เมื่อวันที่ ๘-๙ ก.พ. ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เครือข่ายกระเหรี่ยงประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ และภาคีพัฒนา ๑๙ องค์กร จัดงานมอบผ้าป่า “กองบุญข้าว” สู่กะเหรี่ยงบางกลอย-โป่งลึก ป่าแก่งกระจาน ณ บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี รวมยอดสมทบผ้าป่า เป็นข้าวเปลือกและข้าวสาร รวม ๒๕ ตัน และยอดเงินบริจาค จำนวน ๒๐๒,๐๕๕ บาท เพื่อเป็นกองทุนข้าวและเมล็ดพันธุ์เพื่อพี่น้องชาวกะเหรี่ยงบางกลอยต่อไป ทั้งนี้มีชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือ และผู้แทนองค์กรต่างๆ ในเพชรบุรี มาร่วมกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์ชาวบ้านเมืองเพชร นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิขวัญข้าว น.ส.สุมล สุตะวิริยุวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี อาจาย์วุฒิ บุญเลิศ เป็นต้น
ชุมชนชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำเพชรบุรี ณ บ้านใจแผ่นดินมาเนิ่นนาน ต่อมาในปี ๒๕๒๔ มีการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และในปี ๒๕๓๙ ชาวบ้านได้ถูกโยกย้ายออกจากผืนป่าที่เคยอยู่มาแต่เดิม มาอยู่ที่บ้านบางกลอย-โป่งลึก และไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ จึงพยายามที่จะกลับไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานทำลายยุ้งข้าวและเผาไร่ไม่เหลือ เป็นการผลักดันรอบที่ ๒ เมื่อถูกผลักดันลงมาก็ต้องมาอยู่รวมกันกับกลุ่มที่ถูกอพยพลงมาก่อนหน้านี้ เป็นการตั้งหลัก ตั้งถิ่นฐานใหม่ ต้องเรียนรู้และปรับตัวค่อนข้างมาก ทั้งสังคม วิถีวัฒนธรรมใหม่ ความเป็นอยู่ การเกษตร เป็นต้น ซึ่งรัฐเองไม่ได้จัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยรองรับ ทำให้ชาวบ้านไม่มีพื้นที่ทำกิน หรือมีที่ทำกินเป็นบางส่วนแต่ไม่สามารถทำการผลิตได้ และอีกเงื่อนไขอีกประการหนึ่งคือการสื่อสารและประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ค่อนข้างลำบาก เส้นทางคมนาคมไม่สะดวก ด้วยระยะทางเพียง ๔๒ กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมง
ปัจจุบันพี่น้องชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หมู่ที่ ๑ และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ ๒ ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีจำนวนกว่า ๒๐๗ ครัวเรือน ประชากร ๑,๐๕๙ คน ซึ่งประสบปัญหาไม่มีข้าวกินมานานกว่า ๑๗ ปี ด้วยไม่มีที่ดินทำกิน และไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เครือข่ายกระเหรี่ยงประเทศไทย จึงร่วมกับเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ และภาคีพัฒนา ๑๙ องค์กร จัดงานมอบผ้าป่า “กองบุญข้าว” สู่กะเหรี่ยงบางกลอย-โป่งลึก ป่าแก่งกระจานขึ้น เพื่อหนุนเสริมปัจจัยพื้นฐาน คือ ข้าว เพื่อให้ชาวบ้านสามารถดำรงชีพได้
นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร คณะทำงานโครงการ “กองบุญข้าว” และ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงสยามภาคเหนือ เปิดเผยว่า การระดมข้าวปีนี้ เป็นปีที่ ๓ ที่เราลงมาแบ่งปันให้กับพี่น้องโป่งลึก-บางกลอย เพราะที่นี่แทบไม่เหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวหลังจากถูกผลักดันจากใจแผ่นดิน เชื้อข้าวนั้นมันหายไปโดยปริยาย เราจึงต้องระดมข้าวเปลือกมาให้ และหลังจากที่พวกเขาเลือกและคัดแล้วจะได้นำไปปลูกต่อ ข้าวเปลือกและข้าวสารที่ระดมได้จากเครือข่ายภาคเหนือและมีพี่น้องจากภาคตะวันตก รวมแล้วได้ประมาณ ๒๕ ตัน รวมเงินรับบริจาคได้ประมาณ ๒๐๒,๐๕๕ บาท และมีสิ่งของอื่นๆ ที่กัลยานมิตรสมทบมามีจำนวนเยอะพอสมควร อาทิ เสื้อผ้า ผ้าห่ม อาหารแห้ง เป็นต้น
“ในส่วนของพวกเราในการระดมข้าวช่วยเหลือแบ่งปัน เป้าหมายสูงสุด คือ เราอยากให้พี่น้องมีที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน และมีความยั่งยืน รวมถึงการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติที่มีความสมดุล คือ ทั้งพี่น้อง ทรัพยากร พื่นที่การผลิต สิทธิต่างๆ ต้องมีความสมดุล และอยากให้สังคมนั้นรับรู้และมาดูแลผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ตกทุกข์ได้อยากจริงๆ วันนี้เราพูดถึงเรื่องปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปสังคม แต่ว่าสถานการณ์ที่นี่ข้าวยังไม่มีกิน ที่อยู่ยังไม่มี จะปฏิรูปโครงสร้างใหญ่ แต่ละเลยพื้นที่เล็กๆ ก็ไม่สำเร็จ หากพื้นที่เล็กๆ เหล่านี้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เรื่องการปฏิรูปจึงจะเป็นจริง”
อาจารย์วุฒิ บุญเลิศ ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า วิถีของคนกะเหรี่ยงกับข้าวนั้นล้วนสัมพันธ์กันมาช้านาน รวมถึงความสัมพันธ์ของคนกะเหรี่ยงกับคนชนชาติอื่นในเมืองก็เช่นกัน ในอดีตที่ผ่านมาไม่มีการค้าขาย มีเพียงการแลกเปลี่ยนผลผลิตของกันและกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ปู่คออิ๊เอง ผู้เฒ่ากะเหรี่ยงอายุร้อยกว่าปี แกอาศัยอยู่ที่ใจแผ่นดินมาช้านาน ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ และพึ่งพาทรัพยากรในป่า และสร้างความสัมพันธ์กับเจ้านายโดยผ่านกิจกรรมสมัยก่อน ซึ่งเดิมไม่ผิดกฎหมาย และในสมัยเก่าก่อนคนกะเหรี่ยงแก่งกระจานสัมพันธ์กับราชวงศ์และตระกูลบุนนาคที่เป็นต้นตระกูลใหญ่ในเพชรบุรี
“ใจแผ่นดินคือใจของคนกะเหรี่ยง คนข้างนอกต้องเข้าใจและเห็นถึงวิถีคนกะเหรี่ยง พวกเขามีภูมิปัญญาและวัฒนธรรม และปรัชญากินพออิ่ม นุ่งพออุ่น ใช้ได้ก็ต่อเมื่อคนเหล่านั้นเข้าถึงความมั่นคงทางอาหารและโอกาส การให้ข้าวสารไม่ได้ให้ชีวิตเพราะเป็นข้าวที่ตายแล้ว แต่ให้ข้าวเปลือกคือการให้ชีวิต” อ.วุฒิกล่าว
น.ส.สุมล สุตะวิริยุวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กล่าวว่า เมืองเพชรมีหลายชาติ
พันธุ์อาศัยอยู่ โดยเฉพาะที่เรียกว่าคนกะหร่างหรือกะเหรี่ยง คนเหล่านี้อยู่กันมาก่อนและมีความสุขเรื่อยมา แต่หัวหน้าอุทยานหลายรุ่นไม่ได้ใส่ใจ ทำให้ที่ดินไม่พอกิน จนชาวบ้านต้องกลับไปพื้นที่เดิม ถ้าชาวกะเหรี่ยงไม่มีข้าวกินอิ่มมีปัญหาแน่ แต่จะให้ทอดผ้าป่ากันทุกปีคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต้องให้ที่ทำกินในการปลูกข้าว ต้องสอนให้เขาตกปลา ไม่ใช่ให้ปลา ที่สำคัญคือต้องพูดคุยกัน จึงจะเป็นทางออกที่ดีและลดความขัดแย้ง
“ดิฉันคิดว่าทุกฝ่ายควรหันหน้ามาคุยกัน แล้วก็หาทางออก ในพื้นที่อาจติดขัดด้วยกฎหมายก็ต้องหาทางออกให้ได้ โดยเอาผู้มีอำนาจตัดสินใจมาคุยกันว่าปัญหาเกิดจากอะไร เขาอยู่ป่ามาก่อนก็ต้องให้เขาอยู่ แต่ขอฝากให้เขาดูแลป่าและรักต้นไม้ยิ่งกว่าชีวิต ส่วนอุทยานก็ต้องเข้าใจชาวบ้าน คนเพชรบุรีทั้งจังหวัดก็เข้าใจชาติพันธุ์และไม่เคยรู้ว่าคนกลุ่มนี้ถูกกระทำ เรารู้ว่าในป่าต้นน้ำเพชรมีกะหร่างอยู่ คิดว่าหลังจากวันนี้คงได้หาทางออกร่วมกันต่อไป”
นายเอกสิทธิ์ เจริญสุข หรือ มานะ ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย-โป่งลึก กล่าวว่า รู้สึกดีใจและเกรงใจที่พี่น้องมีน้ำใจนำข้าวมาช่วยเหลือ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันก็มีใจที่จะมาช่วยเหลือพวกเรา เพราะเขารู้ว่าเรามีข้าวไม่พอกิน ตอนนี้ผลผลิตข้าวของชาวบ้านยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรเพราะเป็นพื้นที่ที่เพิ่งเปิดหน้าดินใหม่ ทำให้ข้าวไม่พอกิน ในปีนี้ปลูกข้าวได้ ๑๑,๐๐๐ กิโลกรัม ที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากโครงการปิดทองหลังพระ และการทอดผ้าป่าข้าวจากพี่น้อง สำหรับกองบุญข้าวที่ได้มานั้น เรามีข้อตกลงร่วมกันในเบื้องต้น โดยตั้งคณะกรรมการชุดข้าว ๓ คน และกรรมการหมู่บ้าน ๘ คน เป็นผู้คอยดูแลให้ โดยแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนแรก แบ่งให้กับคนที่ไม่มีข้าวกินจริงๆ ส่วนที่สอง ตั้งเป็นกองทุน และส่วนที่สาม เป็นสวัสดิการให้กับคนทำงาน คณะกรรมการก็มีระบบดูแลในเรื่องนี้
หน่วยงานที่เข้ามาควรฟังชาวบ้านบ้าง คนโป่งลึก-บางกลอยส่วนใหญ่เขามีความรู้และมีความคิด แต่เขาไม่กล้าแสดงออก กลัวว่าจะเป็นผลต่อกฎหมาย ตอนนี้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านทำนาขั้นบันได แต่จริงๆ แล้วชาวบ้านอยากทำไร่หมุนเวียนเหมือนเดิม แต่ไม่สามารถทำได้ ติดอยู่ที่ตัวกฎหมายของอุทยาน ถ้าเรามองตามธรรมชาติ คิดว่าเราก็มีสิทธิในการทำกินเหมือนกัน อยากให้เขารับรู้และเข้าใจบ้าง ผมได้เห็นความตั้งใจของพี่น้องที่มาช่วยเหลือ และได้เห็นปู่คออิ๊และคนอื่นๆ ในชุมชน ทำให้ยังพอมีความหวังในการที่เราฟื้นฟูภูมิปัญญาของตัวเองอยู่
“อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะได้นั้นคืออยากมีสิทธิในการทำกินในที่ดั้งเดิมของตัวเอง ทำกินโดยใช้จิตวิญญาณของตัวเอง ใช้ภูมิปัญญาของตัวเอง”
ปู่คออิ๊ ผู้เฒ่ากะเหรี่ยงแก่งกระจานวัย ๑๐๐ กว่าปี ได้เน้นย้ำกับทุกคนว่า “คนกะเหรี่ยอยู่ในป่า เราไม่เคยทำลายป่า เราทุกคนล้วนเป็นญาติและพี่น้องกันเราต้องรักกัน เราต้องไม่ขัดแย้งหรือทะเลาะกัน เราเคยอยู่ที่ที่ปู่ย่าตายายเราเคยอยู่ เราต้องกลับอยู่ที่ที่ปู่ย่าตายายเคยอยู่ เพราะใจและจิตวิญญาณของเราอยู่ที่ใจแผ่นดิน”



