พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1046

Amnatd02“ฅนอำนาจเจริญดิ้นรนต่อสู่กับความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมมาอย่างต่อเนื่อง” คำบอกเล่าของนายชาติวัฒน์ ร่วมสุข คณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ที่เล่าถึงพัฒนาการของภาคประชาชนฅนอำนาจเจริญว่า พัฒนาการภาคประชาชนฅนอำนาจเจริญมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน สามารถแบ่งช่วงออกได้เป็น 9 ระยะด้วยกัน

ยุคแรกช่วงปี 2516-2519 เป็นยุคของการแสวงหาสังคมที่เท่าเทียมคนอำนาจเจริญบางส่วนเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทย ต่อมาในระยะที่ 2 ช่วงปี 2520-2543 การเปิดพื้นที่สำหรับองค์กรชุมชนโดยการสนับสนุนขององค์กรรัฐต่อเนื่องมาถึงกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ระยะที่ 3 ช่วงปี 2544-2546 ช่วงการก่อตัวรวมกลุ่มร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) โดยใช้แนวทาง “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” ระยะที่ 4 ช่วงปี 2547-2549 การพัฒนากลไกขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดและเชิงประเด็น

 

 

Amnatd03นายชาติวัฒน์ เล่าต่อว่า ระยะที่ 5 ช่วงปี 2550-2551 มุ่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ระยะที่ 6 ช่วงปี 2551-2552 ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ระยะที่ 7 เดินหน้าจังหวัดนำร่องประชาธิปไตยชุมชน พื้นที่จัดการตนเอง ช่วงปี 2553-2554

“หลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง มีการสรุปกันว่าการบูรณาการกับภาครัฐไม่เป็นจริง ที่ผ่านมาทำงานไม่สำเร็จ จึงมองหารากเหง้าค้นพบใน 2 เรื่อง โครงสร้างอำนาจรัฐมีปัญหาจากการรวมศูนย์อำนาจ การแก้ปัญหาใดๆที่เกี่ยวข้องกับคนอำนาจเจริญแท้จริงแล้วอำนาจอยู่ส่วนกลางจากการทับถมของปัญหา ที่ต้องพึ่งพาคนภายนอกตลอดทำให้สำนึกของพี่น้องเปลี่ยนไป แรกเริ่มเรามุ่งแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างรัฐ ได้มีการไปศึกษาดูงานเชียงใหม่จัดการตนเอง ซึ่งเราเองก็อยากเห็นอำนาจเจริญจัดการตนเอง”

แต่เมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่งมีการสรุปว่าการแก้ในเชิงโครงสร้างไปไม่ได้ จึงมุ่งไปที่การฟื้นสำนึกของพี่น้องประชาชน จึงกลับมาสำรวจความรู้ สำรวจทุนทางสังคมในช่วงยุคที่ 8 หลัง 2555 เป็นต้นมาเริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกอย่าง สช. สกว. พอช. สพม. ฯลฯ มากขึ้น เมื่อเกิดชุดความรู้ จึงเคลื่อนงานผ่านสภาองค์กรชุมชนเปิดเวทีระดมความเห็นพี่น้อง เปิดเวทีระดับหมู่บ้าน สังเคราะห์ข้อมูล และกลับไปคืนข้อมูลในเวทีระดับตำบลเพื่อทบทวนความมุ่งหวัง ข้อตกลง จนนำไปสู่การประกาศ “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ มุ่งสู่การจัดการตนเอง” เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ที่มีคนอำนาจเจริญกว่า 15,000 คน มาแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ นายชาติวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนสำนึกพี่น้องประชาชน เมื่อผ่านไประยะหนึ่งพบปัญหาว่ายังคงเคลื่อนอย่างสะเปะสะปะ จึงขบคิดว่าทำอย่างไรสิ่งที่เป็นนามธรรม “คนอำนาจเจริญอยู่เย็นเป็นสุข” นั้นมีรูปธรรมหน้าตาเป็นอย่างไร จึงเปิดเวทีระดมความคิดเห็นซึ่งความต้องการของคนอำนาจเจริญ อยากเห็นเป็นเมืองเกษตร เป็นเมืองธรรมะ เลยตั้งเป้าหมายใหม่ว่าอีก 20 ปี เราจะเดินไปให้ถึง “เมืองธรรมเกษตร” ซึ่งเป็นยุคที่ 9 ตั้งแต่ 18 มีนาคม 2556 ที่จัดงานประกาศ “ตุ้มโฮม ฮ่วมแฮงผลักดันอำนาจเจริญสู่เมืองธรรมเกษตร” เป็นต้นมา โดยนิยามความหมายไว้ว่า “เมืองแห่งธรรมเกษตร คือ เมืองที่ประชาชนปกครองตนเอง ด้วยความเสมอภาค เสมอธรรม ดำรงวิถีเกษตรอินทรีย์ มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ การศึกษาที่เกื้อหนุน บุญฮีตครองนำให้มั่นยืน” โดยมีการดำเนินงาน 3 ยุทธศาสตร์ คือ

1. สร้างพื้นที่ปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมจริง ซึ่งทำทั้งเชิงประเด็น 7 ประเด็น 1) ระบบสังคมการศึกษาเด็ก เยาวชน และครอบครัว 2) ด้านศาสนาและวัฒนธรรม 3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ ที่ดินที่อยู่ 4) การจัดระบบสุขภาพ 5) ระบบเศรษฐกิจ เกษตรอินทรีย์ 6) ระบบการเมือง และ 7) การพัฒนาในด้านอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการทำแผนไปสู่เมืองธรรมเกษตรเชิงพื้นที่ 63 ตำบล/เทศบาล จะมีการทำแผนการพัฒนาจากทุกตำบล และทำแผนจังหวัด 1 แผน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อให้ประชาชนคนอำนาจเจริญได้กำหนดอนาคตตนเอง เสนอสิ่งที่ต้องการกับหน่วยงานทั้งในระดับจังหวัดและตำบล

2. การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ขยายความเข้าใจให้กับประชาชนทั้งจังหวัด ผ่านสภากลาง พื้นทีเรียนรู้การทำงานร่วมกันของคนอำนาจเจริญที่ทุกฝ่ายมาร่วมกัน

3. ใช้ธรรมนูญเครื่องมือเคลื่อนสำนึก ทำให้เกิดการจัดการปัญหาของตนเอง ประกาศเป้าหมายร่วมกันคนอำนาจ สร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ ต้นปี 2558 จะพัฒนากฎหมายที่เกิดจากคนอำนาจ แต่เป็นกฏหมายเพื่อการคุ้มครองวิถีชีวิตคนอำนาจ ไม่ใช่กฎหมายแบบเดิมที่ถูกออกแบบมาปกครองคนอำนาจ จากนั้นอีก 3 ปี จะพัฒนาตัวชี้วัดในการมุ่งสู่เมืองธรรมเกษตร ต่อไป  

“จิตของคนที่ไม่คิดเบียดเบียน คือจิตของคนมีความสุข คือฐานคิดเดิมของคนอำนาจ” นายชาติวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

 

วางเข็มมุ่ง “แผนพัฒนาภาคประชาชนคนอำนาจเจริญ”

Amnatd04นายวิรัตน์ สุขกุล คณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าให้ฟังว่า เป็นความมุ่งหวังร่วมกันจากคนรุ่นก่อนๆ ที่อยากเปลี่ยนสังคมให้เป็นธรรม และนักพัฒนาที่อยากเห็นบ้านตัวเองเจริญ ถ้า คสช.จะคืนความสุขให้กับประชาชน ถ้าจะคืนได้ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้จังหวัดจัดการตนเอง ให้คนอำนาจเจริญสร้างเมืองธรรมเกษตรวันนี้เรายังไปไม่ถึงแต่นั่นเป็นสิ่งที่มุ่งหวัง มีแผน มีขั้นตอน มีวิธีการที่คิดเตรียมพร้อม ทำให้ภาคประชาชนมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับราชการ จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ราษฎร์กับรัฐ

มีความเชื่อว่าจะเป็นความจริง เรามีธรรมนูญของตนเอง เรามีสภาหมู่บ้าน 400 กว่า จาก 600 / มีสภากลางระดับตำบล วงหารือบ้านวัดโรงเรียนทุกตำบล (สภาพัฒนาตำบล) ความเชื่อว่ากลไกเหล่านี้จะสร้างปัญญาให้กับประชาชน ที่ป่านมาเราประกาศธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ ในปี 2555 ทุกหมู่บ้านตำบลต้องนำไปปฏิบัติการ ตั้งเป้าปี 2558 พื้นที่รูปอย่างน้อย 30 ตำบล เป็นพื้นที่อ้างอิงการจัดการตนเอง

นายวิรัตน์ พูดต่อว่า นอกจากภาคีการพัฒนาต่างร่วมสนับสนุนการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ผ่านมาข้อเสนอของภาคประชาชนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็มีการตอบรับสนับสนุน ในหลายๆด้านทั้งทุน ล่าสุดให้งบสนับสนุน 1 ล้านบาท เพื่อการจัดทำแผนทั้ง 63 ตำบล

ซึ่งการจัดทำแผนพัฒนาในครั้งนี้ จะมีเนื้อหาทั้งแผนพัฒนาที่ประชาชนดำเนินการเอง และแผนที่เสนอหน่วยงานในระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่ “อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร” ใน 20 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มดำเนินการจัดเวทีทำความเข้าใจการสำรวจจัดเก็บข้อมูล ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2557 โดยมีทีมอาสาสมัครเยาวชนลงเก็บข้อมูลในแต่ละหมู่บ้าน นำเข้าโปรแกรม ประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูล และสะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่เวทีระดับตำบล จนนำไปสู่เวทีรับรองแผนพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญในเดือนตุลาคม 2557 ต่อจากนั้นจะจัดเวทีประกาศแผนฯในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งจะมีประชาชนคนอำนาจเจริญเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประมาณ 30,000 คน โดยจะจัดตั้งกลไกภาคประชาชนในการติดตาม ประเมินผลสู่การปฏิบัติต่อไป

 

จากงานข้อมูลสู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาในพื้นที่

Amnatd05ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) กล่าวว่า ข้อมูลคือสิ่งที่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่ในแง่มุมบางอย่างซึ่งเราไม่สัมผัสได้โดยตรง บางอย่างเราเห็นรู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่บางเรื่องถ้าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเราอาจคิดเป็นเรื่องปกติ แต่พอเราเก็บข้อมูลวิเคราะห์ก็จะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เหมือนร่างกายเรารู้ว่าไม่สบายแต่ไม่รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงไหน พอได้ข้อมูลวัดอุณหภูมิเราก็จะรู้ว่าเป็นไข้หรือไม่ หรือบางอย่างต้องเอาไปตรวจเชื้อต่อ เป็นต้น

การมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นอาจทำให้เรารู้ว่ามีบางเรื่องต้องคิดแล้วเราต้องจัดการแล้ว ยกตัวอย่างที่ ต.ไก่คำ อ.เมือง จะพบว่าเรื่องเบาหวานจะทิ้งไว้ไม่ได้แล้ว เราอาจรู้ว่าคนนั้นเป็นคนนี้เป็น แต่ไม่รู้ว่าภาพรวมเป็นอย่างไร หรือว่าเวลาทำนาเราก็ไปทำนาแต่เราไม่รู้ว่ามีคน ต.ไก่คำ 35 เปอร์เซ็นไม่มีงานทำ หลังจากฤดูกาลผลิต เป็นเหตุให้เราคิดว่าแล้วเราจะนำพลังที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นข้อมูลจะทำให้การจัดการตนเองครบถ้วนรอบด้าน ไม่หลงลืมบางอย่างที่เราอาจลืม หรือเราจะเจาะลึกในเรื่องข้าว เราจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลในการวางแผนเพื่อให้การผลิตข้าวได้ดีขึ้น ที่ ต.ไก่คำอาจต้องเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน เรื่องการตลาด การจัดการน้ำ การแก้ปัญหาเบาหวาน ต้องมาสังเคราะห์ความรู้บวกประสบการณ์ไล่ไปทีละเรื่องๆ ซึ่งสามารถไปเรียนรู้ในจังหวัดใกล้เคียงได้

จังหวะต่อไปจะทำเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เป็น Application ที่ให้พื้นที่สามารถจัดเก็บได้ด้วยตัวเอง ตั้งคำถามเองได้ นอกจากคำถามส่วนกลาง ประมวลผลได้รวดเร็ว เก็บข้อมูลเช้าเย็นรู้ผลช่วยให้ตรวจสอบข้อมูล และนำไปใช้ได้ ดร.เดชรัตน์ กล่าว

 

หน่วยงานหนุนเสริม ต้องหนุนเปิดพื้นที่เชิงนโยบาย

Amnatd06นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การเชื่อมโยงความร่วมมือของภาคีหลายภาคส่วนในการพัฒนา โดยยึดชุมชนหรือพื้นที่เป็นตัวตั้งเป็นเรื่องที่ พอช.ต้องการเห็นอยู่แล้ว ที่จังหวัดอำนาจเจริญนั้นสถานะปัจจุบันมีแกนนำที่เข้มแข็งมีพัฒนาการมายาวนาน และคิดว่าไปได้ แต่ต้องหาวิธีที่จะต่อเชื่อมกับนโยบาย ซึ่งต้องใช้พลังร่วม หน่วยงานต้องเข้าไปเสริมไม่งั้นจะเกิดความนิ่งเนื่องจากภารกิจงานที่ต้องตอบโจทย์งบประมาณ เมื่อข้างบนลงมากดทับ ด้านล่างก็ไม่มีทางขึ้นจะอาการจะเกิดความนิ่งแต่อำนาจเจริญยังมีการขยับในระดับพื้นที่ต่อเนื่อง

การสร้างระบบข้อมมูลที่ไม่ใช่ตอบข้อมูลโครงการ แต่เป็นข้อมูลที่ชี้วัดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร ทรัพยากรป่าดินน้ำมีการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมหรือไม่ หรือแผนการพัฒนาของชาวบ้านได้รับการตอบรับในระดับจังหวัดหรือไม่ การตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ชี้ขาดที่ข้อมูล การเข้ามาเป็นกรรมการกำกับทิศทางแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) หรือการเชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นโยบายสาธารณะเป็นต้น ซึ่งการเข้ามาหนุนเสริมของหน่วยงานภาคีเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องเท่าเทียม ไม่ครอบงำ ทำแทน  ไม่ชี้นำเป็นเพื่อนประคับประคองกันไป

นายพลากร กล่าวต่อว่า ซึ่งอำนาจเจริญต้องผสมผสานพลังการจัดการร่วมทุกจุด ตำบลจัดการร่วมอย่างไร จังหวัดสร้างการจัดการร่วมอย่างไร การผลักดันแผนยุทธศาสตร์การจัดการตนเองต้องผ่านการรวมพลัง พอช.ในฐานะพี่เลี้ยงที่ใกล้ชิดต้องเชื่อมโยงสานพลัง ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านออกแบบอย่างเดียว โดยเราไม่ออกแบบร่วมด้วย

การจัดการตนเอง หรือการมีและใช้อำนาจด้วยตัวของประชาชน ไม่ใช่ในทางการเมือง แต่เป็นอำนาจในการตัดสินใจ โดยชาวบ้านอาศัยข้อมูล ซึ่งกระบวนการเนื้อหาที่อำนาจเจริญมีการทำสวัสดิการ มีจัดการที่ดิน มีสภาองค์กรชุนชน เกิดการขยับในระดับข้างล่าง ทำไปด้วยตัดสินใจได้ด้วย คุยกับใครด้วยความมั่นใจ ประเด็นคือต้องเรียกร้องการเปืดของข้างบน การเปลี่ยนการตัดสินใจที่รวมศูนย์ อาจจะเชื่อมโยงสร้างความเข้าใจกับนโยบาย

ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เป็นเรื่องร่วมที่ พอช.ก็อยากทำ แผนชุมชน ในระดับต่างๆ แผนที่ชาวบ้านคิดในระดับตำบล ในระดับจังหวัด เอาโจทย์ข้างล่างตั้ง ถ้าสามารถออกแบบให้อยู่ในสถาบันพื้นฐาน คิดระบบที่จะทำจากตัวเขาเอง จะเป็นพลัง ข้อมูลจะเปลี่ยนเสริมพลังชาวบ้านให้ขึ้นมา

“เพราะความหลากหลาย คือการปฏิรูป ตัวตนเอกลักษณ์ความหลากหลายที่แตกต่างกันไป” นายพลากร กล่าวในตอนท้าย

---------------------------------------------------------------

เรียบเรียงจากเวทีประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ครั้งที่ 1/2557 มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) สัญจรสู่เมืองธรรมเกษตรอำนาจเจริญ วันที่ 29-30 มิถุนายน 2557 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ และโรงแรมฝ้ายขิด จ.อำนาจเจริญ

ซึ่งมีการลงพื้นที่เรียนรู้วิถีเศรษฐกิจ-ชีวิต 5 เส้นทางสู่การออกแบบโจทย์การพัฒนาข้อมูลเพื่อการวางแผน 1) ระบบข้อมูลระดับตำบลสู่การวางแผนการพัฒนา ต.ไก่คำ อ.เมือง 2) ระบบเศรษฐกิจข้าวอินทรีย์กลุ่มเกษตรอินทรีย์สู่สากล บ้านโนนค้อทุ่ง ต.โพนเมืองน้อย อ.หัวตะพาน 3) แปรพืชหัวไร่ปลายนาสู่ยาสมุนไพรศูนย์แพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพนา ต.พระเหลา อ.พนา 4) เศรษฐกิจที่คาดไม่ถึงและเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู ต.โคกสาร อ.ชานุมาน และ 5) การจัดการน้ำในไร่นาหัวใจของวิถีชาวนา “มีหวัง หรือสิ้นหวัง” ต.คำพระ อ.หัวตะพาน

 

 

ย้อนรอยฅนอำนาจเจริญ ก่อนจะถึงเมืองธรรมเกษตรใน 20 ปี

รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน

 

ฅนอำนาจเจริญดิ้นรนต่อสู่กับความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมมาอย่างต่อเนื่อง” คำบอกเล่าของนายชาติวัฒน์ ร่วมสุข คณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ ที่เล่าถึงพัฒนาการของภาคประชาชนฅนอำนาจเจริญว่า พัฒนาการภาคประชาชนฅนอำนาจเจริญมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน สามารถแบ่งช่วงออกได้เป็น 9 ระยะด้วยกัน

ยุคแรกช่วงปี 2516-2519 เป็นยุคของการแสวงหาสังคมที่เท่าเทียมคนอำนาจเจริญบางส่วนเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทย ต่อมาในระยะที่ 2 ช่วงปี 2520-2543 การเปิดพื้นที่สำหรับองค์กรชุมชนโดยการสนับสนุนขององค์กรรัฐต่อเนื่องมาถึงกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ระยะที่ 3 ช่วงปี 2544-2546 ช่วงการก่อตัวรวมกลุ่มร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) โดยใช้แนวทาง “การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น” ระยะที่ 4 ช่วงปี 2547-2549 การพัฒนากลไกขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดและเชิงประเด็น

นายชาติวัฒน์ เล่าต่อว่า ระยะที่ 5 ช่วงปี 2550-2551 มุ่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ระยะที่ 6 ช่วงปี 2551-2552 ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ระยะที่ 7 เดินหน้าจังหวัดนำร่องประชาธิปไตยชุมชน พื้นที่จัดการตนเอง ช่วงปี 2553-2554

“หลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง มีการสรุปกันว่าการบูรณาการกับภาครัฐไม่เป็นจริง ที่ผ่านมาทำงานไม่สำเร็จ จึงมองหารากเหง้าค้นพบใน 2 เรื่อง โครงสร้างอำนาจรัฐมีปัญหาจากการรวมศูนย์อำนาจ การแก้ปัญหาใดๆที่เกี่ยวข้องกับคนอำนาจเจริญแท้จริงแล้วอำนาจอยู่ส่วนกลางจากการทับถมของปัญหา ที่ต้องพึ่งพาคนภายนอกตลอดทำให้สำนึกของพี่น้องเปลี่ยนไป แรกเริ่มเรามุ่งแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างรัฐ ได้มีการไปศึกษาดูงานเชียงใหม่จัดการตนเอง ซึ่งเราเองก็อยากเห็นอำนาจเจริญจัดการตนเอง”

แต่เมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่งมีการสรุปว่าการแก้ในเชิงโครงสร้างไปไม่ได้ จึงมุ่งไปที่การฟื้นสำนึกของพี่น้องประชาชน จึงกลับมาสำรวจความรู้ สำรวจทุนทางสังคมในช่วงยุคที่ 8 หลัง 2555 เป็นต้นมาเริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกอย่าง สช. สกว. พอช. สพม. ฯลฯ มากขึ้น เมื่อเกิดชุดความรู้ จึงเคลื่อนงานผ่านสภาองค์กรชุมชนเปิดเวทีระดมความเห็นพี่น้อง เปิดเวทีระดับหมู่บ้าน สังเคราะห์ข้อมูล และกลับไปคืนข้อมูลในเวทีระดับตำบลเพื่อทบทวนความมุ่งหวัง ข้อตกลง จนนำไปสู่การประกาศ “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ มุ่งสู่การจัดการตนเอง” เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ที่มีคนอำนาจเจริญกว่า 15,000 คน มาแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ นายชาติวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนสำนึกพี่น้องประชาชน เมื่อผ่านไประยะหนึ่งพบปัญหาว่ายังคงเคลื่อนอย่างสะเปะสะปะ จึงขบคิดว่าทำอย่างไรสิ่งที่เป็นนามธรรม “คนอำนาจเจริญอยู่เย็นเป็นสุข” นั้นมีรูปธรรมหน้าตาเป็นอย่างไร จึงเปิดเวทีระดมความคิดเห็นซึ่งความต้องการของคนอำนาจเจริญ อยากเห็นเป็นเมืองเกษตร เป็นเมืองธรรมะ เลยตั้งเป้าหมายใหม่ว่าอีก 20 ปี เราจะเดินไปให้ถึง “เมืองธรรมเกษตร” ซึ่งเป็นยุคที่ 9 ตั้งแต่ 18 มีนาคม 2556 ที่จัดงานประกาศ “ตุ้มโฮม ฮ่วมแฮงผลักดันอำนาจเจริญสู่เมืองธรรมเกษตร” เป็นต้นมา โดยนิยามความหมายไว้ว่า “เมืองแห่งธรรมเกษตร คือ เมืองที่ประชาชนปกครองตนเอง ด้วยความเสมอภาค เสมอธรรม ดำรงวิถีเกษตรอินทรีย์ มีธรรมชาติที่สมบูรณ์ การศึกษาที่เกื้อหนุน บุญฮีตครองนำให้มั่นยืน” โดยมีการดำเนินงาน 3 ยุทธศาสตร์ คือ

1. สร้างพื้นที่ปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมจริง ซึ่งทำทั้งเชิงประเด็น 7 ประเด็น 1) ระบบสังคมการศึกษาเด็ก เยาวชน และครอบครัว 2) ด้านศาสนาและวัฒนธรรม 3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ ที่ดินที่อยู่ 4) การจัดระบบสุขภาพ 5) ระบบเศรษฐกิจ เกษตรอินทรีย์ 6) ระบบการเมือง และ 7) การพัฒนาในด้านอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการทำแผนไปสู่เมืองธรรมเกษตรเชิงพื้นที่ 63 ตำบล/เทศบาล จะมีการทำแผนการพัฒนาจากทุกตำบล และทำแผนจังหวัด 1 แผน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อให้ประชาชนคนอำนาจเจริญได้กำหนดอนาคตตนเอง เสนอสิ่งที่ต้องการกับหน่วยงานทั้งในระดับจังหวัดและตำบล

2. การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ขยายความเข้าใจให้กับประชาชนทั้งจังหวัด ผ่านสภากลาง พื้นทีเรียนรู้การทำงานร่วมกันของคนอำนาจเจริญที่ทุกฝ่ายมาร่วมกัน

3. ใช้ธรรมนูญเครื่องมือเคลื่อนสำนึก ทำให้เกิดการจัดการปัญหาของตนเอง ประกาศเป้าหมายร่วมกันคนอำนาจ สร้างสำนึกความเป็นเจ้าของ ต้นปี 2558 จะพัฒนากฎหมายที่เกิดจากคนอำนาจ แต่เป็นกฏหมายเพื่อการคุ้มครองวิถีชีวิตคนอำนาจ ไม่ใช่กฎหมายแบบเดิมที่ถูกออกแบบมาปกครองคนอำนาจ จากนั้นอีก 3 ปี จะพัฒนาตัวชี้วัดในการมุ่งสู่เมืองธรรมเกษตร ต่อไป  

“จิตของคนที่ไม่คิดเบียดเบียน คือจิตของคนมีความสุข คือฐานคิดเดิมของคนอำนาจ” นายชาติวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

 

วางเข็มมุ่ง “แผนพัฒนาภาคประชาชนคนอำนาจเจริญ”

นายวิรัตน์ สุขกุล คณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เล่าให้ฟังว่า เป็นความมุ่งหวังร่วมกันจากคนรุ่นก่อนๆ ที่อยากเปลี่ยนสังคมให้เป็นธรรม และนักพัฒนาที่อยากเห็นบ้านตัวเองเจริญ ถ้า คสช.จะคืนความสุขให้กับประชาชน ถ้าจะคืนได้ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้จังหวัดจัดการตนเอง ให้คนอำนาจเจริญสร้างเมืองธรรมเกษตรวันนี้เรายังไปไม่ถึงแต่นั่นเป็นสิ่งที่มุ่งหวัง มีแผน มีขั้นตอน มีวิธีการที่คิดเตรียมพร้อม ทำให้ภาคประชาชนมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับราชการ จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ราษฎร์กับรัฐ

มีความเชื่อว่าจะเป็นความจริง เรามีธรรมนูญของตนเอง เรามีสภาหมู่บ้าน 400 กว่า จาก 600 / มีสภากลางระดับตำบล วงหารือบ้านวัดโรงเรียนทุกตำบล (สภาพัฒนาตำบล) ความเชื่อว่ากลไกเหล่านี้จะสร้างปัญญาให้กับประชาชน ที่ป่านมาเราประกาศธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ ในปี 2555 ทุกหมู่บ้านตำบลต้องนำไปปฏิบัติการ ตั้งเป้าปี 2558 พื้นที่รูปอย่างน้อย 30 ตำบล เป็นพื้นที่อ้างอิงการจัดการตนเอง

นายวิรัตน์ พูดต่อว่า นอกจากภาคีการพัฒนาต่างร่วมสนับสนุนการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ผ่านมาข้อเสนอของภาคประชาชนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ก็มีการตอบรับสนับสนุน ในหลายๆด้านทั้งทุน ล่าสุดให้งบสนับสนุน 1 ล้านบาท เพื่อการจัดทำแผนทั้ง 63 ตำบล

ซึ่งการจัดทำแผนพัฒนาในครั้งนี้ จะมีเนื้อหาทั้งแผนพัฒนาที่ประชาชนดำเนินการเอง และแผนที่เสนอหน่วยงานในระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่ “อำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตร” ใน 20 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มดำเนินการจัดเวทีทำความเข้าใจการสำรวจจัดเก็บข้อมูล ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2557 โดยมีทีมอาสาสมัครเยาวชนลงเก็บข้อมูลในแต่ละหมู่บ้าน นำเข้าโปรแกรม ประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูล และสะท้อนข้อมูลคืนกลับสู่เวทีระดับตำบล จนนำไปสู่เวทีรับรองแผนพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญในเดือนตุลาคม 2557 ต่อจากนั้นจะจัดเวทีประกาศแผนฯในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งจะมีประชาชนคนอำนาจเจริญเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประมาณ 30,000 คน โดยจะจัดตั้งกลไกภาคประชาชนในการติดตาม ประเมินผลสู่การปฏิบัติต่อไป

 

จากงานข้อมูลสู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาในพื้นที่

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) กล่าวว่า ข้อมูลคือสิ่งที่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่ในแง่มุมบางอย่างซึ่งเราไม่สัมผัสได้โดยตรง บางอย่างเราเห็นรู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่บางเรื่องถ้าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลเราอาจคิดเป็นเรื่องปกติ แต่พอเราเก็บข้อมูลวิเคราะห์ก็จะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เหมือนร่างกายเรารู้ว่าไม่สบายแต่ไม่รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงไหน พอได้ข้อมูลวัดอุณหภูมิเราก็จะรู้ว่าเป็นไข้หรือไม่ หรือบางอย่างต้องเอาไปตรวจเชื้อต่อ เป็นต้น

การมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นอาจทำให้เรารู้ว่ามีบางเรื่องต้องคิดแล้วเราต้องจัดการแล้ว ยกตัวอย่างที่ ต.ไก่คำ อ.เมือง จะพบว่าเรื่องเบาหวานจะทิ้งไว้ไม่ได้แล้ว เราอาจรู้ว่าคนนั้นเป็นคนนี้เป็น แต่ไม่รู้ว่าภาพรวมเป็นอย่างไร หรือว่าเวลาทำนาเราก็ไปทำนาแต่เราไม่รู้ว่ามีคน ต.ไก่คำ 35 เปอร์เซ็นไม่มีงานทำ หลังจากฤดูกาลผลิต เป็นเหตุให้เราคิดว่าแล้วเราจะนำพลังที่มีอยู่ไปก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นข้อมูลจะทำให้การจัดการตนเองครบถ้วนรอบด้าน ไม่หลงลืมบางอย่างที่เราอาจลืม หรือเราจะเจาะลึกในเรื่องข้าว เราจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลในการวางแผนเพื่อให้การผลิตข้าวได้ดีขึ้น ที่ ต.ไก่คำอาจต้องเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน เรื่องการตลาด การจัดการน้ำ การแก้ปัญหาเบาหวาน ต้องมาสังเคราะห์ความรู้บวกประสบการณ์ไล่ไปทีละเรื่องๆ ซึ่งสามารถไปเรียนรู้ในจังหวัดใกล้เคียงได้

จังหวะต่อไปจะทำเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เป็น Application ที่ให้พื้นที่สามารถจัดเก็บได้ด้วยตัวเอง ตั้งคำถามเองได้ นอกจากคำถามส่วนกลาง ประมวลผลได้รวดเร็ว เก็บข้อมูลเช้าเย็นรู้ผลช่วยให้ตรวจสอบข้อมูล และนำไปใช้ได้ ดร.เดชรัตน์ กล่าว

 

หน่วยงานหนุนเสริม ต้องหนุนเปิดพื้นที่เชิงนโยบาย

นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การเชื่อมโยงความร่วมมือของภาคีหลายภาคส่วนในการพัฒนา โดยยึดชุมชนหรือพื้นที่เป็นตัวตั้งเป็นเรื่องที่ พอช.ต้องการเห็นอยู่แล้ว ที่จังหวัดอำนาจเจริญนั้นสถานะปัจจุบันมีแกนนำที่เข้มแข็งมีพัฒนาการมายาวนาน และคิดว่าไปได้ แต่ต้องหาวิธีที่จะต่อเชื่อมกับนโยบาย ซึ่งต้องใช้พลังร่วม หน่วยงานต้องเข้าไปเสริมไม่งั้นจะเกิดความนิ่งเนื่องจากภารกิจงานที่ต้องตอบโจทย์งบประมาณ เมื่อข้างบนลงมากดทับ ด้านล่างก็ไม่มีทางขึ้นจะอาการจะเกิดความนิ่งแต่อำนาจเจริญยังมีการขยับในระดับพื้นที่ต่อเนื่อง

การสร้างระบบข้อมมูลที่ไม่ใช่ตอบข้อมูลโครงการ แต่เป็นข้อมูลที่ชี้วัดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร ทรัพยากรป่าดินน้ำมีการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมหรือไม่ หรือแผนการพัฒนาของชาวบ้านได้รับการตอบรับในระดับจังหวัดหรือไม่ การตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ชี้ขาดที่ข้อมูล การเข้ามาเป็นกรรมการกำกับทิศทางแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) หรือการเชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นโยบายสาธารณะเป็นต้น ซึ่งการเข้ามาหนุนเสริมของหน่วยงานภาคีเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องเท่าเทียม ไม่ครอบงำ ทำแทน  ไม่ชี้นำเป็นเพื่อนประคับประคองกันไป

นายพลากร กล่าวต่อว่า ซึ่งอำนาจเจริญต้องผสมผสานพลังการจัดการร่วมทุกจุด ตำบลจัดการร่วมอย่างไร จังหวัดสร้างการจัดการร่วมอย่างไร การผลักดันแผนยุทธศาสตร์การจัดการตนเองต้องผ่านการรวมพลัง พอช.ในฐานะพี่เลี้ยงที่ใกล้ชิดต้องเชื่อมโยงสานพลัง ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านออกแบบอย่างเดียว โดยเราไม่ออกแบบร่วมด้วย

การจัดการตนเอง หรือการมีและใช้อำนาจด้วยตัวของประชาชน ไม่ใช่ในทางการเมือง แต่เป็นอำนาจในการตัดสินใจ โดยชาวบ้านอาศัยข้อมูล ซึ่งกระบวนการเนื้อหาที่อำนาจเจริญมีการทำสวัสดิการ มีจัดการที่ดิน มีสภาองค์กรชุนชน เกิดการขยับในระดับข้างล่าง ทำไปด้วยตัดสินใจได้ด้วย คุยกับใครด้วยความมั่นใจ ประเด็นคือต้องเรียกร้องการเปืดของข้างบน การเปลี่ยนการตัดสินใจที่รวมศูนย์ อาจจะเชื่อมโยงสร้างความเข้าใจกับนโยบาย

ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เป็นเรื่องร่วมที่ พอช.ก็อยากทำ แผนชุมชน ในระดับต่างๆ แผนที่ชาวบ้านคิดในระดับตำบล ในระดับจังหวัด เอาโจทย์ข้างล่างตั้ง ถ้าสามารถออกแบบให้อยู่ในสถาบันพื้นฐาน คิดระบบที่จะทำจากตัวเขาเอง จะเป็นพลัง ข้อมูลจะเปลี่ยนเสริมพลังชาวบ้านให้ขึ้นมา

“เพราะความหลากหลาย คือการปฏิรูป ตัวตนเอกลักษณ์ความหลากหลายที่แตกต่างกันไป” นายพลากร กล่าวในตอนท้าย

 

---------------------------------------------------------------

เรียบเรียงจากเวทีประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล ครั้งที่ 1/2557 มูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.) สัญจรสู่เมืองธรรมเกษตรอำนาจเจริญ วันที่ 29-30 มิถุนายน 2557 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ และโรงแรมฝ้ายขิด จ.อำนาจเจริญ

 

ซึ่งมีการลงพื้นที่เรียนรู้วิถีเศรษฐกิจ-ชีวิต 5 เส้นทางสู่การออกแบบโจทย์การพัฒนาข้อมูลเพื่อการวางแผน

1) ระบบข้อมูลระดับตำบลสู่การวางแผนการพัฒนา ต.ไก่คำ อ.เมือง 2) ระบบเศรษฐกิจข้าวอินทรีย์กลุ่มเกษตรอินทรีย์สู่สากล บ้านโนนค้อทุ่ง ต.โพนเมืองน้อย อ.หัวตะพาน 3) แปรพืชหัวไร่ปลายนาสู่ยาสมุนไพรศูนย์แพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพนา ต.พระเหลา อ.พนา 4) เศรษฐกิจที่คาดไม่ถึงและเศรษฐกิจแบบฟื้นฟู ต.โคกสาร อ.ชานุมาน และ 5) การจัดการน้ำในไร่นาหัวใจของวิถีชาวนา “มีหวัง หรือสิ้นหวัง” ต.คำพระ อ.หัวตะพาน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter