เมื่อกระแสการเมืองในปัจจุบันเปิดประเด็นเรื่องการปฏิรูป คำถามหนึ่งจากสังคมที่มักจะถูกถามจากหลายๆ ฝ่ายคือ จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้ง (หรือจะปฏิรูปก่อนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล) คำตอบจาก เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) ภาคเหนือคือ ตลอดที่ผ่านมาเราได้ทำงานการปฏิรูปมาตลอดอยู่แล้ว ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องก่อนหรือหลังความเปลี่ยนแปลงใดๆ หากแต่คือ สามารถปฏิรูปได้ทันที
ในท่ามกลางความขัดแย้งของสังคมปัจจุบัน การปฏิรูปประเทศสมควรจะเป็นทางออกที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจรัฐจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ด้วยเชื่อว่า ปัญหาความขัดแย้งมากมายที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นจะสามารถแก้ไขได้ เนื่องจากปัญหาตลอดที่ผ่านมานั้นเกิดจากความไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาภายในท้องถิ่นได้ ดังนั้น หากให้ท้องถิ่นออกแบบการบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ ปัญหาทุกอย่างจะไม่ต้องเข้าไปรอการแก้ไขจากกรุงเทพ ท้องถิ่นจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ทำให้คนจนและผู้ด้อยโอกาสได้รับความใส่ใจดูแลอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
การเปิดเวทีเพื่อหาข้อเสนอที่ชัดเจนแก่ขบวน คชสป. ภาคเหนือ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ได้ข้อสรุปของ ๑๕ จังหวัดภาคเหนือร่วมกัน ในการปฏิรูป ๓ ด้านสำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ดังนี้
ปฏิรูปการเมือง การปกครอง : ออกกฎหมาย จังหวัดปกครองตนเอง
๑.) กระจายอำนาจ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยที่ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด (ยกเว้นอบจ.) สัดส่วนสมาชิกให้มีหญิง-ชายจำนวนที่เท่ากัน
๒.) ให้มี “สภาพลเมือง” หรือ สภาที่ใช้ชื่ออย่างอื่นที่มีที่มาจากบุคคลสาขาอาชีพต่างๆ ทำงานกำกับดูแล ถ่วงดุลการใช้อำนาจและกำหนดทิศทางการพัฒนาและการบริหารของจังหวัด
๓.) ให้จังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการเก็บภาษีและจัดแบ่งรายได้ไว้สำหรับการพัฒนาจังหวัดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ และมีกฎหมายบังคับให้ธุรกิจต่างๆในจังหวัดเสียภาษีที่จังหวัด ไม่ใช่ส่วนกลาง
๔.) ให้จังหวัดและ/หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับ ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติในท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการท้องถิ่นในทุกมิติ ในขอบเขตที่มากกว่าปัจจุบัน
๕.) ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนผู้บริหารและข้าราชการระดับสูงในจังหวัดที่ประพฤติมิชอบได้
๖.) จำกัดวาระการอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองของผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจทางการเมือง
๗.) จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมกับประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นที่มีระยะเวลาอย่างน้อยสามปี และกำหนดแผนนั้นเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมือ
ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ : แบบมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม
๑.) ให้มีกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมธุรกิจที่ดำเนินการโดยคนท้องถิ่น ป้องกันไม่ให้ธุรกิจท้องถิ่นถูกทำลายโดยธุรกิจขนาดใหญ่จากภายนอก
๒.) มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ทางการเกษตรและพื้นที่ผลิตอาหาร ไม่ให้ถูกทำลายโดยการขยายตัวของเมืองหรืออุตสาหกรรม ให้มีกฎหมายคุ้มครองพันธุกรรมท้องถิ่นทั้งพืชและสัตว์ เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน
๓.) มีมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม
๔.) มีกฎหมายประกันรายได้ของเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ
๕.) ให้มีกฎหมายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าและกฎหมายธนาคารที่ดินเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและประชาชนมีที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย
๖.) ให้มีกฎหมายรองรับการจัดการที่ดินและป่าโดยองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกกฎหมายต่างๆเกี่ยวกับป่าไม้และที่ดินในปัจจุบันซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ
๗.) ให้มีแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นทุกประเภท เช่น ป่าไม้ ที่ดิน แม่น้ำ ทะเลชายฝั่ง แร่ธาตุ ฯลฯ โดยแผนดังกล่าวมีสถานะเป็นกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นและสภาพลเมือง
๘.) มีมาตรการจัดเก็บภาษีจากปลายน้ำเพื่อบำรุงป่าต้นน้ำ
๙.) มีมาตรการทางกฎหมายห้ามมิให้มีการยึดครองหรือผูกขาดการใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ
๑๐.) ให้จังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการการใช้พลังงานในท้องถิ่นให้ความยั่งยืน คนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
๑๑.) จังหวัดและชุมชนมีอำนาจหน้าที่ในการอนุญาต การให้สัมปทาน ค่าตอบแทน กำหนดมาตรการการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานและ แร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในท้องถิ่น
ปฏิรูปสังคม : บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่เคารพศักดิ์ศรีพลเมือง
๑.) ให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชน สามารถจัดสรรที่ดินของรัฐที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่างๆเพื่อแก้ปัญหานี้ได้
๒.) ให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น ซึ่งรวมทั้งการให้มีการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มคนต่างๆในท้องถิ่น การมีคณะกรรมการหลักสูตรท้องถิ่น การมีทุนการศึกษาให้คนท้องถิ่นที่จะกลับมาทำงาน ฯลฯ
๓.) จังหวัดจัดระบบประกันการเข้าถึงการศึกษา เรียนฟรีถึงปริญญาตรี การปรับปรุงระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต(กรอ.) โดยจังหวัดบริหารจัดการงบเองในพื้นที่
๔.) ให้มีกฎหมายสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ชุมชนสามารถจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลได้ โดยให้สมาชิกสมทบกองทุนและให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสมทบกองทุนเป็นรายปีตามจำนวนสมาชิก
๕.) ให้จังหวัดและอปท.มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการการบริการสุขภาพในระดับตำบล เมืองและจังหวัด
๖.) ให้จังหวัดและอปท.มีอำนาจจัดระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนทุกคนในพื้นที่โดยใช้ระบบภาษี ยุบรวมระบบหลักประกันสุขภาพให้มีระบบเดียว คุณภาพมาตรฐานเดียว
๗.) จังหวัดจัดระบบบำนาญประชาชนขั้นพื้นฐานโดยเสมอภาคสำหรับพลเมือง
๘.) จังหวัดจัดระบบการออมเพื่อชราภาพ
๙.) จังหวัดจัดสวัสดิการรายได้ คูปองอาหาร สำหรับคนที่มีภาระเลี้ยงดูครอบครัวตามลำพัง คนที่มีรายได้ไม่ถึงรายได้ขั้นต่ำ
๑๐.) ให้จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ธุรกิจและเครือข่ายองค์กรชุมชนมีสิทธิในการใช้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและการสื่อสารของคนในท้องถิ่นทั้งในระดับเมือง ตำบลและจังหวัด โดยกสทช.สนับสนุนการดำเนินการของสื่อของรัฐและชุมชนดังกล่าวจากรายได้ของกสทช.
๑๑.)จังหวัดมีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรมให้กับชุมชนทั่วทั้งจังหวัด
๑๒.) ให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชนและองค์กรอาสาสมัคร องค์กรประชาสังคม โดยมีกฎหมายรองรับการสนับสนุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของฝ่ายการเมือง
๑๓.) กฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่น มาตรการ แผนพัฒนาต่างๆที่ดำเนินการโดยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่น
เดินหน้า ผลักดันกฎหมาย “จังหวัดปกครองตนเอง”
๗ เมษายน ๒๕๕๗ รวมพลังเครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป(คชสป)ภาคเหนือ ๑๕ จังหวัด เพื่อยื่นร่าง พรบ.จังหวัดปกครองตนเอง ให้กับพรรคการเมืองทุกพรรค ต่อหน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ผู้สถาปนาเมืองเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนา
เมษายน-
มิถุนายน ๒๕๕๗ คชสป.แต่ละจังหวัด ยื่น ร่าง พรบ.จังหวัดปกครองตนเอง ให้กับ ส.ส. สว. ในจังหวัดตนเอง รณรงค์ “ปฏิรูปประเทศ ให้จังหวัดปกครองตนเอง” สร้างความเข้าใจในเครือข่าย ประชาชนทั่วไป การจัดเวทีสื่อสารสาธารณะให้ความรู้ความเข้าใจ
๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ รวมพล คชสป. ทั่วประเทศ เสนอกฎหมาย จังหวัดปกครองตนเอง ให้รัฐบาล รัฐสภา และองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมาได้ข้อเสนอ
บทเวที “การนำเสนอภาพรวม ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยภาคเหนือ” เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗ โดยมีตัวแทนร่วมเสวนา ได้แก่ นางฑิฆัมพร กองสอน นางมุกดา อินต๊ะสาร นายสมศักดิ์ คำทองคง และ นายสวิง ตันอุด โดย นายสวิง ตันอุด คณะทำงาน คชสป.ภาคประชาสังคม ภาคเหนือ ได้กล่าวว่า หมดยุคแล้วที่ประชาชนจะต้องรอฟังจากส่วนกลางตลอดเวลา ในวันที่ 24 มิถุนายน นี้ ประชาชนพร้อมที่จะขับเคลื่อน พ.ร.บ.จังหวัดปกครองตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า “บ้านเมืองดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเร่งมือทำ”
นอกจากนี้ในเวทีแลกเปลี่ยนยังได้มีการเสนอหัวข้อเพิ่มเติมอีกหลายประเด็น อาทิ การปฏิรูปสื่อ การให้ความเข้าใจต่อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการที่จะต้องมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างความเข้าใจต่อสังคม
สำหรับหัวข้อ “ข้อเสนอและความร่วมมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปร่วมกับ คชสป.ภาคเหนือ” อันมีวิทยากรประกอบด้วย นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ คณะทำงาน คชสป., นายพลากร วงค์กองแก้ว ผอ.พอช. และนายเสน่ห์ วงษ์วิชัย รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็น่าสนใจมาก
นายเสน่ห์ วงษ์วิชัย ซึ่งได้กล่าวถึง ความเติบโตในภาคประชาชนว่าเติบโตและมีความก้าวหน้ามากมาก ในภาคประชาชนได้มีการร่างกฎหมายสิบกว่าฉบับแล้ว ขณะที่นักการเมืองยังไม่มีใครคิดถึง สำหรับในส่วนของสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะเน้นการปฏิรูปภาคเกษตร และให้ภาคเกษตรอยู่ในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ
ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปภาคเกษตรทั้งหมดจะมีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด เป็นฐานของการแปรรูปไปสู่สายพานทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ บางบริษัทก็เติบโตมาจากภาคเกษตร แรงงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาคการเกษตร แต่ภาคเกษตรอยู่ในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำ แต่ภาคอื่นกลับมีรายได้สูง
ทั้งนี้เรื่องที่สภาเกษตรกรแห่งชาติจะปฏิรูปอย่างจริงจัง ได้แก่
1.การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในที่ดิน โดยการผลักดัน พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดิน ๔ ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.อัตราภาษีทีดินก้าวหน้า, พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม, และพ.ร.บ.โฉนดชุมชน ซึ่งสภาเกษตรกรแต่ละจังหวัดได้รับโจทย์เรื่องนี้ไปผลักดันเช่นกัน
2.การกองทุนต้นไม้
3.บำนาญเกษตรกร
4.เกษตรพันธะสัญญา
5.การทำนโยบายข้าวทั้งระบบ
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การออกแบบการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย และงานที่จะเกิดขึ้นในระดับจังหวัดให้มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งในระดับจังหวัดตำบล ถ้าจะเคลื่อนขบวนไปสู่การปฏิรูปเราจะต้องเผชิญอะไรบ้าง
เรื่องการเดินหน้าการปฏิรูปต้องคิดให้สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเราแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ เราต้องออกแบบให้ดี เราต้องมองว่าการปฏิรูปไม่ใช่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะนี้มีชุดคณะทำงานที่กำลังดำเนินการปฏิรูปอยู่ ๓ ชุดด้วยกัน ได้แก่
- ส่วนบนมีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปไม่ว่าจะเป็น หอการค้า กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ให้ความสนใจ เครือข่ายประชาสังคม เครือข่ายพัฒนาการเมือง โดยร่วมกันออกแบบเรื่องการปฏิรูปไว้ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า
- ในส่วนภูมิภาค ก็มีการจัดเวทีระดับภาค ซึ่งโยงใยภาคีพัฒนาและขบวนองค์กรชุมชน และโยงภาคีต่างๆ ที่เราจะโยงได้ เราจะไม่ละทิ้งใคร โดยเฉพาะท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวร่วมที่สำคัญ การเคลื่อนตัวท่ามกลางมวลมิตร พัฒนามิตร ไม่ใช่การเคลื่อนโดยภาคประชาสังคมเคลื่อน หรือพอช.เคลื่อน แต่ต้องเป็นการเคลื่อนโดยองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมต่างๆ ร่วมกัน
- ชุดสุดท้ายคือ ระดับจังหวัดและพื้นที่ตำบล ภูมินิเวศ จะขึ้นมาสู่การปฏิรูปได้อย่างไร หลายจังหวัดทำแล้วแต่ยังไม่ลุกขึ้นมารวมกันทั้งหมด ทำอย่างไรที่จะทำให้พื้นที่มีรูปแบบการปฏิรูปที่ชัดเจน สง่างาม และได้รับการยอมรับ ขณะนี้สภาองค์กรชุมชนมี ๔ พันกว่าแห่งแล้ว ค่อนข้างที่จะทั่วประเทศแล้ว สวัสดิการชุมชนในตำบลมีมากกว่า ๕ ตำบล มีองค์กรการเงินที่จดทะเบียนใน พอช. ๓ หมื่นกว่าองค์กร ยังไม่รวมกับองค์กรที่ไปจดแจ้งกับหน่วยงานรัฐอีก ๓ แสนกว่าองค์กร
ถ้าคิดดีๆ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้ามีสมาชิก ๑๐ ล้านคน มากกว่าสมาชิกการเมืองในประเทศไทย สรรพกำลังที่มีอยู่นี้ถ้ารวมกับสมาชิกสภาเกษตรกร สมาชิกประชาสังคมในจังหวัด เครือข่ายต่างๆ เช่น สมัชชาสุขภาพ หอการค้า ใน ๑๘ กลุ่มจังหวัด ซึ่งมีเครือข่ายในทุกจังหวัด เครือข่ายเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ขาดกว่าจะปฏิรูปสำเร็จหรือไม่
ทั้ง ๓ ส่วนนี้จะต้องมาช่วยกันทำ Road map ว่าจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องมีการหารือให้ชัด ในประเด็นต่างๆ เราจะเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปได้อย่างไร กฎหมายต่างๆ เหล่านี้เราจะทำการปฏิรูปได้อย่างไร ในอีก ๓ ปีข้างหน้าในระหว่างที่มีรัฐบาลรักษาการเราจะเดินหน้าการปฏิรูปไปได้อย่างไร ทั้ง ๓ ส่วนต้องมาออกแบบร่วมกัน
นโยบายที่สำคัญของพอช. คือ ทำงานปฏิรูปให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับพี่น้องให้ได้ ซึ่งขณะนี้มีพี่น้องต่างๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนมากมาย เช่น พี่น้องเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม สภาองค์กรชุมชน สวัสดิการ องค์กรการเงิน สภาพัฒนาการเมือง สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมอ พยาบาล องค์กรปฏิรูปทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูป ซึ่งมีความมุ่งมั่น มีกำลังใจ ลุกขึ้นมาร่วมกันปฏิรูป และจะสำเร็จอย่างแน่นอนถ้าพี่น้องประชาชนร่วมกันปฎิรูปประเทศไทย
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ คณะทำงาน คชสป.ภาคเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนจิตวิญญาณ เริ่มจากพี่น้องประชาชน เริ่มจากฐานราก จากที่เคยรอให้คนอื่นมาช่วย เราจะเปลี่ยนความคิด เราจะเริ่มจากตนเอง เราจะเริ่มตั้งวงพูดคุยกัน ปฏิรูปจากฐานราก เริ่มพร้อมกันเป็นเนืองนิจ เราจะเอาเนื้อหาจากพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เราจะเชื่อมโยงกับมวลมิตรในทุกภาคส่วนในทุกภาคีมาเสริมพลังเชื่อมโยงกันปฏิรูปทันที


