พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 787

 

People01สถานการณ์ด้านการเมืองมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งเรื่องที่ประชาชนทุกกลุ่มให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ การนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยการคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่า ทางคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ได้มอบหมายให้ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รับผิดชอบร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งนอกจากจะปรับเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย การมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว สิ่งที่หลายคนคาดหวังให้เกิดขึ้นนั้นก็คือ การมีองค์กรขึ้นมารับผิดชอบเรื่องการปฏิรูปประเทศ และเป็นองค์กรที่จะต้องมีผลผูกพันตามกฏหมาย ว่าข้อเสนอในการปฏิรูป รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต่อไปจะต้องนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง คาดว่าการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวน่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน

อย่างไรก็ดี กระแสของการปฏิรูปประเทศได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ประมาณเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งมีหลายๆ องค์กรพยายามที่จะจัดกระบวนการเพื่อจัดทำข้อเสนอมาอย่างต่อเนื่องตลอด 6-7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งต่างก็ต้องการผลักดันให้ปัญหาที่ตนเองทำงานเกี่ยวข้องอยู่นั้นได้รับการปฏิรูปไปในทิศทางดีขึ้น ดังนั้นการมีองค์กรเกี่ยวกับการปฏิรูปขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้ ทุกภาคส่วนจึงถือเป็นโอกาสอันสำคัญ

เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป หรือ คชสป. เกิดจากการรวมตัวของแกนนำองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม ที่ทำงานพัฒนากับชุมชนฐานราก จำนวน 15,772 องค์กรทั่วประเทศ เช่น สภาองค์กรชุมชนตำบล 4,300 ตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน 5,500 ตำบลองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  ชาติพันธุ์คนชายขอบ องค์กรการเงินและเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น ก็มองว่านี่คือโอกาสของชุมชนเช่นกันเพราะองค์กรชุมชนเหล่านี้มีประสบการณ์งานพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการทำกิจกรรม “เพื่อการพึ่งตนเอง” ในขอบเขตระดับชุมชนและหมู่บ้าน ได้พัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานยกระดับไปสู่การ”จัดการตนเอง” มีเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากฐานราก โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก มีภาคีนักพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่เป็นองค์กรสนับสนุน ซึ่งการพัฒนาเช่นนี้ คือ “การปฏิรูป” นั่นเอง ปัจจุบันมีพื้นที่รูปธรรมความสำเร็จของการปฏิรูปดังกล่าว เกิดขึ้นทั่วประเทศและทุกประเด็นปัญหาที่องค์กรชุมชนและภาคีพัฒนาต่าง ๆ ร่วมกันดำเนินงาน

คชสป ได้มีการจัดระดมความคิดเห็น จากเครือข่าย ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป หลายประการ อาทิ

1. คชสป. เห็นว่าสาเหตุของความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ตลอดจนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นเพราะอำนาจทุกอย่างมีการรวมศูนย์อย่างเบ็ดเสร็จไว้ที่รัฐส่วนกลาง ดังนั้นยุทธศาสตร์ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาดังกล่าวได้ คือ “กระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นได้ปกครองตนเอง” โดยการเสนอให้มีการตรา “พรบ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง” ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และลดอำนาจการบริหารส่วนกลางให้เหลือเพียงสี่ประการ คือ เงินตรา การต่างประเทศศาล และความมั่นคงของราชอาณาจักร

          ร่าง พรบ.การบริหารจังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ.... ได้ทำการยกร่าง โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ มีสาระสำคัญ คือ ให้มีการเลือกผู้บริหารจังหวัดโดยตรงจากประชาชน มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีเอง และจัดสรรภาษีส่งให้รัฐส่วนกลาง ไม่เกินร้อยละ 30มีอำนาจในการบริหารจัดการรวมทั้งออกข้อบัญญัติเพื่อให้เกิดการรักษาดูแล จัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ (นอกเหนือจาก 4 เรื่อง ที่เป็นอำนาจของรัฐส่วนกลาง) โดยท้องถิ่นเองภายใต้การกำกับ ตรวจสอบและถ่วงดุลโดยสภาพลเมืองของแต่ละจังหวัด/ท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาในแต่ละด้าน ตรงกับความต้องการและสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น

2. เรื่องที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เนื่องจากอำนาจในการจัดการรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง และหลายกระทรวง ซึ่งไม่มีการประสานการทำงานกัน ทำให้การถือครองที่ดินไม่เป็นธรรม ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่าประชาชนร้อยละ 90 ถือครองที่ดินเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่/คนในขณะที่ ประชาชนร้อยละ 10 ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่/คน ส่งผลให้มีที่ดินร้อยละ 70 ของทั้งประเทศ ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 130,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ 75 ล้านไร่ หรือร้อยละ 70 อยู่ในมือคนเพียง 5% ในขณะที่คนจน 15 ล้านคน ถือครองที่ดินเฉลี่ยคนละ 28 ตารางวา เท่านั้น

          จากความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดินดังกล่าว คชสป. จึงเสนอให้มี  พรบ.เกี่ยวกับที่ดิน 4 ฉบับ คือ

1) ร่าง พรบ.ว่าด้วยสิทธิชุมชน ในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... หรือโฉนดชุมชน เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนจำนวน  1.2 ล้านครอบครัว ที่อยู่ในที่ดินของรัฐ ให้เกิดความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินโดยการออกเป็นโฉนดชุมชน ชุมชนต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ตามเงื่อนไขที่กำหนด2) ร่าง พรบ.ธนาคารที่ดิน พ.ศ.... เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนจนจำนวนมาก ซึ่งไม่มีที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยธนาคารที่ดินจะเวนคืน /รับซื้อที่ดิน เพื่อจัดสรรให้กับคนจน เช่า เช่าซื้อ3) ร่าง พรบ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ศ.... เพื่อให้คนที่ถือครองที่ดินไว้จำนวนมาก แต่ไม่ทำประโยชน์ (ซื้อที่ดินไว้เก็งกำไร) ปล่อยหรือขายที่ดินออกมา กล่าวคือ หากถือครองที่ดินจำนวนมากกว่า50 ไร่ /คนก็จะเสียภาษีเพิ่มในอัตราก้าวหน้า โดยภาษีที่เก็บได้ส่วนหนึ่งจะนำเข้าธนาคารที่ดิน เพื่อจัดซื้อที่ดินให้กับคนจน และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ และ 4) ร่าง พรบ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ... เพื่อให้คนจนที่มีคดีและไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสู้คดี หรือไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ระเบียบการต่าง ๆ จนถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกละเมิดสิทธิ์จากคู่กรณี ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

3. การสนับสนุนนโยบายกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยตลอดกว่า 30ปี ที่องค์กรชุมชนได้สะสมเงินของตนเองเพื่อจัดเป็นสวัสดิการให้แก่กัน ภายใต้คำขวัญ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” โดยการตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลขึ้น ต่อมาในปี 2553 รัฐบาลบรรจุเป็นนโยบายของรัฐ โดยการร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน เท่ากับเงินที่สมาชิกสมทบปีละ 365 บาท หรืออัตรา 1:1 ทำให้กองทุนมีเงินมากพอที่จะนำไปจัดเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย รวมทั้งยังนำไปสนับสนุนผู้ยากไร้ในตำบลและหนุนเสริมงานสาธารณะในตำบลได้อีกด้วย ซึ่งนโยบายดังกล่าว เป็นเรื่องงดงามที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่ส่งเสริมให้ผู้คนเอื้อเฟื้อต่อกันและเอื้อเฟื้อต่อธรรมชาติอีกด้วย อีกทั้งยังทำให้รัฐประหยัดงบประมาณเนื่องจากใช้งบประมาณไม่มาก แต่ชุมชนสามารถนำไปบริหารจัดการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ทั้งคน ธรรมชาติ และสังคมโดยรวม

          ในปี 2557 รัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว ซึ่งการยกเลิกนโยบายดี ๆเช่นนี้ ส่งผลต่อความเข้มแข็งองค์กรชุมชนโดยตรง ดังนั้นเพื่อให้สามารถสนับสนุนองค์กรชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง จึงเห็นควรยกระดับสู่นโยบายสวัสดิการชุมชนด้วยการกระจายงบประมาณเพื่อสนับสนุนกองทุนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนเครือข่ายองค์กรชุมชนรับผิดชอบด้านการสร้างเครือข่าย และความเข้มแข็งของกองทุน

4. นโยบายด้านคนชายขอบอันได้แก่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผู้ไร้สถานะผู้ไร้บ้าน หรืออื่นๆ เพื่อเป็นการขจัดความเหลื่อล้ำในสังคม จึงควรมียุทธศาสตร์ชาติในการแก้ปัญหาประชากรกลุ่มนี้อย่างจริงจัง โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ในการแก้ปัญหาประชากรกลุ่มนี้ภายใน 5 ปี รวมทั้งให้มียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาประชากรเฉพาะกลุ่มกล่าวคือให้มีการกำหนดเขตสังคมและวัฒธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง  โดยมีกฎหมายกลไกทั้งระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งงบประมาณรองรับอย่างชัดเจน และวางแนวนโยบายให้คนไร้สถานะเข้าถึงสิทธิอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วม และเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มคนไร้สถานะ

นอกจากนี้การรวมศูนย์อำนาจในการบริหารทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม สร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดได้ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการแก้ปัญหาที่ดิน จึงเสนอให้มีการเร่งรัดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว โดยการหยุดจับกุม หยุดฟ้องร้อง หยุดขับไล่ หยุดตัดฟัน และหยุดคดีเกี่ยวกับที่ดินไว้ก่อน แล้วให้ทำแนวเขตสิทธิเหนือที่ดินที่ประชาชนอาศัยทำกินในที่ดินของรัฐอยู่ก่อนให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การจัดสิทธิในที่ดินให้กับประชาชน ตามพรบ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะบังคับใช้ในภายหลังรวมทั้งเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับชุมชน ซึ่งรัฐบาลในอดีตดำเนินการไม่คืบหน้า ก็ควรที่จะได้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

          ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปข้างต้นยกร่างมาจากประสบการณ์จริงของการทำงานมาตลอด 30 ปี ที่ผ่านมาโดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปดังกล่าวได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้นอย่างขนาดใหญ่

นั่นคือความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน จะได้รับการแก้ไข ความขัดแย้งในสังคมจะลดลงอย่างมาก ประเทศไทยจะกลับไปสู่สังคมแห่งการเอื้ออาทรและสันติสุขอย่างแท้จริง

People02People03

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter