เมื่อวันที ๑๒-๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่โรงแรมนิภาการ์เด้น อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี คณะกรรมการสนับสนุนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ร่วมกับ คณะทำงานสนับสนุนสวัสดิการชุมชนระดับชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือพอช. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดสัมมนา “ ทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ โดยมีนายวัชรินทร์ ทองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดการสัมมนา และมีผู้นำสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายแก้ว สังข์ชู รักษาการประธานคณะกรรมการพอช.ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เข้าร่วมกว่า ๖๐๐ คน
นายเอกลักษณ์ จันทร์อุดม ตัวแทนคณะกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนภาคใต้กล่าวถึง เป้าหมายของการสัมมนาว่า ต้องการทำความเข้าใจในแนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ที่เป็นความเห็นร่วมกันของผู้นำสวัสดิการชุมชนทั้ง ๑๔ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยสนับสนุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายวัชรินทร์ ทองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นประธานเปิดการสัมมนาฯกล่าวว่า สวัสดิการชุมชน เป็นการดำเนินการของภาคประชาชน ที่ทำหน้าที่อุดช่องโหว่ของรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดสวัสดิการ ให้ครอบคลุมคนในชุมชนทุกประเภทได้ งานสวัสดิการชุมชนจึงเดินมาถูกทางแล้ว
ในขณะที่นายภูมิบุญญ์ แช่มช้อย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ได้แสดงปาฐกถา “สวัสดิการชุมชนสู่สังคมสวัสดิการ” โดยมีความเห็นว่า ในเรื่องการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่เป็นบทบาทของท้องถิ่นนั้น มีช่องทางในการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจใน 2 ช่องทางหลัก คือ 1 อาศัยมติคณะรัฐมนตรีที่รัฐบาลมีนโยบายสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งท้องถิ่นสามารถตั้งงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนได้ แต่ไม่ควรเกิน 365 บาท/คน/ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับศักยภาพของท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย อบต.เทศบาล อบจ.เทศบาล,กรุงเทพ, เมืองพัทยา สามารถจัดการได้ในการใช้งบประมาณและต้องมีความโปร่งใส ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ กติกาของส่วนราชการนั้นๆ โดยเมื่อมีการสมทบแล้วให้มีการติดตามรายงานผล ต่อผู้บริหารและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะ
และ 2 การสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนโครงการหรือกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียดวิธีการอุดหนุนจากส่วนราชการ ซึ่งองค์กรภาคประชาชนต้องมีแผน โดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทำแผน/งบประมาณ ระบุว่าการใช้เงินงบประมาณต้องมาจากแผน และนำแผนงานไปตั้งงบประมาณ เพราะฉะนั้นองค์กรชุมชนต้องทำแผนงานให้ครอบคลุมสู่แผนชุมชน เพื่อนำเข้าสู่แผนท้องถิ่น ในการทำแผนพัฒนานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ทั้งนี้ความเป็นองค์กรสวัสดิการชุมชนนั้น ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีการดำเนินการมามากกว่า 1 ปี รวมถึงการรับรององค์กรเพื่อนำเข้าช่องเงินสมทบดังกล่าว
รายละเอียดทั้ง 2 ช่องทางนับเป็นกระบวนการอย่างง่าย และมีความหวัง ในอันที่จะสนับสนุนสวัสดิการชุมชน เพราะสวัสดิการชุมชนคือการดูแลชุมชนอย่างใกล้ชิดที่สุด และเป็นที่พึ่งพาของประชาชนที่ใกล้ชิดที่สุด
ด้านนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการพอช. ซึ่งได้ร่วม เสวนา “ กองทุนสวัสดิการชุมชน จะร่วมสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย “กล่าวว่า ปัจจุบันมี กองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล จำนวน ๕,๕๐๐ ตำบล มีเงินกองทุนรวม ๖,๐๐๐ ล้านบาท และมีสมาชิกกว่า ๔ ล้านคน ซึ่งมีเงินทุนจากสมาชิกกองทุนมากกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่เงินสมทบจากรัฐมีเพียง ๒.๔ พันล้านบาท ดังนั้น ชาวบ้านต้องตระหนักถึงความเป็นเจ้าของกองทุนและร่วมกันพัฒนากองทุนให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปฎิรูปประเทศ ชุมชนควรเตรียมการผลักดันเป็นข้อเสนอในระดับนโยบายด้วย
นายสมชาย เหนียวแน่น ผู้แทนชุมชนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลป่าตอง เกิดขึ้นจากการรวมตัวของชาวบ้านโดยมีสมทบจาก ๔ ขาคือ ชาวบ้าน รัฐบาล และเทศบาล สมทบใน อัตราที่เท่ากัน นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีจิตสาธารณะร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนทำให้มีงบประมาณมากพอที่จะดูแลสมาชิก หรือคนด้อยโอกาสในป่าตองได้มากขึ้น ดังนั้น หากมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเองและจัดสรรภาษีที่เก็บได้ร้อยละ ๗๐ ไว้ที่ท้องถิ่นก็จะทำให้คนในท้องถิ่นสามารถดูแลคนในท้องถิ่นได้อย่างเพียงพอ
นายวิทัศน์ เตชะบุญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่าสร้างความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ โดยการขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมพื้นที่ และงานสวัสดิการชุมชนที่เข้มแข็งจะเป็นรากฐานของสังคมสวัสดิการ สำหรับแนวทางข้างหน้าในการพัฒนาสวัสดิการชุมชน ควรดำเนินการในเรื่องสำคัญ ๕ เรื่องคือ ๑. ขบวนสวัสดิการต้องสร้างระบบคิดในการสร้างหลักประกันของชุมชนท้องถิ่นว่า เราทำได้ ทำได้ดี และทำได้บทั่วถึง ๒. ขบวนการขับเคลื่อนต้องทำร่วมในลักษณะหุ้นส่วนงานพัฒนากับชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น ตั้งแต่ตำบล/จังหวัด ระดับชาติ ๓. ให้ระบบสวัสดิการเป็นยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล โดยแผนปฏิบัติการต้องมาจากภาคประชาชน ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องผลักดันร่วมกัน ๔. วิธีงบประมาณที่ไม่เอื้อต่อการสนับสนุนต้องสร้างความเข้มข้นของรูปธรรมในมิติที่หลากหลายเพื่อบอกทิศทาง ๕. ต่อระเบียบกฎหมาย ไม่เอื้อต่อการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน ต้องร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง
แนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้
นายแก้ว สังข์ชู รักษาการประธานคณะกรรมการพอช. ได้สรุปแนวทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ที่เป็นความเห็นของที่ประชุมกลุ่มย่อย ๑๔ จังหวัดว่าทิศทางสำคัญข้างหน้าคือการยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่สังคมสวัสดิการ โดยต้องจัดเวทีให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องสังคมสวัสดิการร่วมกันในระดับพื้นที่ทั้งตำบลและจังหวัด ที่มีองค์ประกอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กรรมการ สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน กลุ่ม เครือข่ายองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องสวัสดิการชุมชน/สวัสดิการสังคม ซึ่งทุกจังหวัดต้องดำเนินการพื้นที่นำร่องสวัสดิการสังคมอย่างน้อย ๑ ตำบล
ในด้านแนวทางการสร้างความร่วมมือ กับท้องถิ่นและจังหวัด ทั้งเรื่องสวัสดิการชุมชนและสวัสดิการสังคมนั้น ให้ทุกตำบล/จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาสวัสดิการชุมชนและสวัสดิการสังคมในตำบลจังหวัดที่มีความพร้อม และดำเนินการจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์อย่างถูกต้อง เพื่อเสนอแผนสวัสดิการชุมชน/สังคม ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเทศบาล ต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้อยู่ในยุทธศาสตร์จังหวัด
สำหรับการพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรสวัสดิการชุมชน ทุกตำบลและจังหวัดต้องมีแผนการเพิ่มสมาชิกให้คลอบคลุมประชากรในพื้นที่อย่างน้อย ๑๐ % เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาสวัสดิการชุมชนในปี ๒๕๕๗-๒๕๖๑ ที่จะให้มีสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งประเทศอย่างน้อย ๑๐ ล้านคน ซึงปัจจุบันมีสมาชิกทั้งประเทศกว่า ๔ ล้านคน
ในด้านทิศทางการปฏิรูปและการเสนอเชิงนโยบายผู้เข้าร่วมสัมมนา ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการผลักดันให้มีพรบ.สวัสดิการชุมชน
ทั้งนี้ใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้ว ๑,๐๗๕ กองทุน (ตำบล/เทศบาล) จากพื้นที่ทั้งหมด ๑,๑๗๖ ตำบล/เทศบาล มีสมาชิกกว่า ๘๔๗,๓๒๐ คน เงินกองทุนรวม ๑,๔๙๓.๘๒ ล้านบาท โดยเป็นออมของสมาชิก ๙๗๒ ล้านบาท เงินสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔๕ ล้านบาท เงินสมทบจากรัฐบาล ๔๑๕.๘๖ ล้านบาท ที่ผ่านมามีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกแล้ว ๑๖๕,๙๐๗ คน เป็นเงินรวม ๒๔๙.๔๖ ล้านบาท โดยสวัสดิการชุมชนที่มีการจ่ายมากที่สุดคือสวัสดิการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ เป็นวงเงิน ๗๘ ล้านบาท รองลงมาสวัสดิการกรณีเสียชีวิตเป็นเงิน ๖๖.๙ ล้านบาท และสวัสดิการการรักษาพยาบาล เป็นเงิน ๓๗.๗๕ ล้านบาท


