พิมพ์
ธนาเทพ วันบุญ ผู้สื่อข่าวชุมชนพิจิตร
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 982

pijit02เป็นระยะเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านได้แบกรับความทุกข์ทรมานมาช้านาน เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพที่ตนเองถนัดคือการทำนาได้ หรือทำได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะขาดแคลนน้ำ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน สร้างถนน – ปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านพื้นที่ของตนได้ จึงขาดน้ำในการประกอบอาชีพทางการเกษตร พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำเภอบึงนารางติดต่อเขตอำเภอโพทะเล ชาวบ้านเรียกว่า “คลองสะแวด” คลองดังกล่าวมีความยาวประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทางน้ำไหลผ่านพื้นที่ 3 ตำบล 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 , 2 , 4 และหมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ไทรงามอำเภอบึงนาราง และไหลผ่านหมู่ที่ 2 , 3, 4 , 5 , 8 และหมู่ที่ 10 ตำบลทะนง หมู่ที่ 2 ตำบลท่าขมิ้น อำเภอโพทะเล ในอดีตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 11 หมู่บ้านดังกล่าวสามารถทำการเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล โดยอาศัยน้ำจากลำคลองสะแวดทำมาหากินเรื่อยมา แต่หลังจากที่มีการพัฒนาสร้างถนนสายโพทะเล – บรรพตพิสัย โดยหน่วยงานของรัฐ ทำให้น้ำในคลองสะแวดไม่สามารถไหลได้สะดวกเช่นเมื่อก่อน และต่อมาใต้ถนนสายดังกล่าวห่างออกมาประมาณ 1 กิโลเมตร ได้มีเอกชนรายหนึ่งบุกรุกคลองสะแวดซึ่งเป็นที่สาธารณะ เอามาสร้างเป็นลานตากข้าวเป็นสมบัติส่วนตัว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 11 หมู่บ้านที่กล่าวข้างต้นได้ร้องเรียนต่อทางราชการ ทั้งท้องที่และท้องถิ่นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

                 สภาองค์กรชุมชนตำบลทะนง จึงได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาประชุมปรึกษาหารือเพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา จนกระทั่งได้ข้อสรุปมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ คงปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ไมได้อีกแล้ว จึงมอบให้สภาองค์กรชุมชนตำบลทะนง ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อติดตามเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยการนำของนายภาษิต แสงจำนงค์   นายชาลี   พรมแตง  นายธนาเทพ วันบุญ เป็นแกนนำในการขับเคลื่อน

                 ลำดับแรกคณะทำงานได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนทั้ง 11 หมู่บ้านเพื่อเก็บข้อมูลทั้งด้านลึกและด้านกว้าง จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล พบปัญหาอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก เกิดจากการพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐ สร้างถนนขวางลำคลองสะแวด ( สายโพทะเล-บรรพตพิสัย ) โดยกรมทางหลวง     ประเด็นที่สอง เกิดจากเอกชนบุกรุกที่สาธารณะ (คลองสะแวด) เพื่อสร้างเป็นลานตากข้าว ปัญหาดังกล่าวหมักหมมมาช้านาน จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้คนเกือบลืมกันไปหมดแล้วว่าปัญหามันเกิดจากอะไร จึงปล่อยเลยไปตามเลย เพราะเคยได้ร้องเรียนมาแล้วทุกหน่วยงาน แต่ไม่ได้รับการแก้ไข

                   หลังจากสภาองค์กรชุมชนตำบลทะนง ได้ลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลครบรอบด้านสมบูรณ์แล้ว คณะทำงานซึ่งนำโดย นายภาษิต แสงจำนง ได้เดินสายพบปะพูดคุยกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นไปพบกับสมาชิกสภาจังหวัด พบกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 3 ตำบล ไปพบกับแขวงการทางพิจิตร ไปพบกับปลัดอำเภอ และสุดท้ายไปพบกับหน้าห้องผู้ว่าฯ จากการพบปะพูดคุย ก็ยังมองไม่เห็นแนวทางที่พอจะแก้ปัญหาได้ เพราะหน่วยงานแต่ละหน่วยงานต่างมีเหตุผลของตนเอง ตัวอย่างเช่น อบต.โพธิ์ไทรงาม ซึ่งเป็น อบต.ในพื้นที่ต้นเหตุให้เหตุผลว่า งบประมาณมีน้อย และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลาบฝ่าย ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง แต่พร้อมจะร่วมมือทุกฝ่าย ส่วน อบต.ทะนง และ อบต.ท่าขมิ้น ให้เหตุผลว่า ไม่สามารถดำเนินการนอกพื้นที่ได้เพราะระเบียบไม่ให้ไปที่จังหวัด หน้าห้องผู้ว่าฯ ให้กลับมาประสานกับปลัดอำเภอในพื้นที่ กลับมาที่ปลัดอำเภอก็ให้คำตอบอะไรไม่ได้

                   ส่วนแขวงการทางได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาสำรวจพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร สรุปแล้วแนวทางการแก้ปัญหายังมืดมนอยู่ แต่ทีมทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลทะนงก็มิได้ย่อท้อ เมื่อทราบข่าวว่าทางปกครองจังหวัด จะจัดเวทีประชาคมระดับจังหวัดเพื่อรับฟังปัญหาความต้องการของประชาชนตามนโยบายของ คสช. ในวันที่ 7 ก.ค. 2557 จึงแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมเวทีด้วย โดยคาดหวังว่า ได้เสนอปัญหาดังกล่าวต่อที่ประชุมเพื่อนำไปสู่การแก้ไข แต่ผิดคาดเพราะเวทีนี้ เป็นเวทีรับฟังในภาพรวมแบบกว้างๆเท่านั้น เพื่อประมวลประเด็นปัญหาไว้เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฎิรูป เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้แก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป

                  pijit01 แม้ไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ทีมทำงานก็มองหาช่องทางอื่นต่อไป คือไปพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพในการจัดเวที เพื่อถามหานายทหารที่รับผิดชอบจังหวัดพิจิตร เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จดชื่อ นามสกุลพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของนายทหารผู้นั้นให้ ทีมงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลทะนง จึงได้ติดต่อประสานงานกับนายทหารผู้นั้นทางโทรศัพท์ ซึ่งทราบภายหลังว่าท่านเป็นเสนาธิการทหารบกจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับมอบหมายจาก คสช. ให้มารับผิดชอบในเขตพื้นที่ของจังหวัดพิจิตร ท่านคือ พันเอกดุสิต ปรเสาร์   เมื่อพูดคุยทางโทรศัพท์ ถามที่ไปที่มาและวัตถุประสงค์ของทีมงานแล้ว ท่านได้นัดหมายให้ทีมงานมาพบท่านในวันที่ 13 ก.ค. 2557 เวลา 10.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร พร้อมกำชับให้เตรียมข้อมูล ประเด็นปัญหามาด้วย

                 เมื่อถึงวันนัดหมาย ทีมงานพร้อมผู้นำชุมชน รวม 9 คน ได้ไปพบกับท่านที่ห้องสัสดีจังหวัด แนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย ท่านบอกให้เล่าที่ไปที่มาของปัญหาทั้งหมดโดยละเอียด ท่านนั่งฟังโดยสงบ และซักถามเป็นระยะๆ บุคลิกของท่านเป็นคนในเย็น สุขุม รอบคอบ น้ำเสียงที่ท่านซักถามแต่ละประโยค นุ่มนวล สายตาอ่อนโยน และมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากตลอดการซักถาม ทำให้พวกเราทุกคนอบอุ่นใจมาก และเกิดความประทับใจ เมื่อท่านซักถามเป็นที่น่าพอใจแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่า จะดำเนินการอย่างไร แล้วท่านก็ลุกขึ้นยืนบอกกับพวกเราว่า วันนี้ ( 13 ก.ค. 57 ) เวลาบ่าย 2 โมง เราจะมาตรวจพื้นที่ด้วยกัน ไปพบกันที่นั่นเลย (หมายถึงพื้นที่ที่เป็นปัญหา)พวกเราแทบปรับตัวกันไม่ทัน ผู้เขียนเองนึกนิยมชมชอบอยู่ในใจ ผู้ที่จะแก้ปัญหาให้ได้ต้องเป็นคนอย่างนี้ สุขุม รอบคอบ ใจเย็น เอาจริงเอาจังแต่เป็นกันเอง และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็ต้องประทับใจอีกครั้ง เมื่อพบว่ามีบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาพร้อมหน้าพร้อมตา ตอนแรกคิดว่ามีเฉพาะท่านกับพวกเรา 9 คนเท่านั้น ปรากฏว่ามีทั้งกรมทางหลวง มีชลประทาน มีปลัดอำเภอ มีนายก อบต. 3 ตำบล มีกำนัน ส.จ.ในพื้นที่ พวกเรารู้สึกทึ่งในตัวท่านมาก ทั้งๆที่เป็นวันอาทิตย์ และใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เพราะท่านพึ่งจะได้รับเรื่องจากพวกเรา และเลิกประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเมื่อเวลา 12.15 น. ท่านนัดเจอพวกเราบ่ายสองโมงที่พื้นที่เกิดเหตุ ท่านทำได้อย่างไร? มันเป็นวันหยุดราชการ และมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ ท่านสามารถประสานคนเหล่านั้นให้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อมารับรู้ปัญหาอย่างง่ายดาย

                   เมื่อทุกฝ่ายลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยกันแล้ว พบว่าประเด็นปัญหาที่ทีมงานสภาองค์กรชุมชนตำบลทะนงได้ร้องเรียนไปนั้นเป็นความจริง ท่านจึงฝากการบ้านให้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาหาทางแก้ไขโดยเร็ว และนัดหมายให้มาประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 24 กรกฎาคม 2557 เวลา 14.00 น. ที่ว่าการอำเภอบึงนารางชั้น 2

                  pijit03 เมื่อถึงวันนัดหมาย วันที่ 24 กรกฎาคม 2557 เวลา 14.00 น. ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอบึงนาราง ผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่ายมาพร้อมกันหมด ท่านผู้พันก็เริ่มดำเนินการประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน เริ่มจากหน่วยงานกรมทางหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สร้างถนนสายโพทะเล-บรรพตพิสัย ขวางทางน้ำคลองสะแวด โดยนายเรวัต ปุบผะศิริผู้อำนวยการแขวงการทางพิจิตร สรุปว่า ปัญหานี้แขวงการทางได้ดำเนินการลงพื้นที่สำรวจออกแบบพร้อมจัดตั้งงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในแบบจะขุดถนนสร้างบล็อกคอนเวิดสองช่อง โดยระบุขนาดของท่อบล็อกไว้ รวมทั้งยอดเงินงบประมาณชัดเจน เป็นที่น่าพอใจของทุกคนในที่ประชุม

แต่เมื่อผู้อำนวยการแขวงการทางบอกว่า ทั้งหมดนี้จะดำเนินการในงบประมาณปี 2558 เสียงอื้ออึงก็ตามมา เพราะไม่เห็นด้วยที่ต้องยืดเวลาในการดำเนินงานออกไป มีผู้หนึ่งในที่ประชุมตะโกนว่า “ความเดือดร้อนรอไม่ได้อีกแล้ว” ท่านผู้พัน จึงพูดว่าใจเย็นๆ เรายังไม่มีข้อสรุป ขอให้ทุกคนใจเย็นๆไว้ก่อน ด้วยท่าทีที่สุขุม เยือกเย็น คำพูดที่ประกอบด้วยรอยยิ้ม ทำให้ทุกคนสงบลง ท่านจึงเสนอว่า เมื่อมันติดขัดด้วยงบประมาณ เราต้องหาช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ท่านบอกว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาของชุมชน ต้องแก้ด้วยชุมชน และเพื่อประโยชน์ของชุมชนเอง และเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีความรักความสามัคคี มีความปรองดองสมานฉันท์ จึงขอเสนอว่า เราควรจะระดมทุนเพื่อแก้ปัญหานี้ด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคี มีบางคนคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่เมื่อท่านได้อธิบายหลักการพร้อมด้วยเหตุผล ทุกคนก็เห็นดีด้วย สรุปแล้วให้ระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาโดยการจัดการทอดผ้าป่าสามัคคี หากได้ทุนเพียงพอกับงบประมาณที่แขวงการทางตั้งไว้ ก็ให้ดำเนินการได้เลย แต่หากระดมทุนได้น้อยก็ให้วางท่อขนาดหนึ่งเมตร โดยการวางคู่ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ทุกคนเห็นกับข้อเสนอนี้ จึงกำหนดวันทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น

โดยใช้ชื่อว่าผ้าป่าสามัคคี ธารน้ำใจคน ๓ตำบลในวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 โดยมอบให้นายอำเภอบึงนารางและนายก อบต.ทั้งสามตำบลและกำนันผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันดำเนินงานด้วยความรักความสามัคคี

                 ส่วนอีกปัญหาหนึ่ง คือ กรณีเอกชนบุกรุกคลองสะแวด ซึ่งเป็นที่สาธารณะเพื่อทำลานตากข้าวนั้น มีข้อสรุปร่วมกันว่า ผู้บุกรุกยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และเสนอให้ทางอำเภอบึงนารางทำการรังวัด ปักหมุด แสดงอาณาเขตคลองสะแวดให้ชัดเจน และให้ชลประทานรับผิดชอบดูแลการแก้ปัญหานี้ร่วมกับ อบต.ในพื้นที่

                 ทีมงานสภาองค์กรชุมขนตำบลทะนง ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาครั้งนี้ ทำให้สามารถหาข้อสรุปและแก้ปัญหาที่ หมักหมม มาช้านานหลายสิบปีได้ในระยะเวลาสั้นๆเพียง 11 วันเท่านั้น

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter