อำเภอพะโต๊ะ เป็นพื้นที่ต้นแม่น้ำหลังสวน ในเขตจังหวัดชุมพร หรือเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรีต่อเนื่องกับเทือกเขาภูเก็ต เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 80% เมื่อเป็นพื้นที่ผืนป่าที่กว้างใหญ่กว่า 3 ล้านไร่ที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมมีปัญหาเรื่องการครอบครองที่ดินตามมา มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มีการลักลอบตัดไม้อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง มีการกว้านซื้อที่ดินจากคนในเมืองและนักธุรกิจเพื่อการเก็งกำไรและทำธุรกิจท่องเที่ยว เพราะพะโต๊ะมีเทศกาลล่องแพ เป็นงานประเพณีระดับอำเภอระดับจังหวัดอันเลื่องลือ
เหตุใดจึงมีการบุกรุกเข้าไปยังพื้นที่ป่า เป็นเพราะการไม่รู้กฎหมายที่ดินหรือไม่ ที่ที่ทำกินอยู่นั้นคือที่ดินของใคร ป่าอะไร หรือสองประชาชนต้องรู้ถึงสิทธิชุมชนการอยู่อาศัยทำกินแต่รุ่นปู่รุ่นย่าที่ถูกประกาศทับเป็นพื้นที่อุทยานด้วย เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้านจำเป็นต้องหาเวทีกลางในการพูดคุยถึงปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ที่ไม่ต้องทำลายป่าเพิ่มเติมลดความขัดแย้งการทำลายป่า บุกรุกป่าเพิ่ม แต่ทำอย่างไรให้ชาวพะโต๊ะรักษาทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ ซึ่งเป็นทุนชุมชนมีค่ามากมายมหาศาลให้ยั่งยืนต่อไป และให้สภาองค์กรฯ นี้เป็นกลไกขับเคลื่อนเชื่อมโยงภาคีด้านป่าไม้ มาพูดคุยกับชาวบ้านอีกคำรบหนึ่ง
หลังจากการจดแจ้งเปิดสภาองค์กรชุมชนทั้ง 4 ตำบล ต.พะโต๊ะ ต.ปากทรง ต.ปังหวาน ต.พระรักษ์ เมื่อปี 2551-2552 ก็พบว่า ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เป็นปัญหาที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากนั้นมาปี 2554 ก็ได้รับงบประมาณจำนวนหนึ่งจากพอช. เพื่อมาหนุนเสริมและขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่โครงการแก้ปัญหาที่ดินแนวใหม่ ที่ยกระดับไปถึงการจัดทำข้อมูลผู้เดือดร้อนที่ดิน (ข้อมูลการบุกรุกแนวเขตป่า ข้อมูลผู้ไม่มีที่ดินทำกิน ข้อมูลเขตป่า ข้อมูลประเภทปัญหาต่างๆ) และการจัดเก็บข้อมูลด้วยโปรแกรมสารสนเทศอันทันสมัย (Quantum GIS)
เมื่อกลางเดือนกรกฏาคม 57 ณ ที่ว่าการอำเภอพะโต๊ะ จ.ชุมพร สภาองค์กรชุมชนตำบล ทั้ง 4 ตำบล ประกอบด้วย ต.พะโต๊ะ ต.ปากทรง ต.ปังหวาน ต.พระรักษ์ นำโดยนายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติ และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดชุมพร ท้องที่ ท้องถิ่น ได้เปิดเวที "แลกเปลี่ยนเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแนวใหม่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับอำเภอ" พร้อมด้วยภาคีป่าไม้ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนและมารับฟังปัญหาพี่น้องชาวพะโต๊ะ ได้แก่ หน่วยจัดการป่าต้นน้ำพะโต๊ะ หน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่น หน่วยอุทยานน้ำตกหงาว และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชพ.5 (หลังสวน) รวมทั้งเติมเต็มให้ชาวพะโต๊ะและพื้นที่ใกล้เคียงนับพันคน ได้เรียนรู้แนวทางการต่อสู้เรื่องที่ดินทำกินโดยสมานฉันท์ โดย นายสุชาติ บัวสุวรรณ ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดชุมพร และ “ร่างกฎหมายที่ดิน 4 ฉบับ” โดยนายไมตรี กงไกรจักร ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.)
ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พล.ต.มนัส คงแป้น ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร ได้กล่าวเปิดและรับมอบนโยบายของ คสช. และบรรยายพิเศษ "การสร้างความมั่นคงในทรัพยากรป่าไม้ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ตอนหนึ่งว่า “ผมเชื่อว่าทุกคนมีความคิดเหมือนๆ กัน คือความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องป่าไม้ ที่ดินก็อยากได้ ป่าไม้ก็อยากเก็บไว้ พวกเราต้องหาจุดตรงกลางกันให้ได้ เพราะที่ผ่านมาพวกเรามักฝากความหวังไว้ที่เจ้าหน้าที่ ว่าเป็นเรื่องของนาย จริงๆ แล้วผลกระทบตกอยู่ที่พวกเราทั้งหมด สมัยก่อนผมเคยสงสัยว่าทำไมตัดไม้ในป่าแล้วทำไมน้ำท่วม พอเข้าหน้าแล้งน้ำก็น้อย แต่ปัญหาปัจจุบันเพราะคนมากขึ้น และคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ป่าอันสมบูรณ์มีเท่าเดิมแต่คนมันมากขึ้น ถึงเวลาที่เราต้องหาจุดพอดีระหว่างคนกับป่า หาอุดมการณ์ร่วมกันในการรักษาป่า ต้องมาจากการพูดคุยในชุมชน บ้านเราโชคดีเพราะพะโต๊ะป่ายังเยอะอยู่”
“อย่าโลภ-อย่าโดดเดี่ยว-ประสานภาคี”อุดมการณ์ร่วมคนกับป่า
พล.ต.มนัส ยังได้ฝากหลักคิดง่ายๆ ในการรักษาป่า คือ 1.คนที่อยู่ติดป่าจะต้องเป็นหูเป็นตาช่วยกันดูแลกัน (อย่าหัวหมอ) เช่น อย่าโลภ เคยปลูกยางเดิมไว้สองแถว พอมาอีกปีขยับยางปลูกเพิ่มเป็นสามแถว ต้องหยุดตัวเองให้ได้เสียก่อนเคยปลูกแนวเขตไหนก็เอาไว้แค่นั้นมิฉะนั้นป่าหมด สมัยก่อนจะมีอาชีพทำสวนขาย พอหยอดยาให้ต้นยางตายก็เอาที่ไปขายนายทุน จากนั้นก็รุกป่าเพิ่ม ถ้าไม่มีอุดมการณ์ร่วมก็ขาดพลัง มีการพูดคุย และแสดงเจตนาออกมาให้เห็นกัน แต่ตอนนี้พวกเรามีสภาองค์กรชุมชนฯ ที่พวกเรานำความเดือดร้อนของพี่น้องเดินเข้ามาพูดคุยตกลงกันได้ คนที่รู้ดีที่สุดว่าป่าถูกทำลายหรือไม่ ก็คือพวกเรานั้นเอง คนในชุมชน 2.ต้องสร้างพลังให้คนในพื้นที่ อย่าต่อสู้คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวแต่ต้องหาพลังคนรักษ์ป่ามาร่วมกันดูแลทรัพยากรป่าไม้ของเราเอง พะโต๊ะเองมีขบวนการทำลายป่าน้อย ไม่เหมือนภาคอื่นๆ และ 3.การจัดการกับปัญหาในภาคประชาชน ต้องดูที่การรวมตัวของพี่น้องที่ต้องการรักษาป่าว่ามีพลังเพียงพอหรือไม่ ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยตั้งแต่อำเภอ ตำรวจในพื้นที่ ทหาร และป่าไม้ โดยทีเห็นอยู่คือสภาองค์กรชุมชนที่มีในตำบลพะโต๊ะเป็นเวทีกลางประสานเจ้าหน้าที่เหล่านี้มาพูดคุยกับพี่น้องได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ หน่วยงานราชการเองก็ต้องปฏิรูปใหม่ระบุขอบเขตการจัดการปัญหาความเดือดร้อน มาดูแลป่ากับพี่น้องอย่างชัดเจน ต้องมีคนรับผิดชอบตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ป่าไม้บ้านเรามีอย่างมหาศาลถ้าจ้างเจ้าหน้าที่มาดูแลหมดก็คงไม่คุ้ม ทำอย่างไรให้รัฐกับประชาชนรักษาป่าผืนเดียวกันได้”
ผลักดันตั้งเครือข่ายการแก้ปัญหาที่ดินลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน
“ป่าพะโต๊ะบ้านผม ล่องแพในหน้าแล้งได้” นี่คือคำพูดนายจินดา บุญจันทร์ นักต่อสู้เรื่องที่ดินทำกินและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ กล่าวย้ำชัดๆ ทุกเวทีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ว่าในช่วงกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นหน้าแล้งที่ปลูกของอะไรก็ตายหมดเพราะขาดน้ำ แต่พะโต๊ะยังมีป่าที่สมบูรณ์ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้ แต่ขณะเดียวกันถ้าป่าต้นน้ำถูกทำลาย ไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ทำอย่างไรไม่ให้คนหากินกับป่าอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้จักการอนุรักษ์ป่านี้ไว้ให้ลูกหลาน
“เวทีในวันนี้เป็นเวทีแห่งความดี ไม่ใช่เวทีมาทะเลาะกัน แต่เป็นเวทีให้ภาคีป่าไม้มาพูดคุยกับคนพะโต๊ะเพื่อหาหนทางปกป้องป่า เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ เมื่อพี่น้องมีปัญหาก็นำเข้ามาพูดคุยในสภาองค์กรชุมชน และมีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมด้วยก็ทำงานให้พี่น้องได้ไวขึ้นอย่างเวทีในวันนี้ การทำงานร่วมกับหน่วยงานป่าไม้กับสภาองค์กรชุมชนได้เกิดขึ้นแล้วที่ตำบลปากทรง โดยได้รับงบหนุนเสริมในเรื่องการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนในที่ดินทำกิน เวทีในวันนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการขยายวงให้พี่น้องในตำบลของอำเภอพะโต๊ะ เช่น พระรักษ์ ปังหวาน พะโต๊ะ ได้มาเรียนรู้ร่วมกันในการทำงานที่มีสภาองค์กรชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนปัญหาให้พี่น้อง ได้พูดคุยกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา เพื่อให้รู้แนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างป่าไม้กับชาวบ้าน อย่างอะลุ้มอล่วยที่สุดไม่ให้เกิดเป็นข่าวการดันที่ไล่รื้อบ้านเหมือนที่วังน้ำเขียว” นี่คือความตั้งใจของนายจินดา ที่อยากให้บ้านเกิดตัวเองแก้ปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นรูปธรรม
“เวทีนี้อยากให้เกิดคณะทำงานร่วม ชุมชนรับรู้ร่วมกัน ว่าป่าไม้จะขึ้นไปตัดไม้แปลงไหนผิดอะไร เพื่อผลักดันตั้งเครือข่ายการแก้ปัญหาที่ดินลุ่มน้ำหลังสวนตอนบน โดยมีหน่วยงานป่าไม้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ท้องที่ ท้องถิ่น และประธานสภาองค์กรชุมชนทั้ง 4 ตำบล จากเดิมที่คุยไว้จะให้ผู้ว่าเซ็นหนังสือแต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน เมื่อมีเครือข่ายแล้วจะหาแนวทางร่วมกับหน่วยงานป่าไม้ที่มาในวันนี้ถึงแผนที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยเอาปัญหาของพี่น้องมาไว้บนหน้าตักแล้วหาทางแก้ไขต่อไป”
เปิดอกเปิดใจพูดคุยเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์
นายสุรวุฒิ สุทธิมุสิก หัวหน้าหน่วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่น กล่าวว่า “ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้หลักนิติศาสตร์เข้าควบคุมชาวบ้านทุกครั้งไป แต่เราสามารถมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับชาวบ้านได้ด้วยเพื่อการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน โดยพี่น้องต้องเปิดอกคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐว่าอยู่อาศัยตรงไหนอย่างไร อย่าปิดบัง เพื่อจะได้พิสูจน์สิทธิในการครอบครอง เพื่อให้อยู่กันได้อย่างสมานฉันท์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตวป่า โดยให้ความเชื่อมั่นในเขตยายหม่นนั้น ที่พี่น้องทำกินอยู่เดิมแล้ว ก็ให้ทำกินต่อไปไม่ต้องกลัวเจ้าหน้าที่จะไปรังแก ส่วนใครที่กำลังจะเข้าไปบุกรุกเพิ่มก็ต้องเข้มงวดจับกุมเด็ดขาดต่อไป ถ้าพื้นใดมีสัตว์ป่าออกมารบกวน ไม่จะเป็นช้าง หรือลิงอยากให้พี่น้องช่วยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วยเพราะต้องกั้นบริเวณให้สัตว์ป่าให้อยู่ในที่ควรอยู่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองก็ต้องทำตามหน้าที่เช่นกัน เมื่อมีหนังสือลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้มงวดกวดขันในการป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้ หยุดยั้งไม่ให้มีการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ในขณะเดียวกันหน่วยงานของผมได้รับมอบนโยบายให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้มงวดกวดขันในการลาดตระเวนรักษาป่า บางครั้งก็เจอการกระทำผิดในพื้นที่ จนเกิดกรณีพิพาททุกครั้งไป”
มีข้อซักถามจากชาวบ้านอยากให้มีการจัดการด้านการท่องเที่ยวน้ำตกเหวโหลม (เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของพะโต๊ะ) โดยชาวบ้านอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่เพื่อให้เกิดรายได้เสริมขึ้น ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่น นั้น หัวหน้าหน่วยได้ให้ความกระจ่างชัดว่า “ทั้งนี้ต้องดูศักยภาพของพื้นที่ด้วย การจัดทำผังแผนพัฒนาในพื้นที่น้ำตกเหวโหลมว่าเราจะพัฒนาอะไรบ้าง ตรงไหนควรจะเป็นบ้านพัก ตรงไหนควรจะเป็นที่จอดรถ ตรงไหนควรจะแหล่งศึกษาธรรมชาติ และตรงไหนจะเป็นจุดชมวิว ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมีการเขียนแผนมาจากท้องที่ท้องถิ่นในการจัดสรรงบมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ยินดีจะรีบดำเนินการและเขียนโครงการนำเสนอกรมอุทยานฯ ต่อไป โดยทางเขตรักษาสัตว์ป่าเองอยากจะดำเนินการเรื่องท่องเที่ยวอยู่แล้ว เพียงแต่ท้องถิ่นท้องที่ทำแผนและข้อมูลผังการใช้พื้นที่ส่งมาให้ทางเรา โดยทางกรมอุทยานฯ เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ให้สำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพจะพัฒนาเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านได้ แต่ในการพัฒนานั้นต้องให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมอุทยานฯ ด้วย”
ขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านที่อาศัยทำกินในเขตป่าต่างๆ รอยต่อจังหวัดชุมพร-ระนอง ที่พล.ต.มนัส รับผิดชอบอยู่ภายใต้การบริหารของ คสช. ได้เปิดใจเล่าถึงความเดือดร้อนเพื่อนำเสนอหน่วยงานป่าไม้ในเวทีแห่งนี้ ให้ชี้แจงอย่างละเอียดและศึกษาเป็นรายกรณีไป บางกรณีก็เป็นคดีความกันอยู่ เช่น ตัวแทนจากพี่น้องตำบลหงาว จังหวัดระนอง ได้เล่าถึงการทำหนังสือส่งถึงหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ภายใต้คำสั่ง คสช. 64/2557 และคำสั่ง 66/2557 ให้ชะลอการรื้อถอนบ้านชาวบ้านภายในเขตอุทยานที่อยู่อาศัยมา 7-8 ปี นั้น
ว่าที่ ร.อ.ฤทธิกร์ นุ่นลอย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จ.ระนอง มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลป่าในพื้นที่ 4 แสนกว่าไร่ในเขตรอยต่อจังหวัดระนอง-ชุมพร ได้ตอบข้อเสนอว่า “อาจจะชะลอวันไล่รื้อถอนออกไป แต่ชาวบ้านก็ต้องออกจากเขตอุทยานไปเพราะถือว่าทำผิดกฎระเบียบ ซึ่งมีเอกสารและคำสั่งสำหรับกรณีนี้อยู่ในแฟ้มที่ผมมารับตำแหน่ง”
สองกรณีชาวบ้านอาศัยอยู่บริเวณน้ำตกคลองหรั่ง อยู่ในเขตอุทยานฯ น้ำตกหงาว ซึ่งแต่ละครัวเรือนก็ได้อาศัยอยู่กินมานานแล้วและก็ไม่เคยบุกรุกป่าเพิ่ม ได้นำเสนอว่า ต้องการอยากจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้มีรายได้ จะมีความผิดหรือไม่ หัวหน้าอุทยานฯ น้ำตกหงาว ได้ให้คำตอบว่า การทำเรื่องท่องเที่ยวน้ำตกคลองหรั่งนั้น ถือเป็นหนึ่งในน้ำตกหนึ่งที่สวยงาม โดยให้ชาวบ้านเขียนโครงการได้เลย ให้เป็นแผนชุมชนนำเสนอต่ออุทยานฯ แล้วทางอุทยานฯจะรีบดำเนินการให้ แต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณเมื่ออุทยานอนุญาตแล้วการทำถนนหนทางผ่านเข้าไปให้คนได้ท่องเที่ยว ถ้าทำแล้วคนไม่เที่ยวก็สูญเปล่าก็ต้องใช้งบประมาณมาก เป็นปัญหาที่ชุมชนนำกลับไปคิดต่อไปด้วย
ใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้สูงสุดเพื่อลดการทำลายป่าไม้
นายชัยรัตน์ รัตนดำรงภิญโญ หัวหน้าหน่วยจัดการป่าต้นน้ำพะโต๊ะ ได้แนะนำตัวเองพร้อมเล่าถึงภารกิจที่จะทำให้พื้นที่ต้นน้ำพะโต๊ะนี้ ว่า ได้เข้ามารับตำแหน่งใหม่มาดๆ ที่พะโต๊ะนี้ แทนหัวหน้าพงศา (ชูแนม) ย้ายมาจากโครงการส่วนพระองค์(บางเบิด) มีหน้าที่ ในการอนุรักษ์ต้นน้ำและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ในความรับผิดชอบ 5 แสนกว่าไร ในตำบลปากทรง ตำบลพะโต๊ะ อำเภอหลังสวนบางส่วน งานหลักที่ต้องทำคือการอนุรักษ์และฟื้นฟู ส่งเสริมชุมชนให้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ออกสำรวจพื้นที่ถือครองทั้งหมด ที่ผ่านมาพบการบุกรุกเข้าไปปลูกปาล์ม ปลูกยางในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ทำอย่างไรจะให้ชุมชนใช้พื้นที่ที่มีอยู่เดิมให้มูลค่าเพิ่มขึ้นนี่คืองานของเรา เพื่อไม่ให้ไปบุกรุกป่ามากขึ้น รวมทั้งจะส่งเสริมให้พื้นที่เกิดการท่องเที่ยวด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับเขตอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ
นายบรรชา ขาวศิริ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชพ.5 (หลังสวน) กล่าวว่า ถือว่าเป็นหน่วยที่มีการกระทบกระทั่งกับชาวบ้านมากพอสมควร เพราะต้องดูแลป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ดูแลพื้นที่ทั้งหมดที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถือเป็นหน่วยงานที่ดูแลป่าในแนวเขตกันชน พื้นที่เป็นริ้วๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน บางพื้นที่ก็เป็นแหลมเข้าไป ตั้งแต่ทำงานมากับหน่วยนี้ตั้งแต่ปี 2552 ก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่ กำนัน ผู้นำหมู่บ้าน และชาวบ้านเป็นอย่างดี และพยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านเรื่อยมาว่า บางสิ่งบางอย่างเราก็ต้องทำ เป็นข้อกฎหมายบังคับไว้ ตัวหนังสือบังคับไว้ นโยบายบังคับไว้ แต่สิ่งไหนที่สามารถเข้าหากันได้ เพื่อความอยู่รอดทั้งสองฝ่าย ก็ต้องทำ เวทีวันนี้ต้องคุยเปิดใจกัน ถามกันได้อะไรผิดอะไรถูก
ถึงเวลาแล้วต้องสร้างความพอดีระหว่างคนกับป่า สร้างชีวิตสัมพันธ์ มีคน… มีต้นไม้ …มีสัตว์ป่า


