พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 819

30 1-1

          ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นี้ เป็นวันที่สภาองค์กรชุมชนดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาครบ ๖ ปีเต็ม

จากจุดเริ่มต้นเมื่อ ๖ ปีก่อน ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ต่อขบวนองค์กรชุมชน โดยในเชิงปริมาณได้เกิดองค์กรจัดตั้งภาคประชาชน ที่เรียกว่าสภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวน ๔,๒๐๓ ตำบลทั่วประเทศ ส่วนผลในเชิงคุณภาพนั้น ได้เกิดการจุดประกายทางความคิดใหม่ด้านการพัฒนา โดยชุมชนมีความตระหนักในการใช้องค์กรจัดตั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ โดยภาคประชาชนเองมากขึ้น

          หากย้อยรอยไปดูขบวนองค์กรชุมชนและการพัฒนาในประเทศไทย ก่อนที่จะก่อเกิด พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ จะพบว่า ตลอดเวลากว่า ๓๐ ปี ของการพัฒนาภาคประชาชน องค์กรชุมชนซึ่งมีอยู่นับแสนๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์ ป่าชุมชน สวัสดิการชุมชน การจัดการที่ดินโดยชุมชน เศรษฐกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน อสม. ฯลฯ ล้วนตกอยู่ในภาวะเดียวกันหลายประการ

30 1-2

          ประการแรก องค์กรชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งเหตุผลของการดำเนินการด้านมวลชนและการสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนตามแนวทางของรัฐ กล่าวคือ รัฐจะคิดว่าชาวบ้านมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วสนับสนุนงบประมาณไปให้ชาวบ้านนำไปทำกิจกรรม  จนเกิดกลุ่มขึ้นมา เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพต่างๆ  ข้อดีก็คือแนวทางเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านมีความชำนาญในการทำกิจกรรม แต่ ข้อด้อยก็คือ ชาวบ้านขาดโอกาสในการทำงาน จากการค้นหาปัญหาโดยชาวบ้านเอง ไม่อาจแก้ปัญหาที่แท้จริงของชาวบ้านได้ และจะติดอยู่กับการรองบประมาณจากรัฐบาลมากกว่าการคิดพึ่งตนเองอย่างแท้จริง

          ในการทำงานดังกล่าว นอกจากจะขาดอิสระในการค้นคิด เพื่อทำงานให้ตรงกับปัญหาของตนเองแล้ว การทำงานเชิงกิจกรรมโครงการที่รัฐสนับสนุน  เมื่อเสร็จกิจกรรมงานก็จบ หรือที่คนในวงการพัฒนาเรียกว่า “ติดกิจกรรม” ไม่เกิดแนวคิดที่จะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของปัญหานั้นๆ ได้

          ประการสุดท้าย ก็คือ ขาดสถานะเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากเป็นองค์กรชาวบ้านที่จัดตั้งโดยไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับจึงขาดการยอมรับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ภาครัฐจะมองว่าเป็นองค์กรเถื่อน ไม่มีสถานะที่จะติดต่อประสานงานกับภาคราชการได้ ฯลฯ

30 1-3          จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น องค์กรชุมชนทั่วประเทศจึงได้ร่วมกันค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจนได้ข้อสรุป ๔ ประการ คือ ๑.) ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดองค์กรจัดตั้งของประชาชนเอง ๒.) เป็นองค์กรจัดตั้งที่มีกระบวนการทำงานที่เกิดจากการร่วมกันค้นหาปัญหาที่แท้จริงของชุมชน ๓.) มีความเป็นอิสระในการนำปัญหามาแก้ไขโดยชาวบ้านในลักษณะที่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มิใช่เป็นเพียงการทำกิจกรรมเท่านั้น และ ๔.) มีสถานะเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน

          ความคิดที่ตกผลึกดังกล่าว จึงนำไปสู่การร่างและขับเคลื่อนให้เกิดกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา แล้วนำร่างกฎหมายนี้เสนอต่อรัฐบาลผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในยุคที่อาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม เป็นรัฐมนตรี แต่ก็ถูกคัดค้านจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนำของนายอารีย์  วงค์อาริยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ว่าหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นการแย่งงานกันทำระหว่างชาวบ้านกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายระบุให้องค์กรชาวบ้านเป็นกระบอกเสียงในการนำเสนอปัญหาของตนเองไปให้องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจัดทำแผน ซึ่งจะทำให้แผนพัฒนาขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงกับปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริง เท่ากับว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นผู้หนุนช่วยงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นด้านหลัก แต่สาเหตุในการคัดค้านของมหาดไทยโดยลึกๆ เป็นที่รู้กันว่าหากองค์กรชาวบ้านเป็นอิสระก็จะมีผลต่อการควบคุมมวลชนในพื้นที่

          อย่างไรก็ดี เมื่อมีการคัดค้านจากส่วนราชการต่างๆ มากมายเช่นนี้ อาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม ได้ตั้งคณะทำงานในการกลั่นกรองเนื้อหาของร่างกฎหมายนี้ประกอบด้วย ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ยกร่างและตัวแทนภาครัฐ ก็ได้มีการปรับเนื้อหาจนทุกภาคส่วนพอใจ แล้วนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ แต่ก็ยังถูกคัดค้านจากนายอารีย์  วงค์อารยะอยู่ดี ขบวนชุมชนจึงได้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเสนอผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนผ่านเป็นกฎหมายประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เป็นต้นมา

30 1-4          ด้วยเหตุที่กฎหมายนี้ไม่ได้เสนอโดยคณะรัฐมนตรี  จึงไม่อาจตั้งหมวดที่เกี่ยวกับงบประมาณได้ จึงได้ระบุให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นองค์กรสนับสนุน  มีหน้าที่สำคัญคือ สนับสนุนงบประมาณในการประชุมให้แก่สภาองค์กรชุมชน ตลอดจนมีหน้าที่ในการจดแจ้งจัดตั้งและพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชน

          ตลอดระยะเวลา ๖ ปี การดำเนินงานเชิงปริมาณนับว่าก้าวหน้าไปมาก กล่าวคือ มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลไปแล้ว ๔,๒๐๓ ตำบล มีองค์กรชุมชนที่จดแจ้ง ประมาณ ๑๐๑,๓๙๗ องค์กร แกนนำชุมชนกว่า ๑๔๑,๔๓๒ คน และมีเป้าหมายให้มีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้ครบทุกตำบล (ประมาณ ๘,๐๐๐ ตำบล) ภายในปี ๒๕๖๑

          ส่วนผลการดำเนินงานเชิงคุณภาพ คือ การทำให้องค์กรชุมชนได้ร่วมกันวางแผนการพัฒนาจากปัญหาในท้องถิ่นของตนเอง ในลักษณะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญโดยการร่วมมือกับทุกภาคีในท้องถิ่นมาทำงานร่วมกัน  นับว่ายังไม่คืบหน้ามากนัก จึงเป็นพันธกิจสำคัญของพี่น้องสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่จะต้องร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าปัญหาหลายๆ อย่างได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม เช่น ความสัมพันธ์กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนภาคีพัฒนาต่างๆ ในตำบล

          จะเห็นได้ว่าการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้มีปริมาณมากๆ ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ แต่จำเป็นต้อง “จัดตั้งทางความคิด” ของแกนนำสภาองค์กรชุมชนให้มีความเข้าใจอุดมการณ์ทำงานตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ๒๕๕๑ ด้วย ซึ่งที่ผ่านมายังเป็นข้ออ่อนอย่างยิ่งของสภาองค์กรชุมชน และ พอช. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุน

          ดังนั้นเพื่อก้าวเดินสู่ปีที่ ๗ และปีต่อๆ ไปอย่างมั่นคง ในฐานะที่ผมคลุกคลีตีโมงกับสภาองค์กรชุมชนมาโดยตลอด ๖ ปี จึงมีความเห็นว่าสภาองค์กรชุมชน และ พอช. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งยุทธศาสตร์และลีลาการทำงานใหม่เพื่อให้สภาองค์กรชุมชนเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างที่หลายๆ ฝ่ายรวมทั้งพี่น้ององค์กรชุมชนเองคาดหวัง

          สาเหตุที่สภาองค์กรชุมชนไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีพลัง ประการแรก ฟันธงว่าเป็นเพราะแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลยังขาดความรู้ความเข้าใจ ต่อแนวคิด แนวทางการทำงานตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ ตามที่กล่าวไว้ ๔ ประการข้างต้น ดังนั้นการพัฒนาแกนนำสภาองค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยอย่างน้อยๆ ทุกตำบลน่าจะมีแกนนำประเภทนี้ สภาละ ๖ คน ซึ่งหากทำได้จะมีแกนนำสภาองค์กรชุมชนที่มีความรู้ ความเข้าใจในการขับเคลื่อนงานปฏิรูปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน หรือ ๕๐,๐๐๐ คน เมื่อทำการจดแจ้งจัดตั้งสภาได้ครบทุกตำบล

          ประการที่ ๒ จะต้องผลักดันยุทธศาสตร์ “การปฏิรูปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากฐานราก โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญ” ให้เป็นจริง เท่ากับเป็นการทำงานพัฒนาท่ามกลางการปฏิบัติจริง

          หลักการสำคัญของแนวทางนี้ คือ จะมีการคัดเลือกพื้นที่นำร่องทุกจังหวัด แล้วให้พื้นที่นำร่องใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนาต่างๆ มาทำงานให้เกิดรูปธรรมในประเด็นที่ทุกฝ่ายในตำบลเห็นร่วมกันว่าเป็นปัญหาร่วมของทุกคน แล้วร่วมกันผลักดันให้เกิดธรรมนูญตำบลหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยใช้การจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาที่ชัดเจน รวมทั้งให้มีการใช้เครื่องมืออื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การสื่อสารประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารกับคนในตำบลให้รับทราบ

          การดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้แนวทางของสภาองค์กรชุมชนในปี ๒๕๕๗ มีความชัดเจน เกิดพื้นที่ปฏิบัติจริงอันเป็นการปฏิรูปจากฐานรากระดับตำบลทุกจังหวัด และถอดบทเรียนการดำเนินงานของพื้นที่ต้นแบบ ให้เกิดการขยายผลการทำงานไปสู่พื้นที่อื่นๆ  เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปครอบคลุมทั้งจังหวัดต่อไป

30 1-5          ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปประเทศ โดยที่หลายๆ ภาคส่วนต่างร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในการร่วมกับปฏิรูปประเทศ เพื่อนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติ ซึ่งพลังหนึ่งที่ถูกเรียกร้องให้เข้ามาร่วมขบวนปฏิรูปอย่างมากก็คือ ขบวนสภาองค์กรชุมชน เนื่องจากเป็นขบวนองค์กรชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้

          ดังนั้น สภาองค์กรชุมชนจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง เพื่อเข้าร่วมขบวนปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ มิใช่เป็นเพราะเป็นขบวนที่หลายๆ ฝ่ายคาดหวัง แต่เป็นเพราะการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากฐานราก เป็นเจตนารมณ์ที่ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑

          

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter