ตะวันที่ทำหน้าที่แผ่ความร้อนมาตลอดวัน ยันใกล้จะสิ้นแสงทิ้งตัวลงลับขอบโลก มองออกไปไกลจนสุดเนินลาดเชิงเขา บรรยากาศโชยมาเตะต้องกายอย่างเย็นเฉียบ ความรู้สึกดูเหมือนจะถูกผสมไปด้วยความเงียบ อ้างว้าง ช่างเป็นช่วงที่มองดูเยือกเย็น หม่นหมอง เหมือนดั่งชีวิตคนเรานั้น ..ที่เขาว่าคำนวณอย่างไรก็ไม่เท่าฟ้าลิขิต เรื่องนี้จริงแท้แค่ไหนไม่ประจักษ์
หากจะกล่าวเฉพาะบางมุมในชีวิตของคนที่นี่ ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ของพวกเขา จึงเปรียบเสมือนเป็นเชื้อไฟที่โหมพัด ให้ชีวิตของพวกเขาไม่เคยมอดดับไปตามอุปสรรค ไม่เคยละทิ้งผืนดินทำกิน ที่รัฐประกาศเป็นเขตป่าแล้วขับไล่พวกเขาออกไป พวกเขาจึงทั้งรัก และหวงแหน ที่จะอยู่และต่อสู้ให้ที่ทำกินกลับคืนมาสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น เหมือนดังที่เคยเป็น
“จะให้ทำอย่างไรได้ ยายไม่มีที่ดินทำกิน เขามาไล่เราออกไป บอกว่าเป็นพื้นที่ป่า มาขู่ว่าหากไม่ออกจะถูกจับดำเนินคดีติดคุกนะ เขาบอกพวกยายแบบนั้น ยายขบคิดมาตลอดว่า บุกรุกที่ไหน ทำกินในพื้นที่มาตั้งแต่เด็กยันเป็นสาวมีครอบครัว แต่กลับมาถูกขับไล่ ต้องมาช่วยกันประคองหอบลูกน้อยไปหารับจ้าง บางครั้งก่อนนอนในค่ำบางคืน น้ำตาไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้ในขณะที่มือยังจับจอบก้มตัวลงผสมปูน คราบน้ำตายังเกาะปนกับเหงื่อไคลบนสองแก้ม ด้วยความอาวรณ์ถึงผืนดินที่เคยทำกิน”
นางตัน เดชบำรุง ยายเฒ่าร่างเล็กทรวดทรงบอบบาง วัย 69 ปี ริ้วรอยบนใบหน้าเหี่ยวย่นไปตามวัย เปล่งเสียงแหบห้าว ฟังดูมีพลัง เล่าถึงความย้อนหลังที่มักจู่โจมหวนกลับมาให้ระลึกถึงผืนดินทำกินที่ถูกยึดไปกว่า 50 ไร่ ขณะที่ยังสาวๆ เรี่ยวแรงยังพอมี ยังพอไหวที่จะเร่ร่อนไปหารับจ้าง แม้สมัยนั้นความสะดวกในการเดินทางยังลำบาก แต่จำทนต้องสู้ดิ้นรนหิ้วลูกน้อยไปเป็นแรงงานก่อสร้างถึงกรุงเทพฯ
ก่อนนั้นทุกวันโลกของพวกเขามีแต่ความสุข ครั้นเมื่อชีวิตยังคงผูกพันอาศัยหากินอยู่กับป่า อยู่ร่วมกับต้นไม้ อาศัยเก็บผลหมากรากไม้ หาเก็บเห็ด หน่อไม้ เด็ดยอดกระถินตำลึงริมรั้ว เคยเผื่อแผ่ เกื้อกุลกัน แต่กว่า 40 ปีมาแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ หลังจากที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ยึดที่ของพวกเขาไปปลูกป่ายูคาลิปตัส เมื่อปี 2521 ส่งผลให้หลายครอบครัวต้องถูกอพยพออกจากพื้นที่ทำกิน บ้างไปอาศัยอยู่กับญาติ บางครอบครัวแตกสลาย กลายเป็นแรงงานรับจ้าง เพราะไม่มีที่ดินทำกิน ท่ามกลางปัญหา อุปสรรค ที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมา แต่เป็นปัญหาของความไม่ชอบธรรม ที่เบียดขับให้พวกเขากลายเป็นคนตกขอบของแผ่นดิน
เสียงเรียกร้องสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบกว่า 200 คอบครัว ต้องดิ้นรนต่อสู้ กระทั่งทวงคืนผืนทำดินเดิม กลับคืนมาได้ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 และจัดตั้งหมู่บ้าน ชื่อ “ชุมชนบ่อแก้ว” กว่า 5 ปี แล้วที่ได้ร่วมกันพลิกฟื้นทั้งชีวิตและผืนดิน มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในวันครบรอบ 3 ปีบ่อแก้ว ได้ร่วมกันประกาศเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์ ทำการผลิตปลูกผักต่างๆ ทั้ง กล้วย ตะไคร้ งา ถั่วแดง ข้าวโพด และอีกหลายชนิด เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งตนเองในระดับครอบครัวได้ โดยไม่ต้องพึ่งแหล่งอาหารจากภายนอก มีบางรายที่นำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว มาจนถึงวันนี้
“เดี๋ยวนี้มันเกิดความเศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง ป่าไม้มันเข้ามาติดป้ายประกาศไล่ให้พวกเรารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งพืชผลทั้งหมดออกไปภายใน 30 วัน อีกแล้ว”
ภายใต้ชายคาแคบๆ อ้อมแขนของยายยังคงโอบกอดหลานน้อยไว้แน่น ราวกับว่าเป็นสมบัติอันมีค่าชิ้นสุดท้ายเทียบเท่ากับผืนดิน สายตาของยายทอดมองขึ้นไปบนฟ้าที่มืดครึ้มอย่างเศร้าสร้อย ไม่กี่อึดอัดใจ ยายหวนนึกถึงชีวิตลูก และหลานๆ อันเป็นสุดที่รัก เป็นลมหายใจ เป็นแม้กระทั่งชีวิตของแก...
น้ำเสียงที่ขาดห้วงไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยความในที่อัดอั้นตันใจ น้ำตาเอ่อไหลลงมาตามแก้มที่เหี่ยวย่น ขณะเดียวกันได้ชี้นิ้วนำสายตาให้เหลียวมองมาตามภาพ เป็นแผ่นป้ายปิดประกาศขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าชุมชนบ้านบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
ในวันที่โลกดูเหมือนแคบลงไปด้วยความสะดวกในเส้นทาง ตามมาด้วยระบบการสื่อสาร ทั้งเทคโนโลยีต่างๆได้แทรกเข้าไปในทุกมุมของโลก ทว่าความทุกข์ยากของชาวบ้าน กลับถูกปิดกั้นจากข้อกฎหมาย จากภาระอันหนักหน่วงที่รัฐบาลหลายยุค สั่งสมมาให้ชาวบ้านแบกรับ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี ระหว่างทางในการร่วมกันแก้ไขปัญหา จนเป็นที่ยอมรับ ผ่านการพิสูจน์สิทธิ์จากหลายหน่วยงาน จนมีมติร่วมกันมาหลายครั้งว่า สวนป่าคอนสารทับที่ทำกินชาวบ้าน
เป็นเรื่องปฎิเสธได้หรือไม่ว่า ฟ้าลิขิตหรือใครเป็นผู้กำหนด เสมือนยิ่งเป็นการกดทับ ย้ำลงไปในคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้หนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม ด้วยว่าทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปิดประกาศ โดยเนื้อหา ระบุว่า อาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า และคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 25557 เรื่องการเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม บริเวณป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์อยู่หรืออาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง...ฯ
“26 ส.ค. 57 ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังติดป้ายไปทั่วหมู่บ้านนั้น พวกเราเข้าไปสอบถามถึงที่มา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อ้างแต่ว่า ได้รับคำสั่งจากจังหวัดชัยภูมิ ความทุกข์ยากที่มาพร้อมกับผืนดินทำกินถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม และให้อุตสาหกรรมป่าไม้ได้รับสัมปทานนำต้นยูคาฯมาปลูกทับพื้นที่ ขับไล่พวกเราออกไป พร้อมใช้กระบวนการทางยุติธรรม มาดำเนินคดี แจ้งข้อกล่าวหาบุกรุก แผ้วผางฯ ก็หนักหนาอยู่แล้วแต่วันนี้กลับมาอ้างคำสั่งไล่รื้อ ทั้งที่พื้นที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาแล้ว
เสียงห้าวๆ ก้องกังวาน ใบหน้าคมสัน ริ้วรอยบนใบหน้าแสดงถึงประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน ที่น้อยคนจะเทียบได้ เจ้าของเสียงร่างท้วมสูงใหญ่ คือนายนิด ต่อทุน วัย 68 ปี ก้าวออกมาจากกระต๊อบน้อย ผู้เฒ่าที่ฟ้าลิขิตให้ผ่านชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน นับจากสูญเสียที่ทำกินไปกว่า 30 ไร่ ได้นำการต่อสู้เรียกร้องเคียงบ่าไหล่กับพี่น้องที่ทุกข์ยากมาโดยตลอด กระทั่งได้นำขบวนคนทุกข์ยึดพื้นที่กลับคืนมาได้ นอกจากมติที่ได้รับจากทุกคะแนนเสียงที่มอบหน้าที่ให้เป็นประธานโฉนดชุมชนบ้านบ่อแก้วแล้ว สิ่งที่ติดตามตัวเขามากระทั่งอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลกีฎา คือ เป็นจำเลยคนที่ 1 จากจำนวนทั้งหมด 31 คน
ประธานโฉนดชุมชน เล่าต่อไปว่า ทุกช่วงของเวลาที่ล่วงผ่านมานั้น พวกเขาได้มีการสรุปบทเรียนเกี่ยวกับ การปลูกสร้างสวนป่าของหน่วยงานรัฐ ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเกษตรกรอย่างพวกเขาได้ เมื่อกลับเข้ามาทวงดินทำกินคืนมาแล้ว จึงได้ร่วมกันพลิกฟื้นผืนดินเพื่อให้เกิดความยั่งยืน พร้อมทั้งได้พัฒนาที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับพัฒนาชีวิต และจัดการบริหารที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน
“แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น พี่น้องของเราย่อมหวาดผวา กลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตไปบ้าง แต่เป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ในหลายชุมชนทั่วประเทศกำลังถูกหน่วยงานของรัฐปิดป้ายไล่รื้อ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย สมาชิกของพวกเราที่เหลือไม่กี่วันจะครบกำหนดตามป้ายคำสั่งที่ป่าไม้นำมาปิดประกาศแล้ว ฉะนั้นทางเลือกของพวกเราคือ จะยืนหยัด ต่อสู้ เพื่อให้ข้ามผ่านไปบนทางที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาพี่น้องเราถูกปิดกั้นสิทธิการในการถือครองที่ดินทำกินมาโดยตลอด หากถูกไล่ออกไปอีกครานี้ พวกเราจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกินกันอีก”
นายนิด กล่าวเสริมอีกว่า จากป่ายูคาฯ มาจนถึงผลผลิตที่พวกเขาร่วมกันพลิกฟื้นกลับคืนมาบริการจัดการในรูปแบบการสร้างชุมชนเกษตรกรรมอินทรีย์ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สังคม ดังนั้นพวกเขาจะรักษาผืนดินไว้ให้มีความมั่งคง และยั่งยืน สืบทอดไปสู่ลูกหลาน
จากแสงแรกที่จับขอบฟ้า จนค่อยๆกระจ่างขึ้น เสมือนเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของทุกชีวิตที่นี่ ให้ตื่นขึ้นมาขยับจังหวะชีวิตในทุกๆวัน โดยเฉพาะนับจากที่มีแผ่นป้ายมาปิดประกาศ พวกเขาต้องเดินทางไปยื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ อาทิ นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ฯ
รวมทั้ง พล.ต.มารุต ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการเดินทางไปขอความเห็นใจจากผู้มีอำนาจเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน คืนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน โดยหนังสือที่ยื่นมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ และ 2.ให้พิจารณามาตรการและแนวทางการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินของชาวบ้านที่เดือดร้อน เพื่อให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิต จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายต่อไป
อากาศเริ่มเย็นเฉียบ แรงลมยังคงพัดมาไม่แปรเปลี่ยน การเดินทางเพื่อร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบ ดำเนินการผ่านความเหนื่อยล้ามาตลอดวัน ยันตะวันเริ่มคล้อยลงใกล้ทาบกับทิวเขาเบื้องหน้าอันยาวไกล ฝูงนกโผบินกลับคืนสู่รัง ไม่ต่างกับชีวิตของคนทำมาหากิน แสงจากเตาไฟคนในชุมชนบ่อแก้วกำลังถูกติดขึ้นมา บ่งบอกถึงเวลาที่กำลังเข้าสู่การประกอบอาหาร ทีละเตา สองเตา ตามทุกครัวเรือน
แม้ยามราตรีนี้ แสงไฟจากคนบ่อแก้ว จะค่อยๆดับไป ทีละดวง สองดวง จนความมืดดำเข้ามาปกคลุมในชุมชนอย่างเต็มที่ แต่ชีวิตของคนที่นี่ไม่เคยมอดดับ พวกเขามีหัวใจที่เสมือนเป็นเชื้อไฟที่โหมพัด ที่จำต้องลุกขึ้นมากำหนดชีวิตตนเอง เพื่อให้ก้าวข้ามไปสู่ความถูกต้อง เป็นธรรม เพื่อรักษาผืนดินทำกินไว้ให้คงอยู่บนอ้อมกอดอันอบอุ่นของพวกเขา และเพื่อลูกหลานสืบไปจนตลอดชีวิต


