
การเดินทางมาศึกษาดูงานของคณะทำงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคตะวันตก 7 จังหวัด ในครั้งนี้ของแกนนำชุมชนจังหวัดนครปฐม เป็นการเดินทางเพื่อร่วมเรียนรู้การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดจากแมลงศัตรูมะพร้าวด้วยการเพาะแตนเบียนในการกำจัดหนอนหัวดำ ในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีแนวทางการทำงานร่วมและแก้ไขปัญหาในการจัดการภัยพิบัติจากศัตรูมะพร้าวของชาวบ้านผู้เดือดร้อนท้องที่ท้องถิ่น คือ สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้การสนับสนุนทรัพยากรคนและงบประมาณในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงการเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในตำบล
ตำบลแสงอรุณ เป็นตำบลที่เกษตรกรปลูกมะพร้าวจำหน่าย ซึ่งผลผลิตของที่นี่ส่งจำหน่ายให้กับผู้บริโภคและโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าว มะพร้าวทับสะแก เป็นพืชเศรษฐกิจ รายได้จากการขายผลผลิตหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัวมาเป็นเวลาช้านาน
นายภัทรดนัย สมศรี กำนันตำบลแสงอรุณ เล่าให้ว่า จากสวนมะพร้าวที่เคยมียอดสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาเป็นภาพที่งดงามของคนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา จากการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำหนาม กัดกินยอดอ่อนของมะพร้าว ในปี 2550 ต้นมะพร้าวแต่ละต้นยอดไหม้และแห้งตายในที่สุด และสำหรับต้นที่ยังไม่ตายก็ไม่มีผลผลิตให้กับเกษตรกร เกษตรกรหลายรายจำเป็นต้องตัดสินใจตัดต้นมะพร้าวเพื่อขายต้นให้กับโรงไม้แปรรูป หลังจากตัดต้นขายแล้ว ต้องปลูกทดแทนใหม่กว่าจะได้ผลผลิตต้องรอคอยเป็นเวลาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิตเพื่อจำหน่าย ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงอยู่ของเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพราะเคยชืนต่อการประกอบอาชีพแบบเดิม ๆ
“หลังจากที่เกิดปัญหาหนอนหัวดำระบาดในพื้นที่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีการหารือถึงปัญหาดังกล่าว และมีการวิเคราะห์ร่วมกันถึงวิธีการในการจัดการปัญหาร่วมกัน และสิ่งที่พวกเราคำนึงถึงก็คือความเป็นเอกลักษณ์ ความมีชื่อเสียงของมะพร้าวทับสะแก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน สุดท้ายเราก็เลือกวิธีการแก้ไขปัญหาที่คิดว่าดีที่สุดและไม่สร้างผลกระทบต่อผลผลิตของเรา ด้วยวิธีการธรรมชาติหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการเพาะตัวแตนเบียนกำจัดหนอนหัวดำ”
ปัญหาภัยพิบัติจากหนอนหัวดำระบาดทำลายต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับคนในตำบลแสงอรุณในแต่ละปี เมื่อปี 2550 หนอนหัวดำระบาดได้ทำลายต้นมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่ เป็นปัญหาที่เกษตรกรต่างวิตกกังวลว่าถ้าไม่รีบแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางอย่างแน่นอน
นายประเวศ รุ่งรัศมี หรือ กำนันแดง อดีตกำนันตำบลแสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวได้มีการค้นหาวิธีการหลากหลายในการจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดสารบีทีกำจัดหนอนหัวดำ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นำมาซึ่งความวิตกกังวลมากขึ้น ตนจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเจ้าหน้าเกษตรเพื่อขอคำแนะนำ และได้คำแนะนำว่าให้เพาะตัวแตนเบียนมาเป็นเครื่องมือตามธรรมชาติในการกำจัดหนอนหัวดำ
ในเบื้องต้นมีเกษตรกรผู้เดือดร้อนเข้าศึกษาวิธีการเพาะตัวแตนเบียนและนำมาขยายผลกับเกษตรกรรายอื่นในหมู่บ้าน และอีกแนวทางหนึ่งในการจัดการปัญหาก็คือ การเจาะต้นมะพร้าวเพื่อใส่สาร อบาเม็ทติน ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทางสำนักงานเกษตรให้การสนับสนุนและมีทุนในการบริหารจัดการ แต่วิธีการดังกล่าว จะใช้ได้ผลกับต้นมะพร้าวที่มีความสูงประมาณ 12 เมตร โดยใส่สารอบาเม็ทตินต่อต้นจำนวน 30 cc และวิธีการนี้ห้ามใช้กับต้นมะพร้าวที่มีความสูงต่ำกว่า 12 เมตร เพราะมีผลกระทบต่อต้นมะพร้าว คือเกิดสารตกค้างในผลผลิตมะพร้าว
ปัจจุบันการเพาะตัวแตนเบียนได้ขยายครอบคลุมทั้ง 6 หมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่จะส่งคนมาเรียนรู้และแกนนำกลับไปขยายผลในพื้นที่ และแต่ละหมู่บ้านจะมีศูนย์กำจัดศัตรูพืชชุมชนเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงตัวแตนเบียน
“การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการธรรมชาติจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือและมีส่วนร่วมจากเกษตรกรผู้เดือดร้อนทุกคนในการแก้ไขปัญหา ช่วยกันหาตัวหนอนดำหนาม ซึ่งต้องออกไปหาที่ต้นมะพร้าวที่โดนเจ้าหนอนดำหนามกิน โดยช่วยกันหามา แล้วนำมาใส่ภาชนะ และนำตัวแตนเบียนมาใส่เพื่อให้วางไข่ในตัวหนอนเพื่อฟักเป็นตัวแตนเบียนต่อไป อีกทั้งเรียนรู้ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงแตนเบียนขยายผลให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้เรียนรู้และสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงตัวแตนเบียนและปัจจุบันได้มีการขยายผลครอบคลุมทุกหมู่บ้านแล้ว” นายภัทรดนัย สมศรี กล่าวทิ้งท้าย
หลังจากมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างคณะทำงานกับแกนนำเกษตรกรของแต่ละหมู่แล้ว พวกเราพร้อมเดินทางลงศึกษาดูงานต่อในพื้นที่ หมู่ที่ 1 บ้านนายบุญชื่น ศิลปศร ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของหมู่บ้านและผู้นำประชาคมหมู่บ้าน ตลอดสองข้างทางที่เราเดินทางจะพบว่ามีร่องรอยของการโค่นต้นมะพร้าวทิ้งเป็นจำนวนมาก เราเดินทางไปถึงบ้านคุณลุงบุญชื่น ศิลปศร คุณลุงและพี่อร ผู้เป็นลูกสาว พาเราไปดูสวนที่ได้รับความเสียหายจากการระบาดของหนอนดำ
พี่อร เล่าว่า สวนที่บ้านมีทั้งหมดประมาณ 60 ไร่ ได้รับความเสียหายประมาณ 5-6 ไร่ ถ้าเทียบความเสียหายจะน้อยกว่าสวนอื่น อย่างสวนข้างๆ ซึ่งเป็นของอาจะเห็นว่าต้องโค่นทิ้งเกือบทั้งหมด เพราะไม่ศรัทธาและไม่เชื่อมั่นต่อวิธีการแนวทางการจัดการปัญหาดังกล่าว แต่ที่บ้านเห็นว่าเราต้องลองเสี่ยงดู และสุดท้ายสิ่งที่เราลองเสี่ยงด้วยการใช้แนวทางการจัดการปัญหาทั้งสองอย่างก็ทำให้เราลดความเสี่ยงในการสูญเสีย
“เมื่อเรามีความตั้งใจที่ทำและช่วยเหลือเกษตรกรคนอื่น ๆ ด้วย ก็ไปบอกไปเล่าแนะต่อ ให้เขาลองทำ ก็ได้รับการตอบรับบ้างไม่เห็นด้วยบ้างแต่ก็ไม่ท้อ เดินหน้าสู้ต่อ ปัจจุบันที่บ้านกลายเป็นศูนย์กำจัดแมลงหนอนหัวดำของหมู่บ้านแล้ว ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอ”
ซึ่งกระบวนการในการเพาะเลี้ยงแตนเบียน เริ่มตั้งแต่ การหมักรำเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงตัวแตนเบียน อัตราส่วนรำ 3 ก.ก ปลายข้าว 1 ก.ก แก็สกำจัดมอดในรำข้าว(ตราเอเซียฟอสไฟด์)นำมาห่อด้วยผ้าขาวผูกเชือกฟางฝังไว้ในที่หมักรำ หมักไว้ 7 วัน วันที่ 8 ให้นำไม้มาค้ำไว้ที่ปากภาชนะที่หมักรำทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้แก็สระเหยเวลาเอารำใส่ในภาชนะหนอนจะได้ไม่ตาย หลังจากได้รำที่หมักเรียบร้อยแล้วให้นำรำมาใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้เพื่อเลี้ยงหนอน ปริมาณ 4 กก.ต่อ1ภาชนะ ใส่ไข่หนอนผี้เสื้อรำข้าวประมาณ 1 ช้อนชา เพาะไว้ 45 วัน หลังจาก 45 วันแล้ว ได้หนอนแล้วก็นำเอาตัวแตนเบียนมาใส่ในภาชนะที่หนอนอยู่ตัวแตนเบียนก็จะเจาะตัวหนอนเพื่อวางไข่ ระยะ 10 – 12 วัน ก็จะได้ตัวแตนเบียน ที่บ้านพี่อรจะปล่อยตัวแตนเบียน 15 วันครั้ง
พี่อรสรุปทิ้งท้ายว่า “ ปัญหาเกิดที่บ้านเรา เราก็ต้องเป็นคนจัดการกับปัญหาเอง”
พวกเราเดินทางกลับหลังจากได้มีการเรียนรู้กระบวนการจัดการปัญหาของคนในตำบลแสงอรุณ และได้เรียนรู้หลายอย่างว่า “ความสำเร็จของคนตำบลแสงอรุณเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนทุกภาคส่วนที่พร้อมให้ความร่วมมือในการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ”
รายงานและภาพ : นายกัมปนาท ศรีไพโรจน์
ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดนครปฐม


