพิ่มดีกรีความรุนแรงเป็นลำดับ มีผู้ชุมนุมล้มตาย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจนรัฐบาลได้ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ก็ไม่อาจยุติลงได้ในเร็ววัน อันเนื่องจากความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายไปไกลเกินกว่าจะยอมกันได้ แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายจะเรียกร้องให้มีการเจรจากันมาโดยตลอดก็ตาม

อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ยังมีมุมดีๆที่ไม่เคยมีในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งไหนๆ ในประเทศ นั่นคือ การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ และเป็นกระแสเดียวที่ทุกฝ่ายขานรับ หากแต่มีความต่างกันเพียงห้วงเวลาเท่านั้น กล่าวคือ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือ เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป แค่นั้นเอง

ดังนั้น กระแสปฏิรูปประเทศไทยจึงอาจเป็นทางออกร่วมกันของคนทั้งประเทศในการใช้สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองให้เป็นโอกาสที่จะนำพาประเทศไปสู่ทางออก หลีกเลี่ยงความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

หลายๆ องค์กรที่กำลังเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูป หนึ่งในนั้นก็คือ “เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) ซึ่งเป็นภาคประชาชนี่ทำงานพัฒนาชุมชนฐานรากมานานกว่า 30 ปี กระจายทั่วประเทศกว่า 15,772 องค์กร เช่น สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน องค์กรชุมชนที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากร คนชายขอบ ฯลฯ

จากประสบการณ์งานพัฒนาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมาของ คชสป. มีเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจนคือ ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางแผนการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศของตนเอง ซึ่งนี่คือการปฏิรูปในตัวอยู่แล้ว จึงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศคราวนี้ ไม่ต้องอิงกระแสทางการเมืองว่าต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง แต่ต้อง “ปฏิรูปทันที” และการปฏิรูปนี้ต้องทำอย่างมีสีสรรค์ นั่นคือ ต้องลงปฏิบัติการในชุมชนร่วมกับภาคีต่างๆ ในท้องถิ่น แต่ก็ไม่มองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องปฏิรูปไปพร้อมกัน

จากการระดมความเห็นของพี่น้องเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2557 ที่ผ่านมา คชสป. จึงมีข้อเสนอเพื่อร่วมปฏิรูปประเทศไทยโดยยึดหลักให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงดังนี้

  1. 1)คชสป. เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยทางตรงหรือการเมืองภาคพลเมืองอย่างมาก แต่บทบาททางการเมืองภาคพลเมืองยังขาดกลไกในการทำงานรองรับที่ชัดเจน ซึ่งเห็นควรแก้รัฐธรรมนูญให้มี “สภาพลเมือง” เพื่อให้เป็นกลไกการทำงานและส่งเสริมให้การเมืองภาคพลเมืองได้มีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนบทบาทในการเป็นผู้กำหนดแผนและนโยบายการพัฒนา
  2. 2)ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการเกี่ยวกับการเมืองทางอ้อม ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีการเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพต่างๆ และไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง รวมทั้งให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง
  3. 3)ต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารประเทศโดยให้มีการยุบราชการส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจการบริหารการตัดสินใจ คน และงบประมาณไปสู่ท้องถิ่นโดยให้มี พ.ร.บ. จังหวัดปกครองตนเอง เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง และให้โอนอำนาจต่างๆ ไปยังจังหวัดและท้องถิ่น เป็นผู้จัดการเอง เช่น การศึกษา การจัดการทรัพยากร ฯลฯ พร้อมทั้งให้มีการจัดสรรรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ให้แก่จังหวัดและท้องถิ่น สำหรับการบริการราชการส่วนกลางให้มีการปฏิรูปโดยคงอำนาจไว้เฉพาะงานหลัก 4 ประการเท่านั้นคือ งานด้านความมั่นคง การต่างประเทศ กระบวนการยุติธรรม และนโยบายด้านการเงินการคลังของประเทศ
  4. 4)ให้มีการปฏิรูปอำนาจตุลาการโดยเปลี่ยนวิธีพิจารณาความ จากการกล่าวหาเป็นการไต่สวน มีคณะลูกขุนและทนายท้องถิ่น ให้มี พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ตลอดจนแก้กฎหมายให้คดีที่เกี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่น ไม่มีอายุความ สามารถรื้อคดีได้ และต้องมีบทลงโทษที่หนักกว่าเดิม
  5. 5)อย่างไรก็ดีในเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทุกชีวิตมนุษย์ คชสป. มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปเป็นกรณีพิเศษ ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เดิม และแนวทางการดำเนินงานในอนาคต กล่าวคือ กรณีปัญหาเกี่ยวกับที่ดินที่มีอยู่เดิม รัฐจะต้องหยุดจับกุม หยุดฟ้องร้อง หยุดขับไล่ หยุดตัดฟัน และหยุดคดี เกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน แล้วให้ทำเขตสิทธิเหนือที่ดินที่ประชาชนอาศัยทำกินในที่ดินของรัฐอยู่ก่อน ให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การจัดสรรสิทธิในที่ดินให้กับประชาชน ตาม พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบในระยะยาวนั้น เสนอให้มีการออก พ.ร.บ.สามฉบับได้แก่ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดินและ พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งต้องมีการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครอบครัวละไม่น้อยกว่า 2 ไร่

ส่วนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ปริโตเลียม แร่ หิน ดิน ทราย ฯลฯ ให้เป็นอำนาจการจัดการของจังหวัดและท้องถิ่น ในการทบทวนการสัมปทาน การผลิต การดูแลรักษา ฯลฯ โดยการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญของภาคประชาชน

อย่างไรก็ดี คชสป. มีความเห็นหรือข้อเสนอต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงทุกรูปแบบทันที รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นรัฐบาลของประชาชนทั้งประเทศ ใช้อำนาจทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และภาคส่วนต่างๆ อย่างเท่าเทียม รวมทั้งเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองและทุกฝ่ายในสังคมได้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติความขัดแย้งร่วมกันโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศร่วมกัน

กระนั้นก็ตาม ในส่วนของ คชสป.จะเดินหน้าปฏิรูปทันทีอย่างมีสีสรรค์ โดยอาศัยบทเรียนและประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปีที่ผ่านมาและทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันโดยร่วมมือกับทุกภาคีในพื้นที่   ซึ่งในเบื้องต้นได้ร่วมกันกำหนดแผนการขับเคลื่อนงานปฏิรูประยะสั้นช่วง 6 เดือนไว้หลายประการ เช่นให้ คชสป. ทุกจังหวัด นำแนวทางการปฏิรูปดังกล่าวไปทำความเข้าใจกับเครือข่ายชุมชนในจังหวัดของตนเอง ให้ฐานงานแต่ละประเด็นขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการปฏิรูปโดยมีการค้นหาพื้นที่รูปธรรมออกมานำเสนอเป็นต้นแบบ เช่น เครือข่ายจังหวัดปกครองตนเอง จะปักธงจังหวัดปกครองตนเองในวันที่ 24 มิถุนายน 2557 พร้อมยื่นหนึ่งล้านรายชื่อ เสนอ พ.ร.บ. จังหวัดปกครองตนเอง เป็นต้น

ส่วน คชสป. ระดับประเทศก็จะมีมาตรการหนุนเสริมการทำงานในระดับจังหวัดและประสานความร่วมมือกับทุกภาคีไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ภาครัฐ ฯลฯ โดยมีเป้าหมายว่าจะก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูปร่วมกันในระดับประเทศอย่างมีสีสรรค์ โดยจะจัดเวทีมหกรรมการปฏิรูประดับประเทศ ยกรูปธรรม ความรู้จากการปฏิบัติจริงทั่วประเทศมาเรียนรู้และประมวลเป็นแนวปฏิบัติประมาณต้นเดือนมีนาคม 2557 ที่จะถึงนี้

ดังนั้นในตัวตนที่ภาคประชาชนได้ทำงานเรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องในพื้นที่มาก่อน นี่จึงไม่ใช่เป็นการทำงานตามกระแส หากเพียงอาศัยกระแสปฏิรูปประเทศที่กำลังดำรงอยู่ในขณะนี้ เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันผลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อจับมือนำพาประเทศไปสู่สังคมแห่งอนาคตที่ทุกคนมีส่วนกำหนด

เมื่อถึงเวลานั้น คชสป. พร้อมที่จะจับมือกับทุกภาคส่วนทำการปฏิรูปประเทศร่วมกันอย่างมีสีสรรค์

22 2-222 2-3

22 2-4

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter