พิมพ์
กัมปนาท ศรีไพโรจน์
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1063

DSCN5966               การเดินทางของพวกเราคณะทำงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคตะวันตก 7 จังหวัดได้เริ่มต้นอีกครั้งกับการลงพื้นที่สภาองค์กรชุมชนหนองประดู่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ(ภัยแล้ง) ได้เวลานัดหมายวันที่ 5 สิงหาคม 2557 เราพบกันที่ อบต.หนองประดู่ เวลา 12.30 น. แกนนำสภาองค์กรชุมชนและชาวบ้านมาร่วมแลกเปลี่ยนกับพวกเรา ทำให้บรรยากาศคึกคัก

                พอได้เวลา ประธานคณะทำงานนายเกษม ศรีพุก DSCN5982 1ก็กล่าวเล็กน้อยถึงวัตถุประสงค์ของการมาพบกัน แล้วก็ให้คณะทำงานเครือข่ายภัยพิบัติภาคตะวันตกทำความรู้จักกันและดำเนินการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

                นายลำไย   โพธิ์ศรีทอง ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชน จ.กาญจนบุรี เล่าถึงความเป็นมาของอำเภอเลาขวัญ  จากคำบอกกล่าวอันน่าเชื่อได้ว่า ชื่อชุมชนบ้าน เลาขวัญมาจากราษฎรเชื้อสายลาวที่ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเกาะบ้านเก่า มีอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา อาศัยแหล่งน้ำจากหนองน้ำ ชื่อ หนองบ้านเก่า และลำน้ำ ชื่อคลองหมื่นเทพคลองดังกล่าวถือเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการใช้อุปโภคและDSCN5979บริโภคด้วย ราษฎรได้มีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีและมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ชักชวนญาติพี่น้องของตนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น ได้เรียกขานชื่อหมู่บ้านว่า บ้านเหล่าเดียวกัน ซึ่งตามภาษาพูดสั้นๆ ว่า บ้านเหล่ากัน ตามสำเนียงลาวที่เป็นภาษาพูดของชาวบ้าน     ต่อมา ราษฎรได้บุกเบิกแผ้วถางป่า ไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านประมาณ  2  กิโลเมตร พบอุโบสถ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกชื่อว่า วัดหนองจิกด่าน ราษฎรมีความเลื่อมใสศรัทธาคิดจะบำรุงบูรณะวัด เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของราษฎรด้วยกัน จึงได้บอกกล่าวไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ได้ช่วยเหลือบำรุงบูรณะวัดราษฎรหมู่บ้านอื่นๆ ได้เรียกชาวบ้านชุมชนนี้ตามความคิดใฝ่ฝันที่จะบำรุงบูรณะวัดว่า ชาวลาวฝัน

                หลังจากนั้นชาวบ้านหนองกระทุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น นานDSCN5945เข้าชื่อดังกล่าวได้เพี้ยนไปเป็น หมู่บ้านเลาขวัญ เมื่อชุมชนเพิ่มมากขึ้นจึงได้ขยายเป็น ตำบลเลาขวัญ ขึ้นอยู่กับอำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อวันที่  28  กันยายน  2514

                ทางราชการเห็นว่า พื้นที่ของตำบลเลาขวัญมีพื้นที่กว้างขวาง ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น การคมนาคมติดต่อกับอำเภอมีความลำบาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนกระทรวงมหาดไทย  จึงได้ประกาศยกฐานะตำบลเลาขวัญ เป็น กิ่งอำเภอเลาขวัญ โดยมีเขตการปกครอง 3 ตำบล  ประกอบด้วย ตำบลเลาขวัญ , ตำบลหนองประดู่ และตำบลหนองโสน    เมื่อวันที่  31  สิงหาคม  2519 ได้ยกฐานะเป็น  “อำเภอเลาขวัญ

               นายลำไย เล่าอีกว่า ตำบลหนองประดู่ อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านหนองตาก้าย หมู่ที่ 2 บ้านหนองประดู่ หมู่ที่ 3 บ้านตะลุงเหนือ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งไหม หมู่ที่ 5 บ้านหนองปรือ หมู่ที่ 6 บ้านน้ำโจน หมู่ที่ 7 บ้านหนองไก่เหลือง หมู่ที่ 8 บ้านหนองแกแดง หมู่ที่ 9 บ้านเหียงงาม หมู่ที่ 10 บ้านหนองมะสังข์   สภาพทั่วไปของตำบล มีสภาพทางกายภาพเป็นที่ราบ ดินร่วนปนทราย กักเก็บน้ำไม่อยู่ สภาพพื้นที่ทั่วไปค่อนข้างแห้งแล้ง สภาพภูมิอากาศร้อนและแห้งในฤดูร้อน และมีฝนตกพอประมาณในฤดูฝนแต่บางช่วงในฤดูฝนตกชุกก็เกิดน้ำท่วม น้ำป่าจากที่ราบสูงเชิงเขาไหลบ่าท่วมบ้านเรือนไร่นาถนนในหมู่บ้าน  และสร้างผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่ถูกน้ำป่าพัดเสียหาย ถนนขาดอยู่เป็นประจำและมีน้ำท่วมขังอยู่เป็นบางช่วง ส่วนในฤดูหนาวจะมีอากาศหนาว และสภาพดังกล่าวไม่เอื้ออำนวยในการเพาะปลูก ตำบลหนองประดู่มีพื้นที่ประมาณ 82,437.5  ไร่ เป็นพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 67,666 ไร่ อาชีพส่วนใหญ่ของคนที่นี่ทำไร่ เลี้ยงสัตว์

               นายอนุเทพ ตระกูลอิ่มน้อย  แกนนำคนสำคัญของสภาองค์กรชุมชนตำบลเลาขวัญ กล่าวว่า เราใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองประดู่และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลอำเภอเลาขวัญ เป็นเครื่องมือในการโยงพี่น้องมาร่วมกันแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของปัญหา พวกเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ เป็นการผลิกมิติการพัฒนาจากชาวบ้านสู่ภาครัฐ เพราะอดีตที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศหรือท้องถิ่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนถูกทำให้เป็นผู้รอรับประโยชน์ ไม่ใช่หน้าที่ ทำให้ชาวบ้านคิดไม่เป็น และไม่มีความรู้สึกว่าเป็นปัญหาของตน ๆจะต้องแก้  สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองประดู่มีหลักคิดสำคัญที่ว่า “สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองประดู่จัดตั้งสู่เป้าหมายการจัดการตนเองในทุกมิติ”

            “เราใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเครือข่ายอำเภอเลาขวัญเป็นเวทีกลางปรึกษาหารือการจัดการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบมาร่วมปรึกษาหารือค้นหาแนวทางวิธีการในการจัดการ”

                ผลการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันค้นพบว่าตำบลเลาขวัญขาดแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเนื่องจากสภาพภูมิประเทศของตำบลหนองประดู่  เป็นดินร่วนปนทราย  และแหล่งน้ำธรรมชาติตื้นเขิน  เช่น  ลำห้วย ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรประชาชนในตำบลมีระบบประปาหมู่บ้าน  แต่ไม่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบจ่ายน้ำ นอกจากนี้บางหมู่บ้านยังไม่มีระบบประปาใช้พื้นที่บางส่วนยังไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาแหล่งน้ำรวมทั้ง แหล่งน้ำต้นทุน  ทางออกในเวทีคือการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อเติมเต็มที่ห้วยเชียร  

ชาวบ้านมีความต้องการน้ำมากเพราะส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ประกอบอาชีพเกษตรกรรเป็นหลักและลำห้วยก็ตื้นเขินมากเนื่องจากท้องลำห้วยเป็นร่วนปนทราย อีกทั้งในลำหวยมีการขุดลอกและสร้างฝายทดน้ำแค่บางส่วน จึงทำให้ปริมาณน้ำกักที่เก็บกักอยู่ในลำห้วยยังไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์

               หลังจากที่เราได้ข้อมูลสถานการณ์ปัญหาแล้วได้มีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหารวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนมาแก้ไขปัญหาภัยพิบัติตำบลหนองประดู่โดยผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบลได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 บาท

            “เราใช้งบในส่วนนี้จัดเวทีสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาของคนในชุมชนท้องถิ่นและเชื่อมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการปัญหาโดยประสานไปยังกรมทรัพยากรน้ำ ภาค 7 จังหวัดราชบุรี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 220 ล้านบาทเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน 3 แหล่ง คือ หนองปริง ฝายกักเก็บน้ำ 258 ไร่ งบประมาณ 150 ล้านบาท  อ่างเก็บน้ำครอบคลุมทั้ง 7 ตำบล 24 บ่อ ขนาด 30 ไร่:1บ่อ งบประมาณ 70 ล้านบาท” 

             การขุดลอกคูคลองจัดทำเป็นแผนพัฒนาเข้าแผนกรมทรัพยากรน้ำปี 2558  อีกทั้งกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานสนับสนุนงบประมาณเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบนและระบบผันน้ำเชื่อมโยงไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนและสระเก็บน้ำหนองมะสังข์และงบประมาณในการขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำ  ปัจจุบันดำเนินการขุดบ่อไปแล้วจำนวน 444 บ่อ แต่มีน้ำอยู่ในบ่อประมาณ 30 บ่อเท่านั้น เพราะปีนี้ฝนตกทิ้งช่วงยาวนานทำให้ไม่มีน้ำในบ่อที่เราขุด  การแก้ไขปัญหาโดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองประดู่สร้างเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้ง 5 อำเภอ เพื่อดำเนินการผลักดันภัยแล้งของอำเภอเลาขวัญเป็นวาระแห่งชาติ

            อำเภอเลาขวัญเป็นหลักในการบริหารจัดการล่ารายชื่อจำนวน 30,000 ราย เพื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว10,000 รายชื่อ  เราเร่งสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของการมีสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อขยายสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครบทั้ง 7 ตำบล(ปัจจุบันมี 4 ตำบล) จะได้มีแรงหนุนเรื่องนี้ต่อไป                    

             นายลำไย กล่าวทิ้งท้ายก่อนจากกันว่า เราต้องส่งเสริมให้ภาคประชาชนรวมกลุ่มในระดับท้องถิ่น เช่น หมู่บ้าน ตำบล สร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักในการลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเอง

 

 

รายงานข่าวโดย : นายกัมปนาท ศรีไพโรจน์ 

ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดนครปฐม

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter