พิมพ์
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1476

002 sapang     

          กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของชาวบ้านสระพัง  อ.ร่อนพิบูลย์  จ.นครศรีธรรมราช  ที่เริ่มทำแผนที่ทำมือมาใช้เป็นแห่งแรกและต่อมาได้ออกหนังสือรับรองสิทธิการครอบครองที่ดิน  หรือ “โฉนดช้างดำ” ให้แก่สมาชิก  จนเป็นที่รู้จักกันดีของขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ทำงานเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน  ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่างก็ให้ความสนใจ  ทว่าผ่านไป  10 ปีนับตั้งแต่มีการออกโฉนดช้างดำฉบับแรกในปี 2547  จนถึงบัดนี้   ช้างเชือกนี้ก็ยังคงถูกล่ามโซ่เอาไว้โดยไม่รู้ว่าจะถูกปลดปล่อยในวันใด

 

จากระโนดข้ามทะเลสาบสงขลามาบุกเบิกที่ดินทำกิน

            ตำบลเสาธง  อ.ร่อนพิบูลย์  จ.นครศรีธรรมราช  มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  27,700  ไร่  ประกอบ ด้วย  8  หมู่บ้าน  ประชากรทั้งหมดประมาณ  12,077  คน  รวม 2,521  ครัวเรือน  เฉพาะในหมู่ที่ 2บ้านสระพัง  และพื้นที่บางส่วนของหมู่ที่  7 ซึ่งมีปัญหาเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์บ้านสระพัง  มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน  310  หลังคาเรือน  ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยาง  และปาล์มน้ำมัน

            ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 80 ปีที่แล้ว  พื้นที่ในตำบลเสาธงส่วนใหญ่มีสภาพเป็นพื้นที่รกร้าง  ในปี พ.ศ.2476  ทางราชการได้ประกาศขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ทุ่งสระพัง  เนื้อที่  4,003 ไร่  50  ตารางวา  โดยระบุว่า “สภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า  ไม่มีผู้เข้าครอบครอง  ลักษณะเป็นที่ราบ  (เลี้ยงสัตว์)”

            ต่อมาในราวปี พ.ศ.2491  จึงมีชาวบ้านเริ่มเข้ามาบุกเบิกจับจองที่ดินทำกิน  ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านจากอำเภอระโนดจังหวัดสงขลา  ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลเสาธงประมาณ 100  กิโลเมตร  แต่รู้ข่าวบอกเล่าจากเพื่อนพ้องญาติพี่น้องที่เข้ามาบุกเบิกที่ดินทำกินก่อนจึงชักชวนกันมา  ในปี  2498  ชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกที่ดินหลายรายได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินตาม พ.ร.บ.ที่ดิน พ.ศ.2497 และได้รับใบ สค.1

           ลุงคิ่น  แก้วคง  ปัจจุบันอายุ  73 ปี  เล่าว่า   ประมาณปี พ.ศ. 2492  พ่อแม่ได้ยินข่าวว่าทางราชการจะให้ที่ดินทำกินในตำบลเสาธงแก่ราษฎร  จึงอพยพครอบครัวมากัน  5 คน   ตอนนั้นลุงมีอายุประมาณ  8 ขวบ  นั่งเรือข้ามทะเลสาบสงขลามาขึ้นที่ตำบลลำปำ  อ.เมือง  จ.พัทลุง  จากนั้นจึงนั่งรถไฟมาลงที่ร่อนพิบูลย์  แล้วเดินเท้าเข้ามาที่บ้านสระพัง  ซึ่งในตอนนั้นยังมีสภาพเป็นที่รกร้าง  เป็นเส้นทางชักลากไม้ซุง

            “ตอนนั้นพ่อแม่จับจองที่ดินเอาไว้ประมาณ  29 ไร่เพื่อทำนา  และเลี้ยงวัวเอาไว้ใช้ไถนา  มีถนนแดงผ่านหมู่บ้าน  เป็นทางชักลากไม้ซุง  พอตอนหลังๆ จึงมีคนจากระโนดอพยพเข้ามาอยู่เพิ่มเติม  บางครอบครัวก็มาจากอำเภอเชียรใหญ่  หัวไทร  ปากพนัง  จังหวัดนครฯ  จนกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่”  ลุงคิ่นซึ่งลงหลักปักฐานมานานกว่า 60 ปีและถือเป็นคนรุ่นที่ 2 ของบ้านสระพังเล่าย้อนอดีต

            สำหรับที่มาของชื่อ “บ้านสระพัง” นั้น   คนเฒ่าคนแก่เล่ากันต่อมาว่า  ตอนที่อพยพมาอยู่ใหม่ๆ นั้น  สระน้ำแห่งนี้ก็มีอยู่ก่อนแล้ว  มีเนื้อที่ประมาณ  2 งาน  มีน้ำอยู่เต็มสระ  มีไม้น้ำ  มีปลาต่างๆ ไม่รู้ว่าเป็นสระน้ำธรรมชาติหรือมีคนขุดเอาไว้ก่อน  แต่ชาวบ้านก็เชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์  หากใครไปทำไม่ดีกับสระน้ำ  จะทำให้มีอันเป็นไป  ปัจจุบันสระน้ำแห่งนี้แห้งผากไม่มีสภาพเป็นแหล่งน้ำแล้ว

            ส่วนอาชีพทำนานั้น  ผืนนาแปลงสุดท้ายเลิกไปในราวปี 2543  เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ  ที่นาจึงกลายเป็นที่ดอน  แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็หันมาปลูกยางพารานานกว่า 30-40 ปีแล้ว  ปัจจุบันชาวบ้านกว่า 80 %  มีอาชีพทำสวนยางพารา  ส่วนที่เหลือก็เป็นสวนปาล์ม  นอกจากนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ประกอบอาชีพขายปลาดุกย่าง  ไข่ปิ้ง  โดยตั้งแผงเรียงรายอยู่ริมถนนหลวงก่อนเข้าบ้านสระพัง

 

จากธนาคารหมู่บ้านสู่โฉนดช้างดำ

            ในช่วงปลายปี 2543  เจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งได้นำแกนนำชาวบ้านสระพังจำนวนหนึ่งไปศึกษาดูงานที่กลุ่มออมทรัพย์คลองเปี๊ยะของลุงอัมพร   ด้วงปาน  ที่จังหวัดสงขลา  หลังจากศึกษาดูงานและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ชาวบ้านก็ได้ปรารภกับลุงอัมพรด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในทำนองว่า  ชาวบ้านสระพังเหมือนกับพลเมืองชั้นสอง  เพราะแม้ว่าจะมีที่ดิน  แต่ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์  จะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้  จะไปกู้เงินจาก ธกส.หรือจะไปขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือจากกองทุนสงค์เคราะห์ชาวสวนยางก็ไม่ได้

            “แต่ลุงอัมพรบอกว่า  พวกเอ็งจะไปกลัวอะไร  เพราะพวกเอ็งมีต้นทุนอยู่แล้ว   คือการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน  ตอนแรกก็แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน  หลังจากนั้นจึงแก้ปัญหาที่ดินไปด้วย  แล้วชวนพวกเราตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา  มีชาวบ้านเป็นนายธนาคาร  บริหารจัดการเอง  ไม่เกิน  5 ปีแกบอกว่า  พวกเอ็งจะมีเงินเป็นล้าน  ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อ  แต่พอทำไปได้เพียง 2 ปี  พวกเราก็มีเงินเกินล้านแล้ว”  ศราวุธ  สมพูเวช  หนึ่งในแกนนำชาวบ้านสระพังที่ไปดูงานในครั้งนั้นบอกเล่าความเป็นมาของธนาคารหมู่บ้าน

      001 sapang      ธนาคารหมู่บ้านบ้านสระพังเริ่มก่อตั้งขึ้นมาในเดือนมกราคม 2544  หลังแกนนำชาวบ้านสระพังกลับมาจากกลุ่มออมทรัพย์คลองเปี๊ยะได้ไม่นานเดือน  มีสมาชิกเริ่มแรก 36 คน  ส่วนใหญ่ก็เป็นแกนนำและญาติพี่น้อง  กำหนดให้สมาชิกถือหุ้นๆ ละ 10 บาท  ไม่น้อยกว่า 10 หุ้น  และฝากเงินออมขั้นต่ำคนละ 100 บาทต่อเดือน   เปิดทำการทุกวันที่  16  ของเดือน  เมื่อฝากเงินออมครบ  7 เดือนแล้วสมาชิกจึงจะมีสิทธิ์กู้ยืมเงินเพื่อนำไปหมุนเวียนหรือนำไปประกอบอาชีพได้  ไม่เกิน 3 เท่าของเงินออม  อัตราดอก เบี้ยร้อยละ 2 บาทต่อเดือน  และต้องมีสมาชิกค้ำประกันเงินกู้ 2 คน

            ด้านการบริหารจัดการ  มีคณะกรรมการทั้งหมด 15 คน   โดยมีลุงเพิ่ม  เมืองทอง  ผู้อาวุโสของหมู่บ้านดำรงตำแหน่งประธาน (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ลุงคิ่น  แก้วคง  เป็นฝ่ายตรวจการ  ลุงสอด  สังข์ด้วง  เป็นฝ่ายติดตามหนี้สิน   ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อถือ  เพราะมีผู้อาวุโสทั้ง 3  เป็นหลักประกัน   และยังมีคณะกรรมการคนอื่นๆ ที่ใจซื่อ  มือสะอาด  มาช่วยกันทำงานฝ่ายต่างๆ   เช่น  เหรัญญิก  สมุห์บัญชี  ฝ่ายพิจารณาเงินกู้  ฯลฯ   โดยมีศราวุธ  สมพูเวช  แกนนำรุ่นใหม่ไฟแรง   เรียนจบ ปวช.ด้านช่างยนต์มาเป็นผู้จัดการ  

เพียงไม่นานจำนวนสมาชิกใหม่ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกเล่าแบบปากต่อปากของชาวบ้าน  พอสิ้นปีแรกสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 140 คน  ธนาคารฯ มีเงินหมุนเวียนประมาณ 123,000 บาทเศษ  สิ้นปีที่สองธนาคารฯ มีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านบาทเศษ

            ธนาคารหมู่บ้านบ้านสระพังดำเนินการมาถึงปี 2547  ตอนนั้นธนาคารมีสมาชิกเกือบ  300 คน  มีเงินหมุนเวียนประมาณ  2 ล้านบาทเศษ   สมาชิกสามารถกู้ได้สูงสุดถึงรายละ 30,000 บาท  หากครอบครัวใดมีเงินฝาก 2 บัญชีก็จะกู้ได้อีก  ทำให้สมาชิกเริ่มมีปัญหาเรื่องคนค้ำประกันเงินกู้  เพราะวงเงินกู้เริ่มสูงขึ้น   คนค้ำก็เริ่มหายาก  เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร

            “ตอนนั้นจึงมาคิดกันว่า  พวกเราเองก็มีที่ดินทำกิน   จึงหาทางเอาที่ดินที่มีอยู่มารับรองกันเอง เพราะชาวบ้านจะรู้กันว่า  ที่ดินตรงไหนเป็นของใคร   เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารหมู่บ้าน   โดยจัดทำเป็นเอกสารรับรองสิทธิที่ดิน   ดูตัวอย่างจาก สค. 1  และโฉนดที่ดิน   ซึ่งมีตราครุฑสีแดงประทับอยู่   แต่ของเราเลือกเอาช้างดำ  เพราะคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า  สมัยก่อนที่บ้านสระพังเป็นเส้นทางชักลากไม้ซุง  มีช้างพลายสีดำตัวใหญ่งายาวเดินผ่านอยู่บ่อยๆ  ชาวบ้านจะเอาอ้อย  เอากล้วยให้ช้างกิน   เพราะอยากจะดูช้างเชือกนี้ใกล้ๆ   ช้างดำจึงเป็นขวัญใจของชาวบ้าน  และถือเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน”   ศราวุธเล่าถึงกำเนิดและที่มาของโฉนดช้างดำ

โฉนดช้างดำจะออกให้เฉพาะสมาชิกของธนาคารหมู่บ้านบ้านสระพังเท่านั้น  เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้  สมาชิกที่จะขอออกโฉนดช้างดำจะต้องมายื่นเรื่องล่วงหน้าที่ธนาคารฯ  หลังจากนั้นธนาคารจะนัดสมาชิก  เจ้าของที่ดินข้างเคียง  และเจ้าหน้าที่ธนาคารไปตรวจสอบและรังวัด  และจดบันทึกว่าที่ดินทิศข้างเคียงจรดที่ดินของใคร  โดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาช่วยยืนยัน  เพื่อป้องกันความขัดแย้ง 

หลังจากนั้นธนาคารจึงออกโฉนดช้างดำให้  โดยระบุชื่อผู้ครอบครอง   จำนวนเนื้อที่   ที่ดินข้างเคียง  คล้ายกับ สค.1  และลงนามกำกับโดยประธานธนาคารหมู่บ้านและผู้จัดการธนาคาร   หากสมาชิกมีความจำเป็นจะขอกู้ยืมเงินจากธนาคารหมู่บ้านก็สามารถใช้โฉนดช้างดำเป็นหลักทรัพย์ได้ทันที  ไม่ต้องหาคนค้ำประกันเหมือนเมื่อก่อน

            โฉนดช้างดำฉบับแรกเริ่มออกให้แก่สมาชิกในเดือนมิถุนายน  2547  โดยปีแรกออกโฉนดให้สมาชิกจำนวน 43  ราย  และออกต่อมาเรื่อยๆ รวม 3 รุ่น  จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ  300  โฉนด  เงื่อนไขสำคัญในการขอออกโฉนดช้างดำก็คือ  1.ที่ดินที่จะนำมาขอออกโฉนดจะต้องไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิครอบครอง  2.หากมีการซื้อขายเปลี่ยนมือจะต้องแจ้งให้ธนาคารฯ ทราบทันที  โดยธนาคารจะทำการเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองที่ดินรายใหม่  และเขียนสลักหลังว่าถือครองต่อจากใคร  3.หากสมาชิกรายใดให้ข้อมูลเรื่องที่ดินเป็นเท็จ  จะถูกตัดออกจากสมาชิกธนาคารหมู่บ้านทันที

            ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2557) ธนาคารหมู่บ้านบ้านสระพัง  มีสมาชิกทั้งหมด 457 ราย  มีเงินหมุนเวียนทั้งหมดประมาณ  5.3  ล้านบาท  และชาวบ้านสามารถกู้ยืมได้สูงสุดรายละ 60,000 บาท  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน  เปิดทำการทุกวันอาทิตย์ที่สองของเดือน  โดยมีเด็กนักเรียนระดับมัธยมปลายในหมู่บ้านหลายคนมาช่วยทำงานและเรียนรู้เรื่องธนาคารหมู่บ้านและปัญหาที่ดินด้วย

 

ก้าวย่างในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

            ก่อนที่ชาวบ้านสระพังจะใช้ธนาคารหมู่บ้านเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและที่ดินนั้น   ย้อนกลับไปในปี 2538  ชาวบ้านสระพังเคยทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินในทุ่งสาธารณประโยชน์บ้านสระพัง  ต่อมาในปี 2539  กระทรวงมหาดไทยส่งหนังสือตอบกลับมาว่า  ชาวบ้านครอบครองที่ดินไม่ถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้  การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในครั้งนั้นจึงยุติลง

            ในปี 2543  กรมที่ดินได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจที่สาธารณประโยชน์ทุ่งสระพัง  ต่อมาในเดือนตุลาคม  2544  อธิบดีกรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.เลขที่ 499)  ระบุว่าที่ดินตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2  ต.เสาธง  อ.ร่อนพิบูลย์   จ.นครศรีธรรมราช  เนื้อที่  1,624  ไร่   80 ตารางวา  อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย  (ที่สงวนเลี้ยงสัตว์ทุ่งสระพัง  ที่สาธารณประโยชน์)

 003 sapang           การออก นสล.ในครั้งนี้   ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า  การขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณ ประโยชน์ทุ่งสระพังเมื่อปี 2476  นั้น   ระบุว่ามีเนื้อที่ทั้งหมด  4,033  ไร่  50  ตารางวา  แต่เมื่อออกเป็นหนังสือ นสล.กลับเหลือที่ดินอยู่เพียง  1,624  ไร่เศษ   ดังนั้นที่ดินจึงขาดหายไปประมาณ  2,409 ไร่  และที่ดินดังกล่าวไปอยู่ที่ใด  ซึ่งจากการตรวจสอบของชาวบ้านในเวลาต่อมาจึงทราบว่าที่ดิน สาธารณประโยชน์ทุ่งสระพังบริเวณที่นอกเหนือจากที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองอยู่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ์เป็น นส.3  และเป็นโฉนดไปหมดแล้ว

            อย่างไรก็ตาม  ในปี 2547 หลังจากที่ธนาคารหมู่บ้านได้เริ่มออกโฉนดช้างดำให้แก่ชาวบ้าน  ในปีเดียวกันนั้น  รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายขึ้นทะเบียนคนจน  โดยให้แต่ละหมู่บ้าน  แต่ละชุมชน  สำรวจปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน  เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา  คณะกรรม การธนาคารหมู่บ้านบ้านสระพังจึงใช้โอกาสนี้สำรวจข้อมูลความเดือดร้อนเรื่องที่ดินของชาวบ้าน  โดยใช้คณะกรรมการทั้ง 15 คนเดินสำรวจ 

ในช่วงเดียวกันนั้น  เจ้าหน้าที่จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้เข้ามาทำงานในพื้นที่บ้านสระพัง  และได้ให้ความรู้และคำแนะนำเรื่องการสำรวจข้อมูลชุมชน  การจัดทำผังที่ดินแก่คณะกรรมการธนาคารหมู่บ้าน  จึงเป็นการจุดประกายให้แกนนำคิดทำแผนที่ทำมือขึ้นมา  เพื่อประโยชน์ในการออกโฉนดช้างดำและเป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหาที่ดิน

“ช่วงปี  2548  ชาวบ้านจึงเริ่มทำแผนที่ทำมือขึ้นมา  ทั้งที่ไม่เคยอบรมกันมาก่อน  เริ่มจากการออกแบบสำรวจข้อมูล  แล้วนัดชาวบ้านมาประชุม  เพื่อชี้แจงแล้วเอาแบบสำรวจให้ชาวบ้านกลับไปกรอกข้อมูล  รายละเอียดการถือครองที่ดิน  หลังจากนั้นจึงเอาข้อมูลมาทำแผนที่ทำมือแบบง่ายๆ  แสดงสถานที่สำคัญในหมู่บ้าน  เช่น  วัด  โรงเรียน  แปลงที่ดินที่มีปัญหา  ใช้กระดาษปอนด์แผ่นใหญ่มาทำเป็นแผนที่  กว่าจะได้รายละเอียดทั้งหมด  ไม่มีที่ดินแปลงใดตกหล่น  ก็ต้องทำถึงแผ่นที่ 10  ใช้เวลานานมาก”  ศราวุธเล่าถึงการทำแผนที่ทำมือครั้งแรกด้วยความภูมิใจ  เพราะหลังจากนั้นทาง พอช.ก็ได้นำต้นแบบจากบ้านสระพังไปขยายความรู้ให้แก่เครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินทั่วประเทศ

ในปี 2548  ชาวบ้านเริ่มผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ทุ่งสระพังไปตามลำดับชั้น  เช่น  ให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านสระพังทำหนังสือ อบต.เสาธงเพื่อให้ อบต.ขอยกเลิกทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์  แล้วให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ออก สปก.ให้แก่ชาวบ้าน  นอกจากนั้นยังทำหนังสือถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช  สาขาร่อนพิบูลย์ด้วย 

อย่างไรก็ตาม  ในเวลาต่อมา สปก.ได้ลงมาสำรวจพื้นที่แล้วแจ้งว่า  แปลงที่ดินที่ชาวบ้านครอบครองดังกล่าวมีขนาดไม่ใหญ่  และต้องเหมาะสมแก่การประกอบเกษตรกรรม  แต่ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้กลายเป็นที่อยู่อาศัย  เป็นชุมชน  มีวัด  มีโรงเรียน   สปก.จึงดำเนินการปฏิรูปไม่ได้

ในช่วงปี 2549  ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.)  ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น   ได้จัดเวทีแก้ไขปัญหาความยากจนขึ้นที่จังหวัดพัทลุง  ตัวแทนชาวบ้านจากสระพังได้มีโอกาสเข้าไปนำเสนอข้อมูลการแก้ไขปัญหาที่ดิน  การออกโฉนดช้างดำ  และการจัดทำแผนที่ทำมือเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา  โดยพลเอกสุรินทร์  พิกุลทอง  ประธานคณะกรรม การ ศตจ.ปชช.ได้แสดงความพอใจ  และสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ชาวบ้านดำเนินการอยู่ 

ในเวลาต่อมา ศตจ.ปชช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานประสานกับชาวบ้าน  มีการตั้งวงเสวนาพูดคุยกับคณะกรรมการธนาคารหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ จนได้ความคิดตกผลึกว่าชาวบ้านควรจะจัดตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา

 

กองทุนที่ดินหลักประกันความมั่นคงของชาวสระพัง

กองทุนที่ดินบ้านสระพังจัดตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม  2549  โดยมีแนวคิดที่สำคัญก็คือ  หากชาว บ้านได้รับเอกสารสิทธิ์ที่ดิน   ชาวบ้านที่มีความจำเป็นเดือดร้อนก็อาจจะเอาที่ดินไปจำนองกับ ธกส.หรือธนาคารพาณิชย์  หรืออาจนำที่ดินไปขาย  ทำให้ที่ดินหลุดมือออกไปข้างนอก  หากมีกองทุนที่ดินขึ้นมา  ถ้าชาวบ้านเดือดร้อนก็อาจจะขายหรือนำที่ดินมาจำนองกับกองทุนฯ เมื่อมีเงินก็นำมาไถ่ถอนในภายหลัง  ที่ดินก็ยังอยู่กับคนในชุมชน  นอกจากนี้กองทุนที่ดินยังสามารถให้สมาชิกกู้ยืมไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้  เป็นการป้องกันที่ดินหลุดมือได้อีกทางหนึ่ง

จรุง  บุญวัฒน์   ประธานธนาคารหมู่บ้าน (คนปัจจุบัน)  กล่าวว่า  กองทุนที่ดินบริหารงานโดยธนาคารหมู่บ้าน  คณะกรรมการกองทุนที่ดินจำนวน  15 คนจึงมาจากคณะกรรมการธนาคารฯ  ส่วนสมาชิกกองทุนฯ ก็จะต้องเป็นสมาชิกธนาคารฯ  และใช้วิธีการระดมหุ้นจากสมาชิกธนาคาร  หุ้นละ 100 บาท  ได้เงินกองทุนเริ่มแรกจำนวน 200,000  บาท  และจะนำผลกำไรของธนาคารหมู่บ้านปีละ 10 % มาสมทบเข้ากองทุนทุกปี (ปัจจุบันลดเหลือ 5%)  ต่อมากองทุนฯ ได้เสนอของบประมาณสนับสนุนจาก พอช.จำนวน  200,000 บาท  และได้รับการอนุมัติในปี 2553  จึงนำมาสมทบเข้ากองทุนที่ดิน 

ส่วนการจัดสรรเงินกองทุนฯ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  คือ  40 % เป็นเงินสำรองเพื่อจัดซื้อที่ดิน  และ 60 %  ให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อนำไปพัฒนาอาชีพหรือเพื่อเป็นรายได้เสริม  เช่น  การเลี้ยงไก่  วัว  หมู  ปลา  ฯลฯ  การปลูกผักสวนครัวเพื่อเป็นอาหารหรือนำไปขาย   มูลสัตว์หรือเศษพืชผักก็นำมาทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ   เป็นการลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  

อย่างไรก็ตาม  ที่ผ่านมายังไม่มีชาวบ้านนำที่ดินไปขายให้แก่คนข้างนอก  คงมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันเองภายในหมู่บ้านประมาณ 2-3 ราย  กองทุนที่ดินจึงยังไม่มีการซื้อที่ดินเอาไว้  ส่วนการให้กู้ยืมเพื่อสร้างอาชีพนั้น   กองทุนฯ กำหนดให้กู้ยืมได้สูงสุดไม่เกินครอบครัวละ  50,000 บาท  ผ่อนชำระคืนภายใน  3 ปี  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อเดือน   ที่ผ่านมามีสมาชิกกู้ยืมไปแล้วหลายราย

          ในปี 2554  กองทุนที่ดินบ้านสระพังได้ทำโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท  เสนอต่อ พอช.เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาที่ดิน  โดยได้รับอนุมัติงบประมาณสนับสนุนในเดือนตุลาคมปีนั้น  จำนวน  600,000 บาท  ซึ่งงบประมาณดังกล่าว  ได้จัดสรรดังนี้ 

1.พัฒนากองทุนที่ดิน  จำนวน 400,000 บาท  โดยมีเป้าหมายยกระดับกองทุนที่ดินบ้านสระพังให้เป็นกองทุนระดับตำบล  2.พัฒนาข้อมูล GIS ทั้งตำบล  และจัดทำข้อมูลรายแปลงที่ดินสาธารณะทุ่งสระพังให้ครบ 410  แปลง  จำนวน  100,000 บาท  3.สนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพ  จำนวน  60,000 บาท   โดยจะสร้างครอบครัวตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาจำนวน 10 ครัวเรือน  และ 4.จดแจ้งสภาองค์กรชุมชนตำบล  และเชื่อมโยงกองทุนระดับตำบลจำนวน  400,000 บาท

ศราวุธ  สมพูเวช  ในฐานะแกนนำการพัฒนาบ้านสระพัง  กล่าวว่า  ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2557)  กองทุนที่ดินบ้านสระพังมีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ  800,000 บาทเศษ  มีสมาชิกประมาณ 300 ราย  สามารถเป็นหลักประกันสร้างความมั่นคงให้แก่สมาชิกได้ในระดับหนึ่ง  สมาชิกสามารถกู้ยืมเงินไปประกอบอาชีพเสริมเพื่อหนุนอาชีพหลัก  โดยใช้ที่ดินและอาชีพเดิมที่มีอยู่สร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นมา  ยึดหลักการที่ว่า “ปลูกและเลี้ยงในสิ่งที่กิน  กินในสิ่งที่เลี้ยงและปลูก” 

“โดยเฉพาะครอบครัวที่เป็นต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน 10 ครอบครัวที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนฯ รายละ 5,000 บาท  จะต้องทำตามข้อตกลงที่ว่าไปตลอดชีวิต  หากทำไม่ได้จะต้องถูกปรับ  10 เท่า  และจะต้องออกจากสมาชิกธนาคารหมู่บ้านด้วย”  ศราวุธกล่าวถึงข้อตกลง

ส่วนการจัดทำข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์หรือ GIS. นั้น  ที่ผ่านมาได้ทำเต็มพื้นที่ตำบลแล้ว  ทั้งแผนที่กายภาพทั้ง 8  หมู่บ้าน  เส้นทางคมนาคม  แหล่งน้ำ  สถานที่สำคัญ  สถานศึกษา  พื้นที่เกษตรกรรม  ที่ดินรายแปลงในทุ่งสระพัง  ฯลฯ  เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหาที่ดินต่อไป  ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่า  มีบ้านเรือนในหมู่ที่  2  จำนวน  195  หลัง  และในหมู่ที่ 7 จำนวน 48 หลัง  รวมทั้งหมด 243  หลัง  จำนวน  310  ครอบครัว (รวม 410 แปลง) อาศัยอยู่ในที่ดิน นสล.ทุ่งสระพัง  เนื้อที่ 1,624  ไร่   

นอกจากนี้แผนที่ดังกล่าว  ทางสถานีอนามัยตำบลเสาธงยังได้นำไปใช้ประโยชน์ในการแสดงตำแหน่งผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตในแผนที่ด้วย   เช่น  จุดสีแดงแสดงตำแหน่งบ้านผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน   จุดสีเหลืองแสดงตำแหน่งบ้านผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันฯ  เมื่อจะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมผู้ป่วยก็สามารถหาบ้านได้ง่าย

            ส่วนขั้นตอนในการเรียกร้องสิทธิเรื่องที่ดินนั้น  ศราวุธกล่าวว่า  ที่ผ่านมาชาวบ้านก็ได้ดำเนินการไปตามลำดับขั้น  ร้องเรียนตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงกระทรวงมหาดไทย  ล่าสุดทางสภา อบต.เสาธงก็มีมติให้ยกเลิก นสล.ทุ่งสระพังไปแล้ว  เพราะสภาพปัจจุบันที่ดินแปลงนี้ไม่ได้เป็นที่สาธารณะเลี้ยงสัตว์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน  แต่ชาวบ้านได้เข้าครอบครองทำกิน  และขอให้ สปก.เข้ามาดำเนินการต่อไป  แต่เรื่องก็ยังเงียบหายไปเนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง  ทำให้นโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดินไม่ต่อเนื่อง

            “ตอนนี้ชาวบ้านจะไป สปก.ก็ไม่ได้  จะไปโฉนดชุมชนก็ยาก  เพราะการเมืองยังไม่นิ่ง  จริงๆ แล้วชาวบ้านอยากจะได้เอกสารสิทธิ์ที่ดิน  เพราะสามารถเอาไปจำนองกับธนาคารพาณิชย์หรือ ธกส.ก็ได้  หรือเวลามีคดีความก็ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้   แต่หากชาวบ้านได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว  โอกาสที่ที่ดินจะหลุดมือก็มีความเป็นไปได้สูง  และบทบาทของธนาคารหมู่บ้านอาจจะลดลง  เพราะชาวบ้านจะไปธนาคารข้างนอกกันหมด”  ศราวุธกล่าวถึงความกังวล

            ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างลูกชาวบ้านในตำบล  เมื่อคดีถึงโรงพัก  ฝ่ายหนึ่งที่มีโฉนดก็เอาโฉนดมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันลูกหลานของตน  ตำรวจจึงปล่อยตัวออกมา  ส่วนฝ่ายชาวบ้านสระพังมีแต่โฉนดช้างดำ  จะเอาไปเป็นหลักทรัพย์ตำรวจคงไม่ยอม  ลูกชาวบ้านสระพังจึงต้องนอนอยู่ในโรงพักหลายคืนกว่าจะวิ่งเต้นหาคนมาประกันตัวได้   แต่เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไปทั้งตำบล  ชาวบ้านต่างก็วิจารณ์กันว่า  “ลูกชาวบ้านสระพังเป็นฝ่ายผิด  เพราะถ้าไม่ผิด  ทำไมมันต้องติดหราง (ตะราง)”  นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ชาวสระพังอยากจะได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน

            “เราตั้งเป้าไม่ได้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปีกว่าจะต่อสู้เรียกร้องสำเร็จ   แต่ชาวบ้านก็จะต้องผลักดันเรียกร้องต่อไป   และถึงแม้ว่าจะได้โฉนดมาแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นโฉนดชุมชนหรือโฉนดที่ดินก็ตาม  แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้  เพราะยังมีเรื่องการทำมาหากิน  การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือ  ซึ่งเราจะต้องทำต่อไป”   แกนนำการแก้ไขปัญหาที่ดินบ้านสระพังกล่าวทิ้งท้าย

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter