พิมพ์
สุคนธ์ทิพย์ จันสน ผู้สื่อข่าวชุมชนจังหวัดชุมพร
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1892

EcoNapho 23ชาวตำบลนาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร มีต้นทุนชุมชนที่หลากหลายเพื่อทำให้เกิดงานพัฒนาชุมชน พัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เกิดชุมชนจัดการตนเองให้ได้ โดยอาศัยประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม งานขึ้นปีใหม่ งานสงกรานต์ งานบุญเดือนสิบ ที่ยังรักษากันไว้และเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น ที่จะเชื่อมร้อยคนนาโพธิ์ให้เกิดพลังการต่อสู้แก้ปัญหาความเดือดร้อนในทุกๆด้าน  โดยส่งเสริมอาชีพและยกระดับรายได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมและสนับสนุน กลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มเพาะเห็ดฟาง กลุ่มน้ำตาลมะพร้าว กลุ่มปุ๋ยหมัก กลุ่มเลี้ยงสุกร กลุ่มแม่บ้านเกษตร โรงสีชุมชน แทบจะไม่ต้องพึ่งพาทุนภายนอกมากนัก

นายประพันธ์ รัตนา สารวัตรกำนัน เล่าถึงทุนชุมชนที่พัฒนาและส่งเสริมสำหรับหาเลี้ยงชีพ ว่า “บวบที่ปลูกไว้หน้าโรงสีทุกคนสามารถมาสอยกินได้ ไม่หวง ภายในชุมชนมีการส่งเสริมอาชีพที่หลากหลายและช่วยพี่น้องลดต้นทุน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นได้ เช่น

โรงผสมปุ๋ยเคมีและโรงผสมปุ๋ยหมัก เพื่อส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ/ปุ๋ยอินทรีย์ พี่น้องเกษตรกรตำบลนาโพธิ์ และพี่น้องชุมพร ทุกวันนี้ใช้ปุ๋ยของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เลยทำให้เกิดโรงผสมปุ๋ยของกองทุนฯ ขึ้น ไม่ว่าจะสูตรอะไรก็แล้วแต่ เราจะมาดูว่าใช้หิน กรวด ทราย เท่าไหร่ ซึ่งที่เราผสมปุ๋ยใช้เอง เป็นปุ๋ยแท้ๆ ไม่มีการผสมสิ่งเหล่านี้ โดยมีพี่น้องผู้ใช้ปุ๋ยทำสวนยาง ทำสวนปาล์ม มาใช้ปุ๋ยกองทุนที่นี่ ในราคาที่ถูกว่าท้องตลาด ไม่น้อยกว่า 100 บาท ขายเป็นกระสอบๆ ตั้งแต่ 50 กิโล ราคา 800, 900 ไปถึงพันกว่า ราคาต่างกันก็แล้วแต่สูตรด้วยอย่างน้อยเกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยถูก ตกกระสอบละ 100 บาทซื้อ 10 กระสอบก็ประหยัดได้ 1,000 บาท เงินส่วนนี้ก็เอาไปซื้อข้าวสารได้สองถัง

สำหรับโรงทำปุ๋ยหมัก กว่าจะได้ปุ๋ยหมักเหนื่อยมาก แต่ทำไมพวกเราต้องทำ เพราะดินที่ใช้กันทุกวันนี้ตั้งแต่ปู่ย่าตายายกว่าจะถึงพวกเรา มีการแผ้วถาง ฉีดยาหญ้า วัตถุอินทรีย์ในดินก็หมดไป แต่ถ้าเราไม่มีการเพิ่มวัตถุอินทรีย์เข้าไป ถ้าไม่ใส่ปุ๋ยหมักเสริมเข้าไปดินก็เสื่อมสภาพเร็ว ปลูกอะไรก็ไม่ดกไม่งาม ปุ๋ยหมักที่ทำอยู่จะมีส่วนผสม ขี้ไก่ ขี้หมู(หมูหลุมที่เลี้ยงไว้) ขี้วัว ขี้เค้ก (ขี้ตะกรันหม้อกรองน้ำตาล) จากโรงงานปาล์มน้ำมัน ต้นทุนทุกอย่างซื้อในชุมชน ตราบใดก็ตามถ้ามีดินไส้เดือนแล้วถือว่าดินนั้นอุดมสมบูรณ์แล้ว

หมูหลุม ทุกวันนี้หมูในตลาดกิโลเท่าไหร่ เป็นการช่วยพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงหมูเป็นอาชีพด้วย มีพ่อหมู แม่หมู มีพันธุ์ของตัวเอง ถ้าพวกเราไม่ช่วยอุดหนุนตรงนี้ ถ้าขายก็จับเป็นขายกันแค่โลละ 60 บาท แล้วจะเอาไปขายใคร ทำให้พี่น้องต้องไปเลี้ยงหมูพื้นบ้าน (หมูกินน้ำข้าว) เป็นหมูปลอดสารเคมีพอมีงานปีใหม่ สงกรานต์ งานหมู่บ้านต่างๆ ก็ล้มหมูกินกันขายกัน มีสินน้ำใจให้ ไม่ต้องซื้อเป็นการช่วยพี่น้องที่ยังเลี้ยงหมูโบราณ อาหารหมูก็ไม่ต้องซื้อ เอาปลายข้าวเอารำมาจากโรงสีชุมชน เลี้ยงหมูยังได้ขี้ไปทำปุ๋ยหมักด้วย

โรงสีชุมชน เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ในพื้นที่นาโพธิ์ ปลูกข้าวอยู่ที่ หมู่ 8 หมู่เดียว การมีโรงสีชุมชนถือว่าเป็นการ อนุรักษ์นาข้าว/ระบบเดิม ไว้ด้วย ถ้าทำนาแล้วไม่มีโรงสีแล้วจะเอาที่ไหนกิน อย่างน้อยทำแล้วคนทั้งตำบลได้ช่วยอุดหนุนข้าวพี่น้องด้วยกัน แล้วถ้าหมดนาภูมิปัญญาดั้งเดิมก็จะเลือนหายไปหมดด้วย  เพราะจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันหมด เมื่อมีมีโรงสีชุมชน แกลบที่สีได้ก็เอาไปใส่ในคอกหมูหลุม เราไปซื้อข้าวเอามาสีขายข้าวไปก็ซื้อข้าวเปลือกมาสี เราสร้างเครือข่าย พี่น้องหมู่ไหนเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ก็มาเอาปลายข้าวจากโรงสีนี้ไป วงจรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แล้วพี่น้องก็กลับมาซื้อข้าวสารจากเรา

กลุ่มออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนนาโพธิ์ก้าวหน้า ถ้าอยากให้คนในนาโพธิ์ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่รู้จักการออมเลย ก็ไม่ใช่ เมื่อรู้จักการออมแล้วสามารถกู้ยืมไปลงทุนได้ มีสมาชิกกว่า 200 คน มีเงินหมุนเวียน 4 ล้านบาท สมาชิกที่จ่ายดีตลอด ไม่เบี้ยว ไม่หนี จะได้วงเงินอนุมัติถึง 7 หมื่นบาท สำหรับที่ทำการกองทุนใช้เงินทุนก่อสร้างมาจากดอกผล นอกจากนี้สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์มีเงินทุนหมุนเวียนให้กับกลุ่มในการประกอบอาชีพมีร้อยละ 90 ของสมาชิกกลุ่มทั้งหมด

 “ปลูกต้นไม้ในใจคน” ธนาคารต้นไม้ เป็นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มจากคนมีที่มีสวนให้มีจิตสำนึก พี่น้องมานั่งพูดคุยกันหารือกันว่า วันนี้ไม้เริ่มขาดแคลนแล้ว เป็นการลดภาระโลกร้อน เป็นการนำมาใช้สอยเป็นที่อยู่อาศัย นำมาทำถ่านทำฟืน เป็นการใช้พื้นที่ที่ไม่ได้รบกวนการผลิตเดิม เอาต้นไม้มาคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ทุนหนึ่งใช้ในการสมทบกองทุนที่ดินด้วย ปลูกไม้ในใจคน คือทุกคนควรมีจิตสำนึก มีที่ 5 ไร่ ปลูกไม้ยืนต้น (เช่น กระถินเทพา) สัก 5 ต้น มีที่ 10 ไร่ ปลูก 10 ต้น มันอยู่รวมกันได้กับพืชตัวอื่นต่อไปตำบลนาโพธิ์ก็ร่มเย็น พี่น้องปลูกไม้วันนี้ก็ให้ลูกหลานได้ใช้ไม้ปลูกไม้ทำบ้านในวันข้างหน้าได้ และยังเป็นทุนของสังคมด้วย ทุนก็คือคน มีต้นทุนชุมชนเท่าไหร่ แต่คนไม่เข้าใจไม่สำนึก ต่อไปก็ไม่เหลือทรัพยากรให้ลูกหลาน

จากกลุ่มเศรษฐกิจชุมชนที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำน้ำตาลจากมะพร้าว เป็นเรื่องหนึ่งที่คนนาโพธิ์ทำกินอย่างจริงจัง

น้ำตาลมะพร้าวของกลุ่มเกษตรกรบ้านเขาสวนทุเรียน (หมู่ 3) มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  เพราะน้ำตาลมะพร้าวของที่นี่เป็นผลิตภัณฑ์ในชุมชนซึ่งใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดำเนินการผลิต และใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทั้งสิ้น แรกๆ เมื่อมีการรวมกลุ่มได้คิดกันว่าทำอย่างไรให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ปรากฏว่าในหมู่บ้านเขาสวนทุเรียนมีการปลูกมะพร้าวเป็นพืชหลัก และเป็นสวนมะพร้าวดั้งเดิมที่ทำต่อกันมารุ่นปู่ย่าตายาย บางสวนก็มีอายุกว่า 50 ปีขึ้นไปประกอบกับพื้นที่อยู่ใกล้ชายทะเล จากนั้นก็เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้นจนเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งและสร้างความมั่นในเรื่องทุนเศรษฐกิจชุมชนได้ดี กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวของตำบลนาโพธิ์

เริ่มทำน้ำตาลมะพร้าวโดยซื้อน้ำหวานจากสมาชิกมาลงหุ้นกัน

กลุ่มเกษตรกรบ้านเขาสวนทุเรียน  เปิดดำเนินการทำน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มและมีชื่อเสียงมาก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2544 โดยการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มเพียงสิบกว่าคน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่ 3 บ้านเขาสวนทุเรียน ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี โดยทางกลุ่มได้ซื้อวัตถุดิบคือน้ำหวาน จากจั่นมะพร้าวสมาชิกในกลุ่มและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ข้อดีของการทำน้ำตาลมะพร้าวของกลุ่ม คือ ยังคงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการกระบวนการผลิตน้ำตาล ให้คงอยู่กับชุมชนตลอดไป

สาเหตุที่คนนาโพธิ์ทำน้ำตาล มีคนโบราณเล่าว่าต้นมะพร้าวที่นี่ไม่ค่อยออกลูก ต้นไหนออกก็ออกน้อย เพราะการขึ้นไปเอาน้ำตาลนั้นจะเกิดการผสมเกสรแล้วก็ทำให้ต้นมะพร้าวต้นนั้นลูกดก หรือให้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโดยให้สังเกตจากทางมะพร้าวถ้าปลายแทงขึ้นฟ้าจะไม่ค่อยออกลูก แต่เมื่อใดที่ปลายทางมะพร้าวชี้ลงต่ำ ก็จะมีลูกดก เกิดจากดอกมะพร้าวมีกลิ่นหอมชวนให้แมลงมาติดเกสร ตอมน้ำหวาน ประโยชน์จากการทำน้ำตาลคือ ได้น้ำตาลมะพร้าว ซึ่งถือว่าเป็นน้ำตาลที่บริสุทธิ์ ช่วงปลายฝนต้นหนาวจะเป็นช่วงที่ได้น้ำตาลเยอะ และมะพร้าวติดลูกมากขึ้น

สายพันธุ์มะพร้าวใช้พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์มาวา

ก่อนที่จะเริ่มการทำน้ำตาลมะพร้าว  ต้องดูตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์มะพร้าวที่จะนำมาทำน้ำตาลมะพร้าวที่มีคุณภาพดี  เป็นมะพร้าวที่ชาวสวนคัดเลือกพิเศษ มะพร้าวตาลจะให้น้ำตาลสดในปริมาณที่มากว่าต้นมะพร้าวทั่วไปจำนวนจั่นต่อปีมาก จั่นใหญ่เหนียวโน้มได้ง่าย ต้นมะพร้าวที่ปลูกกัน เป็นพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะต้นสูงใหญ่ อายุยืน จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป บางชนิดลูกเล็กเนื้อหนา บางชนิดเปลือกบาง การจะดูว่าเนื้อหนาหรือบางนั้นใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการยกมะพร้าวลูกนั้นแล้วดูที่น้ำหนัก บางต้นเป็นมะพร้าวกะทิ  ส่วนมะพร้าวที่นิยมนำมาทำน้ำตาลมะพร้าวในปัจจุบันคือ พันธุ์มาวา (เกิดจากการผสมระหว่างมะพร้าวพันธุ์อเมริกาใต้ กับมะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองละแม) ที่นี่เริ่มปลูกมาร่วม 30 ปีแล้ว ต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง และมีอายุมากจะได้น้ำตาลที่มีคุณภาพดี   พืชที่สามารถปลูกร่วมกันในสวนมะพร้าวได้ เช่น ผักพื้นบ้าน  ผักเหลียง ผักหวาน บุกเตียง ระกำ รวมถึงไม้พุ่มเตี้ยอีกหลายชนิด ฯลฯ

มะพร้าว 1 ต้นให้ประโยชน์อะไรบ้าง

ต้น  นำมาสร้างบ้าน ลูกมะพร้าว เนื้อมะพร้าว นำมาทำอาหารคาวหวาน ทำน้ำมันสกัดเย็น น้ำมะพร้าว ดื่มแก้กระหาย กะลา นำมาทำเครื่องประดับ เครื่องตกแต่งบ้าน ยอดอ่อน นำมาทำอาหาร เช่น แกงส้ม ลวกทานจิ้มน้ำพริก ใบ นำมาทำเครื่องจักสาน เช่น กระเช้า หมวก พัด ก้านใบ นำมาทำไม้กวาด กระเช้า เปลือก นำมาทำกระถางต้นไม้ นำมาเป็นเชื้อเพลิง ทำปุ๋ย น้ำตาลมะพร้าวนำมาทำอาหารคาวและขนมหวานได้ด้วย น้ำตาลปึก นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ยังเอาไปทำเหล้าได้ ใยเชือก ทำเฟอร์นิเจอร์

ขั้นตอนการทำน้ำตาลมะพร้าว

เริ่มตั้งแต่การปีนขึ้นไปเอาน้ำตาลมะพร้าวบนต้น โดยชาวสวนจะนำพะอง ไปพาดที่ต้นมะพร้าว เพื่อใช้ขึ้นไปเก็บน้ำตาลสด ข้อควรระวัง  เวลาใช้พะอง ต้องดูตาให้เรียบร้อย เวลาขึ้น ห้ามจับที่ตา(ตาไม้อาจหักได้) ให้จับที่ลำ  เวลาปีนไม่จับทางล่างสุด เวลาฝนตกจะลื่น (ทางล่างอาจหลุดได้) คนโบราณ บางคนอาจใช้วิธีบากต้นเพื่อปีนขึ้นไปเอาน้ำหวาน จะเลือกจั่นหรืองวง ที่เหมาะสม โดยการทดลองใช้มีดปาดหรือกรีดที่ปลายจั่น/งวง ประมาณ 1 คืบ (เปลือกนอนแตก) ไม่ให้ถึงเส้นที่ออกลูก เอาดอกหมากหุ้มจั่นมะพร้าว ถักด้วยเถาแม่ย่านาง/วันยอ (ถักเว้นระยะ 1 จั่น 15 เส้น) ปัจจุบันนิยมใช้เชือกพลาสติก ตัดปลายจั่นทิ้ง (กะไม่ถึงดอกมะพร้าว) ใช้เชือกผูกปลายจั่น เอาเถาบันยออีกสองเส้นผูกปลายโยงลงมาทางมะพร้าวข้างล่าง ชาวสวนจะปีนขึ้นไปปาดจั่นทั้งตอนเช้าและตอนเย็น ประมาณ 3-5 วัน ให้ปลายย้อยลงแล้วเอากระบอกไปซู่ (รองน้ำตาลมะพร้าวจากจั่น)

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตน้ำตาล ได้แก่  พะองหรือพะโอง  ใช้ไม้ไผ่ บางหมัด ตาแข็งแรง ส่วนกระบอกรองน้ำตาล เมื่อก่อนใช้ไม้ไผ่สีสุก แต่ปัจจุบันนิยมใช้กระบอกพลาสติก  ไม้ไผ่อ่อน นำมาทำตอกบิด หลังคามุง  ทำไม้หาบน้ำตาล กรองน้ำตาล  ทำที่ปาดน้ำตาล เชือกมัดโอ่ง อาจใช้ หวาย เถาว์รสสุคนธ์  ปอ เชือกร้อยกระบอก  ใช้ ด้ายถัก กระบอกรองน้ำตาลพร้าว มี 2 ชนิด (ใช้ไม้ไผ่ เมื่อก่อนใช้กระบอกไม้ไผ่ เจาะรูเดียว เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด และตอนนี้ใช้กระบอกพลาสติกเจาะ 2 รู) มีดปาดตาล ปอกมีด อาจใช้ ไม้กระท้อน ไม้ขนุน ดกหมากหรือท่อ PVC เนื้อมีดมีลักษณะ คม และหนัก เถาบันยอ หรือเถาย่านาง เปลือกไม้เคี่ยม (ใช้ใส่ไว้ในกระบอกรองน้ำตาล มีรสฝาดช่วยให้น้ำตาลไม่เปรี้ยว) เป็นไม้ที่ควรอนุรักษ์เพราะใช้ประโยชน์ได้ทั้ง เศษไม้ เปลือกไม้ และแก่นไม้

ป้าสมเวียง คงแสงแก้ว อายุ 66 ปี ประธานกลุ่มทำน้ำตาลมะพร้าวบ้านเขาสวนทุเรียน และยังเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาการทำน้ำตาลมะพร้าวมาจากพ่อแม่ เล่าถึงวิธีทำกว่าจะได้น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธิ์ บรรจุใส่ถุงจำหน่ายว่า “เมื่อได้น้ำตาลสดใส่กระบอก ในกระบอกจะใส่ไม้เคี่ยมไว้ด้วยป้องกันน้ำตาลเปรี้ยว เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวก็จะนำน้ำตาลสดมาส่งที่กลุ่มเราโดยจะเอามาชั่งหาน้ำหนักและคิดราคา (น้ำตาลสดที่ไม่เคี่ยวรับซื้อกิโลละ 5 บาท ถ้าเกษตรกรเคี่ยวมาแล้วโลละ 32 บาท กว่าจะได้น้ำตาลปึก 1 กิโล ใช้น้ำตาลสดถึง 6 กิโล คนปาดตาลที่เอาน้ำตาลมาส่งมีสูงสุด 150 กิโล ต่ำสุด 50 กิโล เพราะถ้าเป็นเด็กรุ่นๆ จะขึ้นต้นมะพร้าวปาดตาลได้ถึง 50 ต้นภายในสองชั่วโมง) แล้วนำน้ำตาลที่ได้เทใส่กระทะใบบัว ก่อนจะจุดฟืนต้มต้องน้ำเศษไม้เคี่ยมและเกสรออกก่อนโดยใช้กระช้อนกรองเอาเศษขึ้นมาเพื่อให้น้ำตาลดูสะอาด ต้องใช้ฟืนเท่านั้นในการเคี่ยวน้ำตาลให้งวดในกระทะแรก ไฟอ่อนๆ ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นเร่งไฟแรงให้น้ำตาลเดือดปุดๆ เพื่อไล่ฟองอากาศออก พอได้น้ำตาลเหลืองข้นให้เอากระช้อนมากรองน้ำตาลอีกครั้งเพื่อนำน้ำตาลมาฟอก โดยใช้ไม้ฟอกที่ทำด้วยเหล็กขดเป็นวงกลม ใช้สำหรับตีในเนื้อน้ำตาลให้ขึ้นเพื่อเป็นการไล่อากาศอีกครั้งและเหนียวข้นเป็นเนื้อเดียวกัน

 

          จากนั้นนำไม้พายสำหรับกวนน้ำตาล มาคนน้ำตาลให้ทั่วกระทะหลังจากฟอก สัก 5-10 นาที แล้วใช้ไม้พายตักน้ำตาลขึ้นมาพักไว้เป็นก้อนๆ เพื่อรอให้น้ำตาลแข็งตัวสัก 3-5 นาที(ถ้าไม่แห้งสนิทพอใส่ถุงจะมีเหงื่อออก) พอให้หายร้อนแล้วนำไปบรรจุถุงละกิโลส่งขาย สำหรับช่องทางการจำหน่ายนั้นทางกลุ่มจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงกลุ่มร้อยละ 90 และจำหน่ายปลีกหรือพาไปออกร้านร้อยละ 10 โดยมีเงินลงทุนที่ใช้สำหรับดำเนินการขั้นต้นประมาณ 1.8 แสนบาท ส่วนแรงงานที่ใช้จะเป็นพม่าเสียส่วนใหญ่ จ้างวันละ 470  บาท เพราะคนไทยเคยจ้างแล้วอยู่กับเราไม่ทน เปลี่ยนหน้ากันเรื่อย แรงงานที่มีอยู่ก็ทำน้ำตาลกับเราเกือบจะ 10 ปีก็มี ก็ไปชวนลูกชวนพี่น้องกันมาทำ

 

ช่องทางการตลาดของกลุ่มจะแบ่งเกรดน้ำตาลออกหลายเกรด น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ไม่ใส่หัวน้ำตาลทรายเจือปน จะบรรจุใส่ปี๊บอย่างดี เนื้อเหนียวหนืด สีเข้ม ขายโลละ 40 บาท กำไรไม่ค่อยดี ชนิดที่สองน้ำตาลที่ผสมน้ำทรายขาว 20% จะขายโลละ 35 บาท ข้อดีคือ สามารถหยอดขึ้นรูปต่างๆ ได้ บรรจุใส่ถุงอย่างเดียว สีน้ำตาลจะออกขาวๆ ชนิดสุดท้ายเป็นน้ำตาลผสม(มีน้ำตาลจากกระบุรี น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย) จะขายดีสุดเพราะเนื้อน้ำตาลสีเหลืองสวย มีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อถึงกลุ่ม  กิโลละ 27 บาท กลุ่มผลิตได้ 35,000 กิโลต่อเดือน ความพิเศษของน้ำตาลชนิดนี้จะมีคนมารับซื้อไปต้มเหล้าด้วย การบรรจุหีบห่อทางกลุ่มจะช่วยกันคิด บางทีลูกค้าก็สั่งทำบ้าง ก็อยากจะพัฒนาตรงนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ดูน่าซื้อและเป็นของฝากได้ และอยากส่งเสริมการปลูกไม้เคี่ยมด้วย เพราะทุกวันนี้เหลือน้อยเต็มที

 

“อยากทำไปจนถึงน้ำตาลมะพร้าวสดบรรจุขวดพาสเจอไรซ์  ซึ่งต้องใช้ทุนสูงมากในการซื้อเครื่องพาสเจอไรซ์ และต้องมีแรงงานทำตรงนี้เพิ่มอีก โดยน้ำตาลมะพร้าวของเราสดและเก็บได้นาน และทำร้านค้าจำหน่ายริมถนนเพชรเกษม ให้นักท่องเที่ยวได้ชิมของดีสวี เหมือนที่แถวเพชรบุรีทำกัน” ป้าสมเวียง กล่าวทิ้งท้ายถึงแม้รายได้ของกลุ่มแต่ละเดือนจะอยู่ที่หลักแสน  แต่ป้าสมเวียงก็ยังอยากต่อยอดและสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนต่อไป

 

EcoNapho 10EcoNapho 14EcoNapho 27EcoNapho 40

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter