พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1695

“คอยเฝ้าคอย คอยวันฉันได้สัญชาติไทย.....”

นี่คือข้อความบางส่วน จากบทเพลง “ คอย ” ที่คนไทยพลัดถิ่นแต่งขึ้นมาจากชีวิตจริงของพวกเขา และใช้ขับร้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และสื่อสารกับสังคม ในเวทีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิความเป็นคนไทย ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา และ พวกเขาอาจจะร้องเพลงนี้ ต่อไปอีกนับพันๆครั้ง จนกว่าจะได้สัญชาติไทยTOT01

คนไทยพลัดถิ่น เป็นคนเชื้อสายไทยที่ไร้สัญชาติ ซึ่งดร.บรรเจิด สิงคะเนติ นักกฎหมายมหาชน ระบุว่า “ คนกลุ่มนี้สัญชาติพร่ามัว อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต” เนื่องจากบรรพบุรุษตกอยู่ในเขตมะริด ทะวาย ตะนาวศรี ฯลฯ ของประเทศพม่า รวมทั้งบางส่วนของกัมพูชาในปัจจุบัน ซึ่งเดิมเคยเป็นของประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุสงครามในประเทศเพื่อนบ้าน คนเหล่านี้ ได้หนีภัยสงครามเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ประมาณการว่ามีถึง ๓๘,๐๐๐ คน โดยกรมการปกครองขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน ๑๘,๓๐๙ คน ใน ๕ จังหวัด กระจายอยู่ใน ๔๓ อำเภอ/อบต. คือ ระนอง ๕,๒๒๑ คน    ประจวบฯ ๓,๐๗๙ คน ชุมพร ๑,๓๓๘ คน ตราด ๖,๐๗๑ คน ตาก ๒,๔๘๙ คน และ มีผู้ตกสำรวจ/ผู้พลัดหลงทางทะเบียน/ผู้เกิดใหม่ รวมอีกกว่า ๒๐,๐๐๐ คน

คนไทยพลัดถิ่น มีทั้งนับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม   อาศัยสร้างบ้านบนที่ดินว่างตามชุมชนต่างๆ สภาพความเป็นอยู่ลำบาก ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานใดๆ  มีรายได้ไม่แน่นอน   อาชีพส่วนใหญ่     ทำการประมง  ทำสวน    รับจ้างรายวัน   เช่น ปอกมะพร้าว เก็บสับปะรด กรีดยาง เจียระไนพลอย ฯลฯ และด้วยเหตุที่คนกลุ่มนี้ไม่มีสถานะนี่เองจึงมักถูกเอาเปรียบ ถูกโกงค่าแรงหรือโกงทรัพย์สินอื่นๆ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าคนไทยพลัดถิ่นถูกเรียกเก็บเงินไม่ต่ำกว่าคนละ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี

ในปี ๒๕๔๕ มูลนิธิชุมชนไท ได้ลงทำงานในพื้นที่สนับสนุนให้กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ในจังหวัดระนองและประจวบคีรีขันธ์ ได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง มีสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน อาทิเช่น การร่วมกันสำรวจข้อมูลคนไทยพลัดถิ่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรวมคนและเงินทุน การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพและรายได้ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมการแสดงเพื่อยืนยันความเป็นไทย การพัฒนาแกนนำเครือข่าย การพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสื่อสารปัญหาออกสู่สาธารณะ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะของท้องถิ่น การจัดเวทีสาธารณะเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่น และการเตรียมการเพื่อผลักดันแก้ปัญหาสัญชาติ เช่น การจัดทำผังตระกูลเพื่อรับรองกันเองว่าไม่ใช่คนต่างด้าว รวมทั้งการวิจัยศึกษาประวัติศาสตร์และปัญหาคนไทยพลัดถิ่น โดย ดร.ฐิราวุฒิ เสนาคำ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

TOT02จากการรวมกลุ่มทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น ซึ่งสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ทุกพื้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยๆ และเชื่อมโยงกันเป็น เครือข่ายแก้ปัญหาการคืนสัญชาติไทย มีสมาชิก ๓๐ กลุ่มย่อย ใน ๒ จังหวัด ๙ อำเภอ มีสมาชิกจำนวน ๕,๑๙๗ คน  ประกอบด้วย จังหวัดระนอง มีสมาชิกออมทรัพย์ ๑๙ กลุ่มย่อย ใน ๔ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอสุขสำราญ อำเภอกะเปอร์ อำเภอกระบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีสมาชิกออมทรัพย์ ๑๑ กลุ่มย่อย ใน ๕  อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอสามร้อยยอด อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย

            การเชื่อมโยงกันเป็น “เครือข่ายแก้ปัญหาการคืนสัญชาติไทย ” มีกลไกและกระบวนการทำงาน ๓  ระดับ คือ คณะกรรมการที่มาจากกลุ่มออมทรัพย์ ๓๐ กลุ่ม กลุ่มละ ๓ คน รวมเป็น ๙๐ คน และมีการเลือกกันเองเป็น “ คณะกรรมการเครือข่ายฯ” (กระจาย ๙ อำเภอๆ ละ ๕ คน) รวมเป็น ๔๕ คน และเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร (จังหวัดละ ๑๐ คน) รวมเป็น ๒๐ คน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่ง แกนนำที่คนไทยพลัดถิ่นตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการแต่ละระดับนั้นมีทั้งแกนนำอาวุโสและแกนนำคนรุ่นใหม่

            หลังปี ๒๕๕๐ มูลนิธิชุมชนไท ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนให้เครือข่ายแก้ปัญหาการคืนสัญชาติไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง ( คปสม.) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับประเทศที่สนับสนุนโดยมูลนิธิชุมชนไท มีสมาชิก ๑๓ เครือข่าย อาทิเช่น เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิพังงา เครือข่ายชาวเล เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต เครือข่ายชุมชนจังหวัดอุบล เป็นต้น    ดังนั้น การขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหา จึงทำให้คนไทยพลัดถิ่นซึ่งเป็นคนไร้สถานะได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายอื่นๆ ทั้งการเรียนรู้ ความมั่นใจ กำลังใจ และการระดมเงินช่วยเหลือในบางครั้ง

            ในกระบวนการแก้ปัญหา นักวิชาการ ระบุว่าคนไทยพลัดถิ่น เป็นคนไทย รัฐไทยจึงต้องคืนสัญชาติให้คนกลุ่มนี้ เพราะกฎหมายสัญชาติที่มีอยู่ ไม่สามารถคืนสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่นได้ ดังนั้น จึงต้องออกกฎหมาย คืนสัญชาติไทยให้แก่คนไทยพลัดถิ่น โดยตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ป็นต้นมา ร่วมกันเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสัญชาติว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น

            การเสนอครั้งแรกเมื่อมิถุนายน ๒๕๕๐ เป็นการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ฉบับที่ ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๒๒ ว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น แต่กฎหมายดังกล่าวต้องตกไปเพราะ ส.ส. และ ส.ว. ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่น หลังจากนั้นมีการจัดเวทีสาธารณะ เพื่อเผยแพร่ปัญหาสู่สาธารณะโดยผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งเชิญกรรมาธิการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่ จัดเวทีรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระของกฎหมายจากคนไทยพลัดถิ่น ในพื้นที่ต่างๆ ถึง ๔๑ เวที

            ปี ๒๕๕๒ เสนอร่างกฎหมายใหม่อีกครั้ง     ( กฎหมายสัญชาติ ฉบับที่ ๕ ร่างแรกโดย ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ) ผ่านคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน (ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขอีกหลายรอบก่อนเสนอเข้าสภาฯ ) แต่กฎหมายดังกล่าวยังคงติดค้างอยู่ในสภาฯ เป็นเวลานานกว่า ๑ ปี ได้จัดให้มีการเดินรณรงค์ต่อสาธารณะของคนไทยพลัดถิ่น “จากด่านสิงขรถึงรัฐสภา” ภายใต้การสื่อสารกับสังคม “คืนสัญชาติ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้คนไทยพลัดถิ่น” ทำให้สื่อมวลชนและภาคีความร่วมมือหลายฝ่ายเข้ามาสนับสนุน จนกฎหมายผ่านในวาระ ๑-๒ หลังจากนั้นมีการยุบสภาฯ (รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล (รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เครือข่ายฯ ได้มีการติดตามผลักดันต่อเนื่อง จนกระทั่ง มีนาคม ๒๕๕๕ พระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ ๕ พ.ศ.๒๕๕๕ ว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น ผ่านการพิจารณาและประกาศใช้ในราชกิจานุเบกษา รวมระยะเวลาขับเคลื่อนกระบวนการประมาณ ๑๐ ปีTOT03

            หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น (ระดับชาติ)   และออกกฎกระทรวง เกี่ยวกับขั้นตอนและหลักฐานประกอบการยื่นคำขอรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และกรมการปกครองเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย

   แต่ระยะเวลาผ่านไป ๒ ปี ของการประกาศใช้กฎหมายมีคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายนี้ประมาณกว่า ๑,๐๐๐ คนเท่านั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีความเข้าใจ ตลอดจนมีทัศนคติที่ยังไม่ถูกต้องต่อคนไทยพลัดถิ่น

ในขณะที่อยู่ระหว่างการยื่นคำขอฯ คนไทยพลัดถิ่นไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐาน และถูกละเมิดสิทธิเป็นระยะๆ ไม่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา เช่น ถูกเรียกเก็บเงินหากขับรถ/ ถูกจับกุมดำเนินคดีกรณีออกไปทำงานต่างถิ่น / หรือ ที่ดินที่อยู่อาศัยบริเวณด่านสิงขร จะถูกเวณคืน โดยไม่มีสิทธิต่อรอง ดังนั้น ความล่าช้าในการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายจะส่งผลต่อโอกาสและวิถีชีวิตของคนไทยพลัดถิ่นเป็นอย่างมาก

อุปสรรค สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การดำเนินงานตามกฎหมายมีอยู่ถึง ๑๑ ขั้นตอน ต้องใช้เวลานานถึง ๑๔๑ วัน กว่าคนไทยพลัดถิ่นจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งคนไทยพลัดถิ่นยังขาดความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในการยื่นคำขอตามกฎหมายได้แบ่งคนไทยพลัดถิ่นออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ๑.)กลุ่มผู้มีสิทธิในการยื่นคำขอ ได้แก่ กลุ่มที่มีการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้ว ๒.) กลุ่มผู้ไม่มีสิทธิยื่นคำขอเพราะพลัดหลงทางทะเบียยน ถูกจำหน่ายชื่อ หรือถูกระงับการเคลื่อนไหวของทะเบียน กลุ่มนี้จะต้องทำการแก้ไขทะเบียนให้ถูกต้องก่อน ๓.) กลุ่มผู้ตกสำรวจ ซึ่งจะต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีทำการสำรวจเฉพาะราย

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนตามกฎหมายมีความซับซ้อนมาก   ในการดำเนินการขั้นต้น เช่น การยื่นคำรับรอง

ต้องดำเนินการโดยอำเภอต่างๆ ก็ยิ่งทำให้ความไม่เข้าใจในข้อปฏิบัติยิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก

จากปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าว จึงต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยพลัดถิ่นและภาคีต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน   เพื่อให้การคืนสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่นเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส   คืนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยให้แก่คนไทยซึ่งต่อสู้มาอย่างยาวนาน

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนไทยจากคนไทยด้วยกัน ...ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์การแก้ปัญหาคนไร้สถานะ อย่างจริงจัง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter