สภาองค์กรชุมชนตำบล (ทั่วประเทศ 4,000 กว่าแห่ง) เสนอ คสช.ตั้งสภาพลเมือง ทำงานคู่ขนานสภาปฏิรูป เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ให้ประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต เป็นเรื่องของชาวบ้าน ของภาคประชาชน กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นให้ตำบล/จังหวัดจัดการตนเอง ปฏิรูประบบการบริหารภาครัฐ และปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านที่ดินทำกินให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ แนะ คสช.จัดตั้ง “สภาพลเมืองระดับตำบล จังหวัด ระดับชาติ” เป็นองค์กรภาคประชาชน จัดทำข้อเสนอตามความต้องการของประชาชน ติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุล การทำงานภาครัฐ ท้องถิ่น สามารถโต้แย้ง คัดค้านนโยบาย แผนการพัฒนาประเทศ หรือกฎหมายที่ส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้างได้
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 เวลาประมาณ 11.00 น. นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล พร้อมตัวแทน 12 คน ยื่นข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก จากการประมวลความคิดเห็นจากสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม จนท.ศูนย์บริการประชาชน ณ ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ
โดยข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานราก ของสภาองค์กรชุมชนมีดังนี้
1. สภาพปัญหาและความเป็นมา
ระบบการเมืองการปกครองของไทย ที่รวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง การแข่งขันทางการเมืองมีจุดหมายเพื่อแย่งชิงอำนาจ แย่งชิงประชาชน การใช้อำนาจรัฐถูกควบคุมโดยธุรกิจการเมือง กลุ่มทุนใหญ่ ทุนข้ามชาติ ออกนโยบาย กฎหมายเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุน คนใกล้ชิดและเครือข่ายพวกพ้อง มุ่งแต่ผลประโยชน์ เจตนาคอร์รัปชั่น ใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่หลากหลายของชาวบ้านกลับเพิ่มความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ สร้างความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น
2. ข้อเสนอการปฏิรูป
เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ที่คนในชุมชนฐานรากเผชิญอยู่ ทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดินทำกิน การเกษตร ความยากจน ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ ความขัดแย้งในสังคม ให้คนในชุมชนท้องถิ่นได้พัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 1/ 2557 มีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง การปกครอง ให้ประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต เป็นเรื่องของชาวบ้าน ของภาคประชาชน กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นให้ตำบล/จังหวัดจัดการตนเอง และปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้านที่ดินทำกิน ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ ดังนี้
2.1 ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครอง /กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีการแข่งขัน ลงทุนสูงในการเข้าสู่ตำแหน่ง ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในการบริหารจัดการประเทศ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้ใช้ประชาธิปไตยทางตรง ให้ประชาชนคนฐานรากมีอำนาจตัดสินใจ สามารถแก้ไขปัญหาและจัดการตนเอง ระดับตำบล จังหวัด ด้วยภูมิปัญญา ทุนชุมชน วิถีชีวิต เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ และมีส่วนร่วมการบริหารประเทศทุกระดับ
1) กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น โดยจัดตั้ง “สภาพลเมืองระดับตำบล จังหวัด ระดับชาติ” เป็นองค์กรภาคประชาชน ที่มีผู้แทนชุมชน องค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาคีพัฒนา มีอำนาจในการจัดทำข้อเสนอตามความต้องการของประชาชน ติดตาม ตรวจสอบ ถ่วงดุล การทำงานภาครัฐ ท้องถิ่น สามารถโต้แย้ง คัดค้านนโยบาย แผนการพัฒนาประเทศ หรือกฎหมายที่ส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง และเป็น 1 ใน 4 ของอำนาจอธิปไตย คือ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และ สภาพลเมือง
2) ยกระดับ “สภาองค์กรชุมชนตำบล” ที่จัดตั้งแล้ว 4,000 กว่าแห่ง ที่เป็นพื้นที่กลางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ไปสู่ “สภาพลเมืองระดับตำบล จังหวัด ชาติ” เป็นสภาคู่ขนานกับ “สภาปฏิรูป” “สภานิติบัญญัติ” โดย สภาปฏิรูป ต้องมิใช่สภาเดี่ยว ต้องฟังเสียงภาคประชาชนเรื่องการปฏิรูป และทำงานเชื่อมโยงกับสภาอื่น ที่ขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชนฐานราก อาทิ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น
2.2 ปฏิรูประบบการบริหารภาครัฐ
1) สนับสนุนภาคประชาชน องค์กรชุมชน มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ร่วมควบคุมถ่วงดุล และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งระดับปฏิบัติการและนโยบายในทุกระดับ และเพิ่มบทลงโทษที่เด็ดขาด เช่น การยึดทรัพย์ การตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นต้น และเพิ่มสิทธิชุมชน คุ้มครองสิทธิองค์กร หรือกลไกระดับฐานราก และทบทวนกฎหมายที่กระทบสิทธิชุมชน
2) ถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณภาครัฐ สู่องค์กรชุมชนและชุมชน โดยกำหนดสัดส่วนงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่น แก้ไขปัญหาพื้นฐานและพัฒนาตนเอง ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ความต้องการของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา และสร้างประชาธิปไตยชุมชน
2.3 ปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา มีการจัดการแบบเลือกปฏิบัติ นโยบายและกฎหมายบางอย่างของรัฐไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ บริบททางสังคม ทําลายระบบเกษตรแบบดั้งเดิม ส่งผลต่อชุมชนท้องถิ่น คนยากจน ผู้มีรายได้น้อย ที่ดำรงชีวิตอยู่บนฐานทรัพยากร จึงมีข้อเสนอให้ปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1) ปฏิรูปกฎหมายที่ดิน ป่าสงวน อุทยาน สวนป่าอุตสาหกรรม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิเกษตรกร การอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรม การคุ้มครองวิถีนิเวศน์วัฒนธรรม
2) ยุติการไล่รื้อ ตัดฟันทำลายผลผลิต จับกุม หยุดดำเนินคดีกับประชาชนที่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐ ที่ดินของเอกชน โดยเร่งพิสูจน์สิทธิ์ พื้นที่ทับซ้อน โดยใช้หลักฐานดั้งเดิม พิสูจน์ประวัติการครอบครองที่ดิน เพื่อคุ้มครองที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน และจัดให้มีกลไกกลางระงับข้อพิพาทและไกล่เกลี่ย รวมทั้งปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับกุมในระหว่างการแก้ปัญหากรณีพิพาท
3) กระจายอำนาจการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัยให้ชุมชนท้องถิ่น ระดับตำบล จังหวัด จัดการที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ร่วมกับภาคีภาครัฐ ท้องถิ่น ประชาสังคม วางผังเมือง ผังตำบล จัดทำแผนและประสานแผน การใช้ประโยชน์พื้นที่ การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยให้ประชาชน
4) ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อคนยากจน คนไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และมีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ คือ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ร.บ.การจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชุมชนในการจัดการที่ดิน (ป่าชุมชน) และจัดหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ครัวเรือนละอย่างน้อย 2 ไร่


