สืบเนื่องจากจังหวัดชัยภูมิ ได้มีประกาศจังหวัด เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปิดประกาศในพื้นที่พิพาทสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย และสวนป่าคอนสาร (ชุมชนบ่อแก้ว) ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 24 และ 25 สิงหาคม 2557 ตามลำดับ โดยสาระสำคัญของประกาศข้างต้น อาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดชัยภูมิ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 ให้ผู้บุกรุกถือครองพื้นที่สวนป่าทั้ง 2 แห่ง ออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพืชผลอาสิน ภายใน 15 วัน และ 30 วัน ตามลำดับ หากพ้นกำหนดเวลา ทางราชการจะเข้าตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการตามกฏหมายแก่ผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด นั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 57 ชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อ ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาระบุว่า ขอให้ทบทวนพิจารณายกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ ในคำสั่งที่จะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยหนังสือที่ยื่นมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ และ 2.ให้พิจารณามาตรการและแนวทางการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินของชาวบ้านที่เดือดร้อน เพื่อให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิต จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายต่อไป โดยทาง เลขาฯ ผบ.กกล.รส.จว.ชย เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือร้องเรียน พร้อมกับกล่าวว่าจะนัดหมายให้ตัวแทนชาวบ้านผู้เดือดร้อน พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมประชุมถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้ 1 ส.ค. 57 นั้น
1 ส.ค. 57 ประมาณ 13.00 น. ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย และกรณีสวนป่าคอนสาร(ชุมชนบ่อแก้ว) ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ ที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม ชั้น 2 โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประชุมด้วย ดังนี้ เลขานุการผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) หัวหน้าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) เจ้าหน้าที่ศาลอุธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรชัยภูมิ
นายเด่น คำแหล้ ตัวแทนชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากชุมชนโคกยาว กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงต่อหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมประชุมว่า ส่วนตัวยอมรับว่ามีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี 2516 แต่ทั้งนี้ได้ทำประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนมีการประกาศ โดยได้รับมรดกมาจากพ่อตาแม่ยาย ส่วนในเรื่องคดีความนั้น ได้ผ่านกระบวนการในชั้นศาลมาแล้ว กระทั่งเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 56 ที่ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยืนตามศาลชั้นต้น มีคำสั่งจำคุก ตนและภรรยา 4 เดือน ซึ่งคดีความขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา
นายเด่น กล่าวต่อว่า แม้ชาวบ้านทั้งสองพื้นที่ จะพยายามอธิบายว่า พื้นที่ทั้งสองนั้น ได้มีกลไกในการตรวจสอบของคณะกรรมการร่วม ทั้งจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ รวมทั้งได้มีนโยบายร่วมกับรัฐบาลมาหลายยุค โดยล่าสุดมีข้อตกลงร่วมว่า ในระหว่างการแก้ไขปัญหาสามารถให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำกินได้ แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อ้างแต่ในข้อกฎหมาย โดยในข้อสรุปที่ประชุมนั้น หน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้นัดหมายมาประชุมต่ออีกในวันศุกร์ที่ 5 ก.ย.57 นี้
“ตนรู้สึกว่าการนัดหมายที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 ก.ย. เพื่อให้ผู้เดือดร้อนในกรณีดังกล่าว ไปทำตามข้อตกลงเป็นสัญญาทางใจ เพื่อให้ชาวบ้านรีบเก็บผลผลิต รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ เพราะเจ้าหน้าที่อ้างแต่กฎหมาย ชาวบ้านไม่มีแม้แต่สิทธิ์แม้จะต่อรอง หรือร้องหาความชอบธรรมใดใดเลย กลับกลายเป็นว่าคนจนเป็นผู้ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความทุกข์ทนทุกวันนี้ ไม่ต่างกับคนตายทั้งเป็น เพราะที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยไม่มี จะถูกไล่ออกจากพื้นที่ในไม่กี่วันนี้ ฉะนั้นตนอยากให้ผู้มีอำนาจลงมาดู เพื่อให้ความช่วยเหลือ และขอความเป็นธรรมว่า ชีวิตจริงของคนจนๆ ที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ที่รับจ้างทำไร่ ไถนา เป็นเพียงเกษตรกรหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ที่ถูกกล่าวบุกรุกถือครองทำประโยชน์ในเขตป่านั้น พวกตนบุกรุกจริงหรือไม่” นายเด่น ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวทิ้งท้าย


