พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1745

“ภาพภูเขาหัวโล้นที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ลูกหลานเราคงนึกไม่ออกว่าในอดีตมันเต็มไปด้วยป่าไม้ แล้วเราจะส่งมอบแผ่นดินสภาพเช่นนี้ให้ลูกหลานเราแม่นก๋า”

          นางฑิฆัมพร  กองสอน หญิงแกร่งแห่งตำบลบัวใหญ่ อำเภอนาน้อย และยังเป็นแกนนำชุมชนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์งานพัฒนามากคนหนึ่งของจังหวัดน่าน รำพึงในเชิงตั้งคำถาม ในขณะที่ขับรถปีนเขาหัวโล้นพาผู้เขียนขึ้นไปชมแปลงเกษตรอินทรีย์

          n1-090457เธอเล่าว่าในอดีตตำบลบัวใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ ผู้คนตั้งหมู่บ้านอยู่เฉพาะที่ราบเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านก็หักร้างถางพงจนป่าไม้หมดไป กลายเป็นภูเขาหัวโล้น

          นายผจญ  มาวงค์ วัย ๖๐ ปีเศษ ซึ่งมีที่ดินติดกับอุทยานแห่งชาติขุนสถาน เล่าวว่า ที่ดินบริเวณนี้เกือบทั้งหมดเป็น สปก. ๔-๐๑ ตนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า ๘๐ ไร่ ลงทุนสูงเพราะต้องจ้างเขาทำ แถมยังต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีทั้งหมด ปีไหนราคาข้าวโพดตกต่ำก็แทบไม่เหลืออะไรเลย แต่ก็ทนทำเพราะลูกต้องเรียนหนังสือ ครอบครัวต้องกินต้องใช้ แต่ตอนนี้อายุมากขึ้นจึงแบ่งที่ดิน ๒-๓ไร่ ปลูกไม้ผลสลับกับพืชสวนครัวดูบ้าง

          นางฑิฆัมพร  กองสอน เล่าว่า ตำบลบัวใหญ่ใช้สารเคมีในการทำเกษตรเต็มพื้นที่ ซึ่งจากข้อมูลของสาธารณะสุขพบว่า คนบัวใหญ่เป็นมะเร็งสูงที่สุดในจังหวัดน่าน และจากการสำรวจข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำแผนชุมชนพบว่า ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรสูงมาก เนื่องจากปลูกพืชเชิงเดี่ยว จะกินจะใช้ภายในครอบครัวต้องซื้อทั้งหมด อีกทั้งยังทำให้อากาศแห้งแล้งและดินเสื่อมสภาพ

          n2-090457“เราพยายามนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่การจัดทำแผนชุมชน เปลี่ยนระบบการเกษตร โดยการลดปลูกพืชเชิงเดี่ยวแล้วแบ่งที่ดินมาปลูกพืชสวนครัว รณรงค์ให้ลดการใช้สารเคมีเพื่อลดค่าใช้จ่ายและถนอมสุขภาพให้ดีขึ้น แต่ถ้าขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านงบประมาณ จนกระทั่งปี ๒๕๔๙ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการส่งเสริมความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในชนบท (บ้านมั่นคง) จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดินก็ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นว่า ปัญหาของคนบัวใหญ่คือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นที่มาของหนี้สินและความยากจนของคนในชุมชน”

          ต่อมาในปี ๒๕๕๖ มูลนิธิปิดทองหลังพระและมูลนิธิสัมมาชีพก็เข้ามาต่อยอดการพัฒนาเนื่องจากตำบลบัวใหญ่เป็นองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง มีข้อมูล มีประสบการณ์ และมีความตั้งใจที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

          นายทรรศิน  สุขโต ผู้อำนวยการมูลนิธิสัมมาชีพ เล่าว่า มูลนิธิสัมมาชีพเกิดจากการรวมตัวของนักพัฒนาและนักธุรกิจจิตอาสาที่ต้องการส่งเสริมให้ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิดให้เกิด “สัมมาชีพเต็มพื้นที่” คือ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ลดการเบียนเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น และลดการเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม โดยให้ภาคธุรกิจเข้าไปสนับสนุนชุมชน ในเรื่องที่ชุมชนยังขาดอยู่ เช่น ด้านการตลาด การบริหารจัดการ เป็นต้น ส่วนมูลนิธิฯ จะจัดการเรื่องการถอดองค์ความรู้เพื่อนำไปขยายผล โดยในเบื้องต้นจะทำงานบนหลักการที่ว่า “๑ ตำบลสัมมาชีพ ๑ บริษัท CSR ขณะนี้มีภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุนพื้นที่ต่างๆ แล้ว กระจายไปทุกภาค ซึ่งที่ตำบลบัวใหญ่มี บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด เข้ามาหนุนเสริม

          ผู้อำนวยการมูลนิธิสัมมาชีพเล่าอีกว่า จากการลงศึกษาข้อมูลของตำบลบัวใหญ่ก็เห็นn3-090457พ้องต้องกันว่า จะสนับสนุนให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยการแบ่งที่ดินคนละ ๑ ไร่ มาปลูกพืชสวนครัวอินทรีย์ โดยบริษัทไทยเบฟฯ จะสนับสนุนเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก การบริหารจัดการและช่องทางการตลาด

          นางฑิฆัมพร  กองสอน เล่าว่า ขณะนี้มีชาวบ้านสมัครใจเข้าร่วมโครงการ “๑ ไร่อินทรีย์” แล้ว ๒๐๐ ราย รวม ๔๐๐ กว่าไร่ จากทั้งหมด ๘ หมู่บ้าน โดยหนึ่งไร่จะเน้นปลูกพืชอาหารไว้กิน เหลือค่อยขาย และไม่ลืมที่จะปลูกพืชสมุนไพรด้วย ซึ่งการทำเกษตรเช่นนี้ จริงๆ แล้วชาวบ้านมีความถนัดอยู่แล้ว เพราะเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวชนบท แต่มาละทิ้งไปเมื่อการปลูกพืชเชิงเดี่ยวถาโถมเข้าสู่ชุมชนนี่เอง ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่า โครงการ “๑ ไร่ อินทรีย์”นี้ จะทำให้คนมีอาหารปลอดภัยบริโภค ไม่ต้องซื้อเขากิน มีรายได้เพิ่ม และร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

          “ขณะนี้เรามีหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนโครงการหลายราย เช่น สาธารณะสุขตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล เกษตรอำเภอ เป็นต้น ทุกครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องมีกติการ่วมกัน โดยสมาชิกต้องเจาะเลือดตรวจสารเคมีในกระแสเลือด และต้องทำบัญชีครัวเรือน รวมถึงปลูกพืชเพื่อกินที่หลากหลาย”ฑิฆัมพรเล่าต่อ

          ลุงยงยุทธ ตะติ๊บ อายุ ๖๕ ปี แห่งบ้านสันพยอม ต.บัวใหญ่ พาผู้เขียนเดินชมสวนหน้าบ้าน บนเนื้อที่ไร่เศษด้วยรอยยิ้ม ลุงเล่าว่า ลุงเข้าโครงการบ้านมั่นคงชนบทที่สนับสนุนโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. มาก่อน พอมีบ้านมีที่ดินมั่นคงแล้วก็คิดว่าที่ว่างๆ หน้าบ้านควรจะปลูกพืชสวนครัวไว้กิน มีทั้งตะไคร้ ไผ่ มะกรูด ผักต่างๆ ส่วนไม้ผลก็มี มะม่วง มะละกอ รวมๆ แล้วเกือบร้อยชนิด และยังแบ่งที่ไว้เลี้ยงไก่ หมู เป็นรายได้เสริม เท่าที่ปลูกไว้ก็กินไม่หมด ยังเก็บขายได้วันละประมาณ ๒๐๐ บาท

          “พออายุมากขึ้นจะทำไร่ข้าวโพดมากๆ แบบเมื่อก่อนก็ไม่ไหว เมื่อก่อนพอขายข้าวโพดได้ก็เหลือเงินไม่มาก แถมยังต้องจ่ายเงินซื้อของกินทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้ทำสวนครัวที่บ้าน ทำให้ชีวิตยามชรามีความสุขมาก ผมทำเพราะทำแล้วมีความสุข ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อของกิน แถมยังมีเงินไหลเข้ากระเป๋าอีกด้วย” ลุงยงยุทธเล่าอย่างมีความสุข

          ส่วนลุงนเรศ  ศรีนะ อายุ ๕๑ ปี อยู่หมู่ที่ ๒ ต.บัวใหญ่ เล่าว่า เปลี่ยนจากการทำไร่ข้าวโพดมาทำสวนยางพารา เมื่อประมาณ ๗-๘ ปีก่อน ทำให้ที่ดินที่เคยเป็นเนินหัวโล้น เขียวไปด้วยต้นยางพารา ถัดจากสวนยางพารา ลุงแบ่งพื้นที่ไร่เศษมาปลูกพืชสวนครัวทุกชนิด ทั้งฟักทอง ผักหวาน แค เสาวรส พริก มะเขือ ฯลฯ โดยการต่อท่อสปริงเกอร์ปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักทุกๆ เช้าเย็น

          “ผมเข้าโครงการ ๑ ไร่อินทรีย์ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องดี ทำแล้วมีความสุข มีอาหารปลอดภัยกินทุกวัน และยังเหลือขายทุกวัน แรกๆ ก็แบ่งปันเพื่อนบ้านได้กินกันทั่วหน้า แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่พอทำไปแล้วก็มีเพื่อนบ้านมาถามหลายคน ก็กลับไปทำที่บ้านของตัวเอง พอมีโครงการ ๑ ไร่อินทรีย์ขึ้นมา ก็ให้ภรรยาสมัครเข้าร่วมโครงการด้วย ดีใจที่รู้ข่าวว่าขณะนี้มีชาวบ้านสมัครกันนับร้อยราย”

          n5-090457นางฑิฆัมพร  กองสอน เล่าอีกว่า นอกจากที่ชาวบ้านสมัครเข้าร่วมโครงการร่วม ๒๐๐ ครอบครัวแล้ว ทางเราจะมีแปลงรวม ซึ่งเป็นแปลงขนาดใหญ่อีก ๑๐ แปลง จะทำเกษตรผสมผสานและจะใช้เป็นแปลงขยายพันธุ์ให้กับสมาชิกอีกด้วย ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เข้ามาหนุนเต็มที่ ส่วนหน่วยงานภายนอกไม่ว่าจะเป็น พอช. มูลนิธิสัมมาชีพ และภาคธุรกิจอย่าง บริษัทไทยเบฟฯ ก็มีความพร้อม โดยเราจะจัดให้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งนักธุรกิจจิตอาสา ขึ้นในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๗ นี้ที่ อบต.บัวใหญ่

          รูปแบบ ๑ ไร่อินทรีย์ที่บัวใหญ่และอีกหลายๆ ตำบล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างชุมชน องค์กรพัฒนา ราชการ และภาคธุรกิจจิตอาสา นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนา ที่ทุกภาคส่วนนำเอาความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรที่มีอยู่มาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ ต้องการเห็นสังคมอยู่ได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ทั้งตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม

          มิติเช่นนี้ จะมองว่ามันเป็นแค่การปรับพฤติกรรมของการทำการเกษตรก็อาจมองได้ แต่ผู้เขียนเห็นว่านี่คืออีกมิติหนึ่งของการปฏิรูปด้านการเกษตร สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจากฐานรากโดยแท้จริง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter