พิมพ์
อาอีฉ๊ะ แก้วนพรัตน์
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 984

Ubon01 

จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่รวมน้ำของแม่น้ำสายต่างๆ ก่อนที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ในช่วงเดือนสิงหาคม พฤศจิกายนของแต่ละปี คนริมแม่น้ำมูลอุบลราชธานี จะเข้าสู่ห้วงแห่งความทุกข์ จากภัยน้ำท่วม เนื่องจากอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนจนที่ไม่มีทางเลือก แตกต่างจากคนมีเงินที่ใช้วิธีถมดินหนีน้ำ ไม่ต้องมาลำบากอย่างพวกเขา และผลจากน้ำท่วมขังนานๆ ทำให้บ้านเรือนชำรุด ไร่นาเสียหาย ขาดรายได้ บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและใจ

ท่ามกลางภาวะวิกฤติน้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ และมีการเตรียมความพร้อมรับมือกับความทุกข์ด้วยภูมิปัญญา

ทำใจได้ว่ามันต้องเกิด เราหนีไม่ได้เพราะบ้านเรา นาเรา ที่ทำมาหากินของเราอยู่ที่นี่ แต่เราจะเตรียมความพร้อมเอาไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้มากที่สุด แล้วเราเองต้องเข้าช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่มีใครจะช่วยเหลือเราทัน ถ้าเราคนใกล้กัน พี่น้องกันไม่ช่วยกัน ความเสียหายจะเกิดกับพวกเรา ฉะนั้น การแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงเกิดขึ้นจากการสรุปบทเรียนร่วมกันของชุมชนและเครือข่ายฯว่าเราต้องอยู่ด้วยภูมิปัญญา ยอมรับ ทำใจ เตรียมพร้อม และเราต้องช่วยกัน ถึงจะแก้ได้อย่างยั่งยืนเสียงจากชาวบ้านพื้นที่ประสบภัย

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เล่าให้ฟังภายหลังจากลงพื้นที่ประสบภัย โดยกล่าวว่า สถานการณ์ที่อุบลฯ น้ำในแม่น้ำมูลเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มปริ่มขึ้นมาบนชายฝั่งและท่วมบ้านชั้นเดียว ขณะนี้เริ่มท่วมแล้ว ปกติแล้วน้ำจะท่วมประมาณเดือนกันยายนในทุกปี ชาวบ้านเขาจะเริ่มอพยพตั้งแต่ต้นเดือน ต้องยอมรับว่าปีนี้น้ำมาไวมาก เลยเป็นข้อสงสัยว่า ทำไมน้ำมาไว ก็เลยไปนั่งคุยกับชาวบ้าน กับเครือข่ายภัยพิบัติอุบลฯ เขาก็วิเคราะห์ให้ฟังว่า

น้ำที่ท่วมปัจจุบันเป็นน้ำที่จากการฝนตกหนัก จากมรสุมที่พัดพามาทาง เวียดนาม ฟิลิบปินส์ มันก่อลูกแล้วก็พัดมาทางอีสาน พัดมาปริมาณมาก ทำให้น้ำมันเพิ่มระดับ โดยน้ำต้นทางมาจากโคราช ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกว่าดีมากเลย เพราะว่าแม้แต่เราซึ่งเป็นคนที่อยู่กับข้อมูลตลอด เรายังไม่รู้เลยว่า สถานการณ์พื้นที่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว มันอาจจะเปลี่ยนเรื่องของภัยพิบัติที่มาด้วยความหลากหลายของปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องโลกร้อน  เรื่องของภูมิประเทศ เรื่องของป่า เรื่องของภูมิอากาศที่มันเปลี่ยนไป  แต่ชาวบ้านเขาพยายามก้าวให้ทัน มีข้อมูลขึ้นมาวิเคราะห์ร่วมกันให้ทัน มันมาน่าสนใจตรงที่ว่า พอวิเคราะห์ทัน เราจะมีข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ว่ามันจะต้องเกิดขึ้น แล้วจะยาวไปจนถึงสองสามเดือน มันก็เริ่มนำมาสู่แผนการแก้ไข เขาก็เริ่มมาตั้งเต็นท์ ขอความร่วมมือจากเทศบาล ขอเต็นท์ ขอความร่วมมือจากทาง อบต. ขอแผ่นพับสังกะสี เริ่มยกเอาของบ้านชั้นเดียวเริ่มยกแล้ว ขึ้นมาอยู่ริมทางเหมือนกับทุกปีที่เขาเคยโดน แต่ทุกปีที่เคยโดนนี่คือเดือนกันยายน ตอนนี้มาสิงหาคมก็เริ่มแล้ว ทำให้เห็นถึงการปรับตัวท่ามกลางข้อมูลที่เขาได้รับ

นายพลากร เล่าให้ฟังต่อว่า “การเตรียมการอย่างมี แผนการ ซี่งคิดว่า เป็นมิติที่ดี  เพราะสมัยก่อน ชาวบ้านบอกว่าปีที่แล้ว เขาก็คิดเหมือนกัน  อยากจะย้ายบ้านแต่ก็ไม่ได้ย้าย  ก็คล้ายๆกับยังไม่อยากจะจากบ้านมาตรงนี้ แต่ผลสรุปคือเขาเกือบย้ายไม่ทัน บางบ้านก็ย้ายไม่ทัน แต่ปีนี้เขาเตรียมการเลย เข้าไปนั่งคุยกับเขา เขาเตรียมการแบบมีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะปรับตัว ยอมรับว่ามันต้องมีน้ำเราจะต้องปรับตัวอย่างไรกับ การไหลมาของน้ำ ซึ่งพอเป็นอย่างนี้ ระบบต่างก็เริ่มก็เริ่มถูกจัดขึ้น อย่างเช่น ระบบเวรยาม ระบบรักษาความปลอดภัย การวางแผนระดมเงินมาเพื่อที่จะทำเรื่องอาหารกล่อง เริ่มคิดกัน เริ่มแบ่งกันว่าจะจัดตั้งศูนย์ตรงไหน ใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร ซึ่งเป็นการรับสถานการณ์ใหม่ของชาวบ้าน เนื่องจากว่าเขามีประสบการณ์มายาวนานตั้งแต่ปี 2554 - 2557 ซึ่งดีมาก แล้วเราในฐานะองค์กรที่ทำงานร่วมกับเขาต้องคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ทำงานเข้าถึงชาวบ้าน

หลังจากนี้เจ้าหน้าที่อาจต้องมีข้อมูล ถ้าเราไม่มีข้อมูลเราไม่สามารถคุยกับชาวบ้านได้เลย เพราะชาวบ้านใช้ข้อมูล ถ้าเราไม่มีข้อมูลเราก็จะกลายเป็นว่าเรานั่งฟังเขา แล้วเราไม่มีความสามรถพอที่จะมีการแลกเปลี่ยน วิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นแล้วก็ต้องปรับตัวในเรื่องการหาข้อมูล การใช้ข้อมูล แล้วก็การคิดถึงวิธีการที่จะมาจัดระบบว่า ในพื้นที่ของตัวเอง ตอนนี้สถาณการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ใครที่รับผิดชอบอุบลฯ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ว่า สถานการณ์อะไรก็ตามทำให้การจัดการน้ำที่อุบลฯมันเปลี่ยนไป ต้องคิดถึงระยะสั้นว่าจะช่วยชาวบ้านอย่างไร

ขณะเดียวกันก็ต้องคิดถึงระยะปานกลางว่า เราจะต้องทำเรื่องอะไรบ้าง ให้เรื่องนี้มันทำให้เรื่องราวต่างๆที่เราจะทำร่วมกับชาวบ้าน มันมีการพัฒนามากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะยาวก็อาจจะเป็นเรื่องของการตั้งระบบข้อมูลที่ชัดเจนร่วมกับชาวบ้าน ขณะเดียวกันเราต้องคิดไปถึงเรื่องการแก้ไขระยะยาว เช่น ถ้าที่นั่นเป็นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก มันจะมีการพัฒนาไปเชิงนโยบายไหมว่า ถ้าเขายืนยันจะอยู่ที่นั่น ที่อยู่อาศัยของเขาควรจะเป็นยังไง ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำที่มันท่วมทุกปีให้ได้ หรือเขาควรจะมีวิธีคิด ที่จะอาจจะย้ายไหม ถ้าย้ายต้องคุยกับนโยบายว่า เขาพึงพอใจที่จะย้ายไปสู่ที่ใหม่ มันมีแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเป็นการเอาชาวบ้านไปปล่อยทิ้งไว้ อาจต้องคิดยาวให้มากขึ้น นี่แหละคือด้านหนึ่งของภัยพิบัติ มันจะทำให้เกิดความเดือดร้อน แต่อีกด้านมันทำให้เกิดการปรับตัว ความเข้มแข็ง เกิดการวิเคราะห์ที่ไม่ติดอยู่กับชีวิตเก่า ชีวิตที่มันมีวิถีแบบเก่าๆ

ปัจจุบันชาวบ้านไม่เอ่ยถึงเรื่องงบประมาณ คิดว่าเขาอาจจะเตรียมตัวได้ดี แต่เขาพูดถึงว่า ตอนนี้เขามีเรืออยู่ 3 ลำ เขาเข้าใจหนึ่งพันห้าร้อยคนเนี่ยเอาไม่ทัน ถ้าหากเกิดสถานการณ์ด่วน เขาอยากจะเพิ่มเรือ ซึ่งเขาก็ไม่ได้บอกว่า พอช.จะต้องให้เรือ แต่เขาบอกอยากจะเพิ่มเรือ เขาอยากจะพิ่มระบบที่ระบบเตือนภัย ระบบที่เป็นข้อมูลที่วิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้า พอช.ต้องปรับตัวบ้าง ไม่ใช่ว่าตัวเองพอมีอุทกภัยก็ไปขอตังค์มาให้ชาวบ้าน เป็นแค่ตัวผ่านเงินมันไม่ได้แล้ว มันต้องปรับตัวใหม่มันต้องเป็นระบบใหม่ อันนี้คือมาเรียกร้องให้ พอช.ต้องกลับมาคิดว่า เรื่องภัยพิบัติมันจะต้องจัดการอย่างไรในอนาคต ซึ่งหลายเรื่องมันเป็นเรื่องของการป้องกัน การอยู่ด้วย การอยู่ร่วม วิชาการที่จะมาให้ความหมายว่าการอยู่ร่วมกับน้ำ กับภัยพิบัติอยู่อย่างไร

เราเคยวิเคราะห์ว่า พิลิปินส์ อินโด เวียดนาม ถ้าไม่เจอภัยพิบัตินะ ประชากรที่เข้มแข็งเขาเนี่ยจะพัฒนาล้ำหน้าไทยแต่เพราะเขาเจอภัยพิบัติ เรื่องนาข้าวเขาเลยเสียหาย อะไรต่างๆเขาก็เลย ความเจริญด้านเศรษฐกิจไม่เท่าไทย ไทยยังเป็นประเทศที่อยู่ตรงการ ซึ่งมันพ้นจากภับพิบัติมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว แรงกดดันเรื่องภัยพิบัติ มันจะกลับมาเป็นด้านบวกได้อย่างไร ให้คนไทยปรับตัว เรียนรู้มากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น ไม่อยู่แบบตัวใครตัวมัน สะดวก สบายอีกต่อไป มันคือเรื่องใหญ่ แผ่นดินไหวมาแล้ว น้ำท่วมผิดฤดูกาลมาแล้ว การวิเคราะห์เรื่องนี้จะทำอย่างไร เพราะว่าญี่ปุ่นเกิดมา ที่เขาเข้มแข็งได้เพราะเขาเจอกับทั้งภัยพิบัติจากคน จากสงคราม ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ทำให้เขาตั้งให้ได้ แล้วเขาก็ต่อสู้กับมัน ประเทศไทยต้องรีบทำเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ไปเป็นแบบนี้ มาทีก็บริจาคกันที ขนของไป สังเคราะห์กันที ไม่เลิกสักที ต้องเลิกให้ได้ อยากให้ประชาชนไทยเนี่ยอยู่กับมัน แล้วก็ทำเรื่องอื่นไปด้วยทำเรื่องที่ดิน ทำเรื่องสวัสดิการ ขณะดียวกันเอาภัยพิบัติมาเนี่ยก็ล้อมตัวกันมาด้วยสาระเรื่องอื่น เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งให้ได้ เราควรมีหลักการทำงาน 4 ข้อ

หลักที่ 1 เขาต้องคิดว่า ปัจจุบันเขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ได้มานานครั้งแล้ว มันมาเป็นประจำและไม่รู้ว่ามันจะเกิดกับเขาได้ทุกเรื่องนะ อันนี้คนไทยต้องรับรู้ข้อมูลเรื่องนี้ก่อน ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มันไม่ใช่ชีวิตที่คุณจะบอกว่ามันไม่มีอะไร มาทีลมพัดมาทีหลังคาปลิว มาซ่อมหลังคากันที มันไม่ใช่แล้ว มันเป็นวิถีชีวิตที่ต้องปรับตัวเรื่องภัยพิบัติ เอาอันนี้ให้ชัดก่อนเพราะว่า ตอนนี้ทุกผืนแผ่นดินเรามันเกิดอะไรได้ทุกเรื่อง ซึ่งมันเป็นเรื่องของโลกร้อน มันเป็นเรื่องของภูมิอากาศด้วย

หลักที่ 2 ภัยพิบัติช่วยเปิด เปิดพื้นที่ให้กับงานพัฒนา คือทำอย่างไรให้วิกฤตอันนั้นกลับมาบวก หมายความว่าทุกคนเปิดหน้าตักหมดเลย ตอนภัยพิบัติสึนามิ มันทำให้เราเห็นชาวเล มันทำให้เราเห็นคนอุลักราโวยที่สูญเสียที่ดิน โดนบริษัทใหญ่หุบที่ดินชายฝั่งไปมาก มันทำให้เปิดหน้างานว่า อบต.จะต้องรับใช้ประชาชนอย่างไร ไม่ใช่ไปรับใช้บริษัทใหญ่ๆหรือนายทุน ตอนเปิดพื้นที่ปุบ ข้าราชการเอาไม่ไหว ข้าราชการปิดเรื่องนี้ไม่ไหว การใช้โอกาสเหล่านี้หันหน้ามาสู่การเผชิญกับปัญหา อย่างเช่นเกิดแผ่นดินไหวที่เชียงราย แต่ทุกคนกลับมาสำรวจพื้นที่หมดเลย บ้านช่องตัวเองพังจะทำอย่างไร ต้องสำรวจเรื่องที่ดิน สำรวจเรื่องอะไรทุกๆอย่างที่จะปรับตัว จัดใหม่ จัดพื้นที่ใหม่ จัดชุมชนใหม่ นั่นเป็นเรื่องสำคัญ อย่างประเด็นที่ 2 ที่ว่ามันเป็นโอกาสของการพัฒนาด้วย มันไม่ใช่เป็นวิกฤตอย่างเดียว

หลักที่ 3 ต้องตั้งหลักให้ได้ว่า ระบบเก่าๆตอนนี้ ต้องไม่ทำแล้ว อย่างเช่น การบริจาคอย่างบ้าคลั่ง ขนของไปให้จากคนที่มี คือคนไทยมีเมตรา เป็นฤดูกาลแห่งการเมตรา ให้ไปกันเต็ม แต่ใช้ไม่ได้ เอากางเกงในไปให้บ้าง เอาผ้าอนามัยไปให้บ้าง มันหลงทิศ หลงทาง จะต้องปรับตัวให้ได้ว่า ให้ข้างในผู้ประสบภัยพิบัติเผชิญหน้าว่าต้องช่วยตัวเองอย่างไร จัดตัวเองอย่างไร จะเอาของคนอื่นมาทำอย่างไรให้เป็นระบบภายในอย่างไร นี่มันเป็นการจัดการตนเอง ในระยต่อไปต้องคิดอย่างนั้น เปลี่ยนวิธีคิด

หลักที่ 4 ระบบรัฐต้องเปลี่ยน รัฐมักจะบอกว่า เกิดภัยพิบัติแล้วรัฐจะอนุมัติงบจากตรงกลางตรงนั้น ตรงนี้ไม่ใช่ เราต้องให้ระบบพื้นที่กับชุมชนท้องถิ่นแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเขาใกล้ชิดกว่า เขาจะยืนยาวมากกว่า ปรากฏการอันนี้อยู่ตรงที่ว่า ทุกหน่วยงานจะลงไปหมดเลยช่วงสัปดาห์แรก มีชื่อหน่วยงานเต็มไปหมด หนึ่งเดือนผ่านไป สองเดือนผ่านไป หายไปทีละองค์กร สุดท้ายชาวบ้านก็อยู่กับปัญหาเหมือนเดิม ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องตั้งหลักให้ได้ว่า เราจะไม่ทำอย่างนั้น และเราต้องให้ข้างล่างขึ้นมา แต่สงเคราะห์นี่จำเป็น ในเฉพาะหน้าจำเป็น แต่ไม่ใช่บ้าคลั่งขนาดนั้น และหน่วยงานรัฐสำคัญว่าระยะยาวต้องทำอย่างไร ให้ความยั่งยืน ให้เขามีความเข้มแข็ง ยั่งยืนในภัยพิบัติ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำเลย นายพลกร กล่าว

ในขณะเดียวกันเมื่อปี 2555 กลุ่มเครือข่ายชาวบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีได้มีการจัดทำโมเดลของการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ชื่อว่า “คูสว่างโมเดล” ขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นไปอย่างประหยัดและยั่งยืน ชุมชนคูสว่าง 210 ครัวเรือน ทุกปีจะถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างมาก ทั้งขาดรายได้ สัญจรไป-มาลำบาก ไม่มีที่พักอาศัย ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันระดมความคิด-ภูมิปัญญาท้องถิ่น เตรียมการรับมือน้ำท่วม โดยได้ร่วมกันสร้างเรือ ที่พัก และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆไว้ เช่น ที่พักชั่วคราวแบบถอดประกอบได้ ซึ่งสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ,การทำห้องน้ำยกพื้น ที่มีถังเก็บปฏิกูลด้านล่าง ง่ายต่อการใช้งาน และการดูแล , การจัดทำเรือไฟเบอร์ไม่ต้านน้ำ ที่สามารถบรรทุกคนได้ถึง 30 คน และบรรทุกของได้ถึง 1 ตัน พร้อมทั้งจัดทีมอพยพ ก่อนและหลังน้ำท่วม และทีมอาสาสมัครเฝ้าระวังระดับน้ำแจ้งเตือนภัยทุกระยะ ซึ่งเมื่อช่วงน้ำท่วม ปี 54 ที่ผ่านมาโมเดลนี้ ใช้การได้เป็นอย่างดี

โดยเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ได้ทำการเปิดตัวคูสว่างโมเดลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก จังหวัดอุบลราชธานี ณ. ชุมชนคูสว่าง ตำบลหนองกิมเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมทั้งจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและภาคีต่าง ๆ หน่วยงานสนับสนุน ร่วม 350 คน ซึ่งรูปแบบของคูสว่างโมเดลประกอบด้วย  ที่พักชั่วคราวแบบถอดประกอบได้ สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ และใช้ได้นานกว่า 10 ปี ประกอบด้วยชุดขนาด 3 ห้องต่อ 3 ครอบครัว กว้าง 2.40 เมตร ยาว 10.80 เมตร  ราคาประมาณ 30,000  บาท โดยจะจัดสร้างเบื้องต้น จำนวน 8 ชุด หรือสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้  24 ครอบครัว ห้องน้ำยกพื้น จัดสร้าง จำนวน 8 ห้อง เป็นลักษณะ ห้องน้ำยกพื้นมีถังเก็บปฏิกูลด้านล่าง ทำให้ง่ายในการจัดการดูแลและใช้งาน เรือไฟเบอร์ไม่ต้านน้ำ ใช้เหล็กเป็นโครงสร้างกระดูกเรือ กว้าง 1 เมตร ยาว 8 เมตร สามารถบรรทุกคนได้ 30 คน น้ำหนักบรรทุกกว่า 1 ตัน เพราะชุมชนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูน น้ำเชี่ยวมาก เรือต้องสู้กับความแรงของน้ำ

เรื่องราวของกระบวนการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วม โดยพลังชุมชน “คูสว่างโมเดล” โมเดลต้นแบบของชุมชนรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมโดยชุมชน ภายใต้หลักการที่ว่า ทำใจยอมรับเตรียมพร้อมรับมือ ปรึกษาหารือ และช่วยเหลือเกื้อกูลกันถ้าคนใกล้กัน พี่น้องกัน ไม่ช่วยกัน ภัยพิบัติก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราและชุมชนของเราเอง

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter