บ้านทุกหลังที่ชุมชนในพื้นที่ได้มีมติให้มีการซ่อมสร้างดูแลกันก่อนคือ บ้านของคนจนและผู้ด้อยโอกาส
นายเจริญ นวลแก้ว ชายแก่วัยหกสิบปี อยู่บ้านเลขที่56 หมู่3 ต.ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย มีอาชีพทำนา เมื่อว่างเว้นจากการทำนาเขาและภรรยาก็ทำห่อหมก ทำข้าวต้มมัด ขายในตลาด
บ้านของเขายกพื้นสูงอย่างบ้านไทยโบราณ แต่เสาทำด้วยเสาปูน วันเกิดเหตุ (5 พฤษภาคม 2557) บ้านของเขาไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหาย แต่ว่าเสาบ้านได้รับแรงสั่นสะเทือนและเปราะอยู่ข้างใน เมื่อเกิดเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อค ร่องรอยเสาบ้านก็แตกร้าวเห็นชัดเจน แต่ว่าเขาตกสำรวจไปแล้ว เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือแม้แต่บาทเดียว
เสาบ้านที่แตกร้าวทั้ง 3 เสาทำให้ครอบครัวอันประกอบไปด้วยภรรยา และ หลาน รวม 3 คน ต้องลงมาอยู่กระท่อมกับลูกชาย (ลูกชายแยกมาปลูกกระท่อมอยู่ข้างบ้าน) เมื่อมีทีมวิศวกรมาตรวจสอบ จึงบอกว่า เสาทั้งสามต้นแตกร้าวเสียหายหนัก ถือว่าเป็นบ้านสีแดง เขาไม่สามารถหาเงินมาเปลี่ยนเสาบ้านได้ เพราะลำพังรายได้ที่มีก็แค่พออยู่พอกินเท่านั้น
เมื่อมีโครงการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวจังหวัดเชียงราย โดยท้องถิ่นได้เสนอให้มีการซ่อมสร้างบ้านเขาก่อน คำตอบเดียวของลุงเจริญคือ “ผมดีใจมากครับ ผมดีใจมาก”
ลุงยืนตัวตรง เอามือแนบตัวอย่างเกร็งๆ เมื่อคนแปลกหน้ามาสอบถาม แต่แววตาของลุงบ่งบอกเหลือเกินว่าลุงดีใจจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ลุงไม่ได้ขึ้นไปอยู่อาศัยที่บ้านเลย เพราะเชียงรายยังแผ่นดินไหวทุกวัน และไม่รู้ว่าวันใดบ้านจะทรุด
ช่างชุมชนจากนครสวรรค์ 5 คนร่วมลงแรงขุดหลุมเปลี่ยนเสาต้นให้ลุง ลุงและลูกชายร่วมเป็นหนึ่งในช่างที่ช่วยกันเปลี่ยนเสาบ้านวันนั้น
อาหารมื้อเที่ยง ลุงเลี้ยงต้มยำไก่ (ซึ่งคนเหนือถือว่า อาหารอย่างลาบ หรือ ต้มยำไก่ เป็นอาหารที่ดีที่สุดของคนพื้นถิ่นเพื่อต้อนรับแขก) ถามช่างชุมชนจากนครสวรรค์ว่า “กินเป็นไหม” เพราะต้มยำไก่ของคนเหนือมีเครื่องเทศเป็นเครื่องแกง
“โอ๊ย พวกผมเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย กินเป็นหมดครับ น้ำปู๋ก็กินมาแล้ว”
ทุกคนหัวเราะ
ใช่ น้ำปู๋ ก็คืออาหารเฉพาะของคนภาคเหนือ คล้ายๆ ปลาร้า ของอีสาน หรือน้ำบูดูของภาคใต้
มิตรภาพที่อบอุ่นของคนต่างภูมิภาคได้ก่อเกิดในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้
เช่นเดียวกับบ้านของนายทองคำ สิริ ต.ป่าหุ่ง อ.พาน ซึ่งสายตาพิการข้างหนึ่ง อาศัยอยู่บ้านคนเดียว เพราะภรรยาและลูกได้ย้ายไปอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง บ้านของเขาเสาแตกร้าว (บ้านยกพื้นสูง) เขาได้รับเงินเยียวยา 500 บาท ซึ่งเขาไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้ ดังนั้น แม้จะมีปูนฟรีจากท้องถิ่นยกมาให้ แต่เขาก็ทำการซ่อมเสาไม่เป็น จนเมื่อมีทีมช่างจากนครปฐม พระนครศรีอยุธยา มาช่วย เขาจึงดีใจมาก เพราะทุกวันนี้เขานอนหลับไม่เป็นสุขกลัวบ้านจะพังลงมา
ทีมช่างซ่อมบ้านลุงทองคำมีทั้งผู้ชายผู้หญิง นางสายพิน จินพละ คือหนึ่งในกลุ่มสาวๆ (สาวเหลือน้อย) จาก จ.อยุธยา ซึ่งขันอาสามาทันทีที่ได้รับการชักชวน แม้จะเดินเหินไม่ถนัดนักเพราะรูปร่างค่อนข้างท้วม แต่พี่สายพินก็มาช่วยงานจัดการด้านเอกสาร อาหารการกินให้กับทีมช่าง แม้กระทั่งเอาเสื้อผ้าของทุกคนไปซักเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเหนื่อยน้อยที่สุด
“พอเนตร (วิศวกร พอช.) โทรมาปุ๊บ เราตกลงปั๊บ ไม่ต้องคิดมาก เราทำงานอาสาอย่างนี้มานาน คิดถึงบ้านก็มีบ้าง แต่เราอยากมาช่วยพี่น้องคนไทยที่เดือดร้อน เราเป็นคนไทยเหมือนกัน อีกอย่างเราก็ถือว่าเราได้มาเรียนรู้ด้วย ได้เปิดหูเปิดตาได้มาเห็นบ้านเมืองอื่น เรากะมา 15 วัน แล้วสิ้นเดือนก็กลับ”
ขณะที่บ้านของแม่จันทร์ บุญสูง บ้านเลขที่ 47 หมู่ 24 ต.เมืองพาน อ.พาน จ.เชียงราย เสาบ้านที่มีอายุยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งก่อด้วยปูนที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้ผุกร่อน ร่วงลงจนเห็นเหล็กเส้นข้างในขึ้นสนิมอย่างเห็นได้ชัด บ้านมีโอกาสอย่างสูงที่จะพังลง
แม่จันทร์ได้เงินเยียวยามา 2,000 บาท ลูกชายจึงช่วยกันเอาปูนมาโบกทับ แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาการซ่อมสร้างที่ถูกต้อง เมื่อทีมวิศวกรมาเห็น และสั่งว่าต้องรื้อเปลี่ยนเสาบ้าน เงินที่ซื้อปูนทรายมาโบกฉาบก็เท่ากับการละเลงเงินทิ้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็โชคดีที่การรื้อสร้างใหม่ได้รับความช่วยเหลือทั้งแรงกายและวัสดุโดยไม่ต้องหาซื้อเอง ทำให้ลูกๆ ทุกคนรู้สึกดีมากเกินจะเอ่ยเป็นคำพูดใดๆ หากแต่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเข้าร่วมทำงานกับช่างชุมชนอย่างเต็มที่
นายปิยเนตร เขตสมุทร วิศวกรที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงคนสำคัญของทีมช่างชุมชนอาสาครั้งนี้ได้กล่าวว่า “สิ่งที่เรามุ่งหวังคือ จะได้เห็นช่างชุมชนได้รับการพัฒนาศักยภาพทั้งช่างชุมชนที่เกิดขึ้นมานานและช่างชุมชนท้องถิ่นเชียงราย ขณะเดียวกันก็อยากให้พวกเขาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายต่อไป เพื่อที่วันข้างหน้าหากมีพื้นที่อื่นเดือดร้อนอย่างนี้ พวกเขาจะได้เอาแรงไปช่วยเช่นนี้อีก”
เมื่อถามว่าช่างชุมชนจะให้อะไรกับสังคมไทยได้บ้าง ปิยเนตรก็ตอบว่า “มันน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ที่จริงจิตอาสาไม่ใช่เรื่องใหม่ จิตอาสาเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยมานานแล้ว เป็นต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ทุนนิยมทำให้เรื่องนี้มันถูกกลบไปด้วยเงิน ทำให้เราต้องมาเติมส่วนนี้ พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ระบบใหญ่ๆ ได้ ถ้าเราไม่ยื่นมือสนับสนุน เราจึงอยากให้เขารวมกลุ่มกันได้และจัดระบบช่างชุมชนให้ดี เราเป็นช่างที่มองที่ความช่วยเหลือ ไม่ใช่กำไร แต่เรา (พอช.) ก็ต้องสนับสนุนเขาด้วย”
ปิยเนตรกล่าวอย่างมีความหวังและเขาก็มุ่งหวังที่จะพัฒนาช่างชุมชนให้มีศักดิ์ศรีทัดเทียมวิศวกร หรือผู้รับเหมา เพราะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของการเป็นช่างชุมชนมิใช่แค่เพียงการสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ แต่คือ “การให้” ซึ่งนั่นถือเป็นยาชันชั้นดีในยามที่สังคมเราปริร้าวลงทุกวันเช่นนี้


