
6 ปี การใช้เครื่องมือ “สภาองค์กรชุมชน” ในการพัฒนา ภาคเหนือตอนล่าง
โดย นายสมพล พิธิยากูล
พี่น้องที่มาร่วมประชุมในวันนี้เป็นแกนนำสภาองค์กรชุมชนที่มีคุณภาพ แต่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนเติมเต็มวิธีการเพื่อกลับไปพัฒนาแกนนำสภาฯ ในจังหวัด ดังนั้นหลังจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันแล้วผู้ที่มาประชุมในวันนี้จะต้องกลับไปออกแบบการพัฒนาแกนนำพี่น้องในจังหวัดต่อไป กระบวนการพัฒนาศักยภาพแกนน้ำในครั้งนี้จะใช้เรื่องราวการปฏิรูปเป็นเครื่องมือหรือบทเรียนในการพัฒนาศักยภาพแกนนำ ซึ่งเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจะได้มีการแลกเปลี่ยนและเติมเต็มเรื่องการปฏิรูปร่วมกัน
ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนได้ยึดแนวทางการปฏิรูปอยู่ 2 เรื่อง การปฏิรูปต้องปฏิรูปจากฐานราก กล่าวคือ ต้องมีเวทีคู่ขนานที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนจากฐานรากเสนอแนวคิดขึ้นไปสู่ระดับนโยบาย และ ใช้เรื่องราวการปฏิรูปเป็นบทเรียนเครื่องมือในการไปพัฒนาศักยภาพแกนนำสภาฯ
ในขณะนี้แต่ละจังหวัดกำลังจะมีการคัดเลือกตัวแทนแต่ละจังหวัด 5 คน และประกอบกับตัวแทนจากประเด็นปฏิรูปภายใต้ 11 ประเด็น เพื่อเข้าไปนั่งอยู่ในสภาปฏิรูปเป็นคณะทำงานปฏิรูปประเทศไทย ในส่วนของภาคประชาชนจากฐานรากเองก็น่าจะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอปฏิรูปควบคู่กันไปด้วย จากการสังเกตสถานการณ์การคัดเลือกตัวแทนเข้าไปในสภาปฏิรูปในตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากผู้บริหารการศึกษา ซึ่งระบบการศึกษาไทยตอนนี้ก็ตกอันดับลงไปมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากผู้บริหารระบบการศึกษาที่มีแนวคิดแบบเดิมๆ เราจึงน่าจะสนับสนุนคนใหม่ๆ เข้าไปนั่งอยู่ในสภาปฏิรูปให้มากขึ้น
สภาองค์กรชุมชน ภาคเหนือตอนล่าง มีการจัดตั้งมา 6 ปีแล้ว มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 337 แห่ง แต่คนโดยทั่วไปยังไม่เข้าใจการทำงานของสภาฯ มากนัก เช่น ไม่รู้ว่าสภาองค์กรชุมชนตำบล จัดตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ในฐานะคนทำงานสภาองค์กรชุมชนก็จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและทำงานกันต่อไป ผลการทำงานที่ผ่านมา มีการใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน อยากให้เราภูมิใจในการทำงาน อยากให้กลับไปพัฒนาคนในจังหวัดของเราให้รับทราบร่วมกันว่าเราจะใช้สภาฯ เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ส่วนแนวคิดเรื่องการปฏิรูปเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้อง
ภารกิจของสภาองค์กรชุมชนนอกเหนือจากการจัดประชุมที่เป็นทางการ การเป็นเวทีกลางที่คนในตำบลได้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงประเด็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หน่วยงาน นักธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง หรือการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสภาพลเมืองแล้ว ภารกิจที่สำคัญของสาคัญของสภาองค์กรชุมชน คือ เรื่องการส่งเสริมการกระจายอำนาจ
สถานการณ์การแก้ไขปัญหาน้ำจึงท่วมสุโขทัย โดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัด
นายสมศักดิ์ คำทองคง สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดสุโขทัย กล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัยไว้ว่า ลักษณะทางกายภาพของลำน้ำยม ที่มีลักษณะแคบมีความกว้างเพียง 40 เมตร ประกอบกับฤดูกาลนี้เป็นช่วงน้ำหลากของจังหวัดสุโขทัย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มจึงทำให้น้ำท่วมขัง มีทุ่งทะเลหลวงเป็นพื้นที่รองรับน้ำ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ทางการเกษตรได้เพราะอยู่ไกล น้ำในทุ่งนเรศวรจึงถูกนำไปใช้ในระบบประปา
น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัยเป็นสถานการณ์น้ำท่วมเป็นปกติ ชาวบ้านสามารถปรับตัวให้อยู่กับน้ำได้ โดยช่วงฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะการกักเก็บน้ำเพื่อจับปลามาขาย
อย่างไรก็ตาม แนวทางของจังหวัดในการแก้ไขปัญหาน้ำที่ผ่านมามีการจัดระบบระเบียบน้ำ โดยสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสุโขทัยได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำมาโดยตลอด อาทิเช่น สภาองค์กรชุมชนตำบลทุ่งมีการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งในนาของตนเอง สภาองค์กรชุมชนตำบบลหนองจิกทำสระกักเก็บน้ำเพื่อป้องกันน้ำหลาก
ดังนั้น การประกาศให้พื้นที่จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่ภัยพิบัติจึงไม่ได้มีความสำคัญต่อชีวิตของคนสุโขทัย ส่วนการแก้ไขโดยการสร้างตลิงสูงก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าจะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุต้องไปสนับสนุนการอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า ของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และการสร้างแก่งเสือเต้นไม่ใช่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดสุโขทัย เพราะปัญหาน้ำในจังหวัดสุโขทัยไม่ใช่เรื่องน้ำท่วม แต่เป็นปัญหาน้ำแล้งไม่มีที่เก็บกักน้ำมากกว่า
การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในการปฏิรูปขบวนสภาองค์กรชุมชน
โดย นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
เรียนท่านผู้นำภาคเหนือตอนล่างทุกท่าน ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของขบวนองค์กรชุมชนทั้งประเทศ ถ้าเราปรับตัวไม่ทันเราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้เป็นโอกาสดีที่จะต้องมีการกระตุ้นเรื่องการปฏิรูปให้มากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีเวทีการ
พูดคุยทั้งที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนบน ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้เพื่อชักชวนกันหาหนทางในการปฏิรูป ซึ่งต้องร่วมกับผลักดันให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้นภายใน 1-2 ปี การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ถือว่าเป็นกระบวนการปฏิรูปที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะภาคขบวนองค์กรชุมชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีในการที่จะช่วงชิงการแก้ไขปัญหาที่เราพยายามทำกันมากนาน เรื่องที่อยากจะชวนคุยในวันนี้มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือ
- 1.สถานการณ์ในปัจจุบัน
– สถานการณ์การแปรญัตติงบประมาณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)ในฐานะกองเลขาฯ สภาองค์กรชุมชนทั้งประเทศ ได้เข้าร่วมแปรญัติงบประมาณในปี 2558 ในปีนี้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ถูกตัดงบเหลือประมาณ 9 พันกว่าล้าน ในการแปรญัตติคณะกรรมการได้ตั้งคำถามพอช.อยู่ 3 เรื่องว่า หนึ่ง มีการจัดประชุมระดับชาติหรือไม่ สอง งานสวัสดิการชุมชน ความจริงปีนี้ถูกตัดงบสมทบไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่การจัดประชุมระดับจังหวัด/ระดับชาติ ประมาณ 50 กว่าล้านบาท ต่อมาคสช.ได้ทำเรื่องขอให้สำนักงบจัดสรรงบให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งสิ้น 1200 ล้านบาท ซึ่งทางพอช.ได้มีการติดตามอย่างต่อเนื่อง สาม งบประมาณที่คงค้างในโครงการบ้านมั่นคงกับการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยชนบท อยู่ประมาณ 2,700 ล้านบท ในปี 2558 พอช.ก็จะต้องมีแผนการระบายงบที่คงค้างออกไป
สำหรับงบประมาณในปี 2558 สำนักงบอนุมัติงบให้พอช.จำนวน 252 ล้านบาท โดยสภาองค์กรชุมชนได้รับงบมากที่สุดจำนวน 110 ล้านบาท ซึ่งทิศในการทำงานประเด็นที่ดินและเศรษฐกิจและทุนชุมชนต่อไปจะเน้นให้สภาองค์กรชุมชนเป็นผู้คนทำงาน สวัสดิการชุมชนก็จะให้สภาองค์กรชุมชนเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง ดังนั้นงานประมาณ 252 ล้านก็เป็นงบที่สภาองค์กรชุมชนไปใช้ทำงานได้โดยร่วมกับประเด็นต่างๆ ดังนั้นในปีนี้สภาองค์กรชุมชนก็จะมีบทบาทอย่างเต็มที่ บทบาทของสภาองค์กรชุมชนก็จำเป็นต้องมีการปรับใหม่ ตอนนี้งบพร้อมแล้ว คงต้องย้อนกลับไปถามว่าสภาองค์กรชุมชนพร้อมหรือยัง
– การจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและสภาคู่ขนาน การคัดเลือกคนเข้าไปเป็นคณะทำงานในสภาปฏิรูปถือเป็นโอกาสในการปฏิรูปเพื่อพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาขบวนองค์กรชุมชนมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ดังนั้นแม้ว่าจะมีสภาปฏิรูปแล้วก็ไม่ควรไปฝากความหวังกับตัวแทนที่เข้าไป 250 คนเท่านั้น แต่ขบวนองค์กรชุมชนเองควรมีการจัดตั้งสภาของตนเองในลักษณะคู่ขนานกับสภาปฏิรูป ถ้าออกแบบได้ดีสภาคู่ขนานก็จะช่วยผลักดันงานปฏิรูปได้มาก เพราะการปฏิรูปในช่วง 1-2 ปีนี้ทำไม่ได้แน่นอน แต่จะกินเวลายาวไปถึงช่วงของการเลือกตั้งข้างหน้า ดังนั้นสภาปฏิรูปของชาติกับสภาคู่ขนานจะต้องทำไปด้วยกัน ซึ่งอาจจะไปเกี่ยวข้องกับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย
– นโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ขณะนี้นโยบายการจัดการป่าที่รัฐบาลที่ประกาศไว้ว่าจะให้มีพื้นที่ป่าเพิ่ม 40 % ทั้งประเทศ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันพื้นที่เหล่านั้นมีชาวบ้านเข้าไปอยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายดังกล่าวยังขัดกับแนวทางเดิมที่พลเอกประยุทธ เคยประกาศไว้ว่า การแก้ไขปัญหาป่าอาจจะทำให้เป็นป่าเศรษฐกิจที่ชาวบ้านสามารถอาศัยอยู่กับป่าได้ หรือทำเป็นเอกสารสิทธิชั่วคราวเพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปทำกินได้เป็นช่วงๆ 10-15 ปี พร้อมกับปลูกป่าไปด้วย แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานระดับล่างกลับใช้นโยบายดังกล่าวไปตัดไม้ที่ชาวบ้านปลูกเป็นการใหญ่ เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นแต่สุดท้ายก็เกิดขึ้น แต่ ส่วนใหญ่นโยบายก็เป็นไปในทางที่ดี อย่างไรก็ตามเราจะต้องผลักดันนโยบายทางสังคมที่จัดทำโดยภาคประชาชน เช่น เรื่องที่ดิน เรื่องเศรษฐกิจและทุน ซึ่งที่ผ่านมาทางทหารได้ส่งคนมารับฟังข้อเสนอจากขบวนเศรษฐกิจและทุนที่จัดเวทีขึ้นที่พอช.ไปแล้ว
– การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องช่วยกันจับตา สภาปฏิรูปซึ่งมีตัวแทนของขบวนองค์กรชุมชนเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยก็จะมีสิทธิในการให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย เพราะบางเรื่องเช่น เรื่องสิทธิชุมชนก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว
เราต้องทำงานให้ทันกับสถานการณ์โลกและสถานการณ์ประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราต้องมีการปรับตัวให้ทัน การทำงานกับคสช.ค่อนข้างเร็วมาก และส่งผลกระทบค่อนข้างสูง เช่น การประกาศนโยบายรถไฟฟ้ารางคู่ สภาองค์กรชุมชนก็จำเป็นที่จะต้องคิดค้นหาวิธีการการทำงานร่วมกันมากขึ้น
2.ภาคเหนือตอนล่างจะเป็นอย่างไรในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า
สภาองค์กรชุมชนเองอาจจะเคยได้รับรู้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงมากมากแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ประเทศไทยกำลังที่จะเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เพราะการเปิดอาเซียนในปี 2558 จะมีรถไฟรางคู่ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ขณะเดียวกัน ขอบชายแดนของประเทศไทยทั้งเชียงของ แม่สาย แม่สอด สะเดา สระแก้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะมีนโยบายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน นอกจากนี้เส้นทางเศรษฐกิจซึ่งแต่เดิมเคยอ้อมผ่านทะเลจีนใต้ อ้อมอินโดนีเซียเข้าช่องแคบ ผ่านเข้ามหาสมุทรอินเดียไปสู่ประเทศแทบยุโรป หรือถ้ามาทางอาวไทยก็จะสู่มาบตาพุด อ้อมอ่าวไทย เข้าช่องแคบมะละกา ผ่านทะเลอันดามัน เข้าสู่ประเทศแทบยุโรป การเปลี่ยนแปลงเส้นทางเศรษฐกิจนี้จะส่งผลให้ภาคเหนือตอนล่างเกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าทุกภาค
แต่ ณ ปัจจุบันจะมีเส้นทางเศรษฐกิจใหม่เชื่อมโยงผ่านทวายเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย เส้นทางนี้จะช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายจากการขนส่งทางอ้อม จึงทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยสามารถตัดผ่านจังหวัดมุกดาหารทะลุเข้าเขตดานังประเทศเวียดนาม หรือสามารถผ่านจังหวัดขอนแก่นมาสู่จังหวัดพิษณุโลก ผ่านอ.แม่สอด จ.ตาก เข้าสู่ประเทศพม่าและประเทศกัมพูชา ส่วนเส้นทางจังหวัดสระแก้ว ผ่านมาบตาพุด ตัดเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ทะลุจังหวัดราชบุรี ไปสู่เขตทวายประเทศพม่า ซึ่งมีการวางแผนให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเมืองท่าในการขนส่งสินค้า
เส้นทางเศรษฐกิจเหล่านี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทาง flood way ทำให้มีการขยายคลองให้มีความกว้างมากขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางการขนส่งทางน้ำสายใหม่ ถ้านโยบายนี้สำเร็จจะทำให้เกิดเส้นทางขนส่งที่ทะลุถึงทวาย ดังนั้นนโยบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงบ 3.5 แสนล้าน จึงมีเบื้องหลังที่มีความเกี่ยวโยงกันทุกเรื่อง ในเกิดการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับทะเออันดามัน ในขณะที่ตอนนี้ อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย กลายเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าของประเทศจีน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเข้าสู่อาเซียนไม่ใช่ประเทศไทยไปเปลี่ยนประเทศอื่น แต่ประเทศอื่นกำลังจะมาเปลี่ยนประเทศเราด้วย ดังนั้นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นได้ทั้งโอกาสและภัยคุกคาม
พื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
5 พื้นที่ ตามแนวชายแดนที่สำคัญๆ ในขณะนี้ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นประตูสู่ย่างกุ้งไปสู่เวียดนาม เป็นพื้นที่ที่มีระบบโลจีสติกส์และอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ด่านจังหวัดมุกดาหารเป็นพื้นที่ขนส่งสนคล้า และเป็นคลังสินค้าอิเล็คทรอนิค และด่านอรัญประเทศที่จ.สระแก้ว ซึ่งเชื่อมโยงสินค้าแปรรูปด่านการเกษตร ซึ่งเมืองชายแดนไม่เชื่อมโยงเข้าสู่กทม. แต่เป็นการเปิดประตูสู่อาเซียน ด่านจังหวัดตราดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสินค้าปลอดภาษี ด่านสะเดาเป็นอุตสาหกรรมยางพาราและอาหารทะเล และด่านปาดังเบซาร์มีความสำคัญด่านระบบโลจีสติก การค้ายางพารา และอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีแผนการพัฒนาพื้นทีเหล่านี้ไว้แล้ว โดยวางแผนพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งต่างๆ ไว้รองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ เช่น อ.แม่สอด มีการสร้างสะพานเชื่อมชายแดนไทยกับพม่า พร้อมขยายถนน 4 เลย รวมทั้งมีการขยายสนามบินแม่สอด เป็นต้น
ปัจจุบัน คสช. ได้เห็นชอบพื้นที่จัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะแรก จำนวน 5 พื้นที่จากจำนวน 12 พื้นที่ ได้แก่
1. แม่สอด จังหวัดตาก ติดประเทศเมียนมาร์
2. อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ติดประเทศกัมพูชา
3. บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ติดประเทศกัมพูชา
4. มุกดาหาร ติด สปป.ลาว
5. สะเดา และด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ติดประเทศมาเลเซีย
ส่วนพื้นที่อีก 7 แห่ง ได้แก่
1.จังหวัดเชียงราย 3 แห่ง คือ อำเภอแม่สาย เชียงแสนและเชียงของ
2.พื้นที่ชายแดนอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
3.พื้นที่ชายแดนอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
4.พื้นที่ชายแดนบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
5.พื้นที่ชายแดนจังหวัดนราธิวาส
ประเทศไทยตอนนี้จึงเป็นเรื่องป่าล้อมเมือง คือ ระบบเศรษฐกิจชายแดนจะเป็นตัวนำ โดยเฉพาะพื้นที่แม่สอดกับมุกดาหารจะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโลกเพราะสามารถเชื่อมทะลุผ่านทะเล
จังหวัดตากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก สภาองค์กรชุมชนจังหวัดตากต้องวิเคราะห์ข้อมูลตนเองเสียใหม่ เพราะโรงงานตั้งมากเนื่องจากแรงงานถูก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทรัพยากร มลพิษและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดมากขึ้น
1. กระบวนการที่จะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากภาคขบวนองค์กรชุมชนแล้ว ที่ผ่านมาคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้มีข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนประเทศในอนาคตไว้ ดังต่อไปนี้
1)การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
- คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) เสนอเพิ่มให้มีองค์กรอิสระ และให้มีการทบทวนบทบาทภารกิจของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
- ให้มีเวทีท้องถิ่นหรือจัดตั้งหน่วยงานองค์กรเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลให้คำปรึกษา เสนอแนะ
2)การสร้างการมีส่วนร่วม
- คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) เสนอให้มี “สมัชชาปฏิรูปจังหวัด” 5 ภาคส่วน ราชการ, อปท., สถาบันการศึกษา, ภาคเอกชน, ภาคประชาสังคม
- มี “สภาหมู่บ้าน” หรือ “ประชาคมตำบล”
- สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เสนอให้มีการจัดตั้ง “สภาพลเมือง”
- คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) เสนอให้องค์กรชุมชน และสายวิชาชีพอื่นๆ ให้เป็น สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 2 คน
3)ด้านการคลังและงบประมาณ
- คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) เสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณให้ อปท. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของรายได้รัฐบาล
- สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา เสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี และร้อยละ 70 ภายใน 10 ปี
- คณะกรรมการปฏิรูป(คปร.) เสนอให้มีการภาษีที่เก็บได้สนับสนุนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 30
- ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา เสนอให้มีการจังหวัดพึ่งตนเอง โดยจัดเก็บภาษีสรรพากรอัตราเฉลี่ยร้อยละ 13 ของรายได้เฉลี่ย/ประชากร จังหวัด (GPP) เนื่องจากต่อไปกรุงเทพฯ จะมีความสำคัญลดลง
ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประเทศในขณะนี้ ทางสภาองค์กรชุมชนอาจจะต้องวาง แผนการขับเคลื่อนการปฏิรปโดยจัดทำเป็น Road Map ให้สอดคล้องกับ Road Map ที่คสช.วางไว้ ดังนี้

แลกเปลี่ยน
- ในประเด็นการทำ flood way อยากให้รัฐเปิดเผยข้อมูลทั้งข้อเท็จจริงและข้อมูลแฝง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้เตรียมแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม
- อยากให้รัฐให้ความชัดเจนเกี่ยวกับค่าชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ flood way
- ในพื้นที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในชนบท เช่น เขาค้อ ซึ่งเข้าสู่กระบวนการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน และได้มีการดำเนินงานเพื่อจัดทำข้อมูลไปแล้วโดยไม่ได้ใช้งบจาก พอช. นั้น น่าจะให้มีการพิจารณางบประมาณสนับสนุนจากเดิมที่จำกัดพื้นที่ใหม่พื้นที่ละ 50,000 บาท ขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้มีการพัฒนาเลยขั้นที่ 1 ไปแล้ว
สถานการณ์การปฏิรูป : การดำเนินงานที่ผ่านมาของขบวนองค์กรชุมชนระดับชาติ
โดย นายสุวัฒน์ คงแป้น หัวหน้าสำนักสื่อสารการพัฒนา
ถ้าเราลองมาทบทวนเรื่องการปฏิรูปในสมัยที่นพ.ประเวศ วสี และคุณอานันท์ ปันยาระชุน ได้สรุปไว้ถึงเรื่องการกระจายอำนาจ 7-8 เรื่อง ว่าทุกเรื่องต้องมีการกระจายอำนาจ ถ้ายังรวมศูนย์ก็จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ สาเหตุที่ทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จเพราะคนที่ระดมปัญหาเพื่อการปฏิรูปไม่ใช่คนปฏิรูป และพี่น้องประชาชนไม่มีอำนาจการปฏิรูปอย่างแท้จริง
แต่การปฏิรูปครั้งนี้ คสช.ได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีส่วนที่ความเกี่ยวพันทั้งในส่วนของการผลักดันเป็นนโยบาย การแก้ไขหรือร่างเป็นกฎหมาย และการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ
การปฏิวัติในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู่กับระบอบทักษิณ แต่เป็นการต่อสู่กั
บระบบทุนนิยมตะวันตก ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่สร้างค่านิยมแห่งการบริโภค สร้างค่านิยมในการปั่นราคาสินค้าซึ่งเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี มีการขยายฐานเศรษฐกิจจากประเทศในแทบยุโรปไปสู่ประเทศสหรัญอเมริกา มีการสร้างธนาคารโลกซึ่งเป็นองค์กรเอกชนของชาวยิว ด้วยการสร้างกระแสที่ไม่ใช่การผลิตจริง เช่น ตลาดหุ้น ปั่นค่าเงิน ซึ่งกระแสดังกล่าวได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการบริโภค ปลูกฝั่งค่านิยมการบริโภค
ปัจจุบันกระแสทุนนิยมตะวันตกเริ่มฆ่าตัวเอง กำลังจะเสื่อม ประเทศอเมริกาซึ่งปลูกฝั่งค่านิยมในเรื่องนี้ก็พยายามดิ้นรนโดยการเข้าครอบงำคนอื่นๆ ในขณะที่มีบางประเทศไม่ยอมขึ้นอยู่กับอเมริกาแต่เดินตามแนวทางของตนเอง เช่น จีน อินเดีย อิหร่าน รัสเซีย กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หากรวมกันแล้วประชากรของคนเหล่านี้จะมีจำนวนถึง 4 พันล้านคน จากจำนวนประชากรโลกที่มีอยู่ประมาณ 7 พันล้าน กลุ่มประเทศเหล่านี้เริ่มสร้างธนาคารของตนเอง และสร้างระบบโลจีสติกเพื่อเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เช่น ประเทศจีน
การที่โลกมีการแบ่งออกเป็นขั่วอำนาจระหว่างกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจของตนเองกับกลุ่มระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างเช่น อเมริกาและยุโรป เป็นเพราะต่อไปโลกจะเผชิญกับวิกฤต 3 ด้าน
หนึ่ง คือ การขาดแคลนด้านอาหาร ซึ่งถูกผูกขาดโดยกลุ่มนายทุน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการตัดต่อพันธุกรรม เช่น เมล็ดพันธุ์ หรือการผูกขาดระบบการผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคขบวนองค์กรชุมชนยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
สอง คือ วิกฤตพลังงาน ซึ่งความจริงประเทศไทยมีพลังงานใต้ดินเป็นอันดับที่ 27 ของโลก แต่คนไทยกลับใช้พลังงานแพง เพราะถูกผูกขาดกระบวนการผลิต
สาม คือ ภัยพิบัติ นอกเหนือจากภัยธรรมชาติแล้ว พิบัติยังเกิดจากมลภาวะโลกร้อนจากการเผาผลาญน้ำมัน หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งก็ยังไม่มีองค์กรที่คิดเรื่องการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบที่จะนำไปสู่การแก้ไขได้
การเปิดประตูสู่ AEC ทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินขนานใหญ่ นอกจากนี้ประเทศไทยจะมีประชากรเพิ่มขึ้น เพราะเกิดการหลั่งไหลของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
กระแสการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถ้าประเทศไทยไม่เข้าสู่วิถีเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็อาจจะไปไม่รอด ดังนั้นการปฏิรูปในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดี ในการสร้างความปรองดองให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยมีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวผ่านเส้นทาง 5 สาย คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
โดยการปฏิรูปครั้งนี้พี่น้องประชาชนจะมีโอกาส 180 วัน ในการเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำข้อเสนอ ในขบวนการทำงานที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชนต่างๆ ได้ใช้แนวคิดเรื่องท้องถิ่นจัดการตนเองเป็นแนวทางในการทำงานมาโดยตลอด อาทิเช่น สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจและทุนชุมชน ความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งทำให้เกิดการกระจายความเป็นธรรม เป็นงานที่มีการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาคประชาชนและภาคีที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่สภาองค์กรชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนควรทำคือ การจัดตั้งสภาคู่ขนาน เพราะในกระบวนการของสภาปฏิรูปจะมีการเปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันพื้นที่ก็น่าจะมีการจัดเวทีในจังหวัดโดยเชิญผู้สื่อข่าวในพื้นที่มาร่วมรับฟัง อาจจะจัดเวทีตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงภาค ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปครั้งนี้มีความหมายมากกว่าที่จะเดินตามกระบวนการและเนื้อหาที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำหนด เพื่อช่วยกันผลักดันกฎหมายที่ขบวนองค์กรชุมชนเสนอให้บรรลุผลสำเร็จ
“โนวเจีย เมียนเซาะ” กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด คือ วาระที่คนในจ.สุรินทร์ร่วมกันประกาศเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง เพราะเขาพบว่าการเป็นหนี้ทำให้คนในสุรินทร์กินไม่อิ่ม นอนไม่สุข จากการทำงานเพื่อขับเคลื่อนพบว่า สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมร้อยกลุ่มองค์กรชุมชนทั้งหมดให้มาทำงานร่วมกันได้ จึงมีแนวคิดที่จะสภาองค์กรชุมชนตำบลมาประชุมร่วมกันเพื่อกลับไปจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้ครบทุกตำบล จากนั้นให้แต่ละตำบลไปสำรวจข้อมูลปัญหาของตนเองมานำเสนอในเดือนพฤศจิกายน ทุกสภาองค์กรชุมชนจะต้องนำข้อมูลกลับมาสังเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน โดยอบจ.จะสนับสนุนนักวิชาการมาช่วย วิเคราะห์ และจำแนกว่าเรื่องใดที่ตำบลทำได้ เรื่องใดที่จังหวัดควรทำ และเรื่องใดที่ต้องผลักดันไปสู่นโยบายระดับชาติ ในขณะเดียวกันแต่ละตำบลจะนำข้อมูลกลับไปวางแผนที่ตำบลและดำเนินการ
11 ประเด็นการปฏิรูปจากฐานรากกับข้อเสนอของขบวนองค์กรชุมชน
โดย นายบุญยืน วงศ์สงวน ผู้แทนภาค ประชาสังคม
ในฐานะนักพัฒนาองค์กรเอกชนซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาในพื้นที่ จากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกระแสของโลกในขณะนี้ ความจริงเราได้จัดเวทีการวิเคราะห์ระดับภาคมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่องๆ อย่างเช่น การประกาศขายที่ ป่าถูกโค้นทั้งสองข้างทาง เป็นต้น ประกอบกับการวางผังหรือแผนพัฒนาประเทศไทยได้ถูกวางเอาไว้แล้ว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มีความที่เกี่ยวพันกัน ไม่ว่าจะเป็น Road Map ของรัฐบาลไหน แนวทางการพัฒนาประเทศก็จะถูกกำหนดภายใต้กรอบใหญ่ที่ได้ถูกวางเอาไว้แล้ว
แต่เดิมก่อนที่จะมีรัฐบาล คสช. เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนก็มีแผนที่จะจัดเวทีปฏิรูปทั้งในระดับพื้นที่ และระดับชาติ ซึ่งเรามีต้นทุน มีฐานที่กำหนดไว้แล้ว ดังนั้นเราไม่ควรไปติดกับ Road Map ของคสช. แล้วมาเริ่มต้นใหม่ เพราะขบวนการปฏิรูปโดยเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเริ่มมีการปฏิรูปเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่
– เมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม มีการจัดเวทีปฏิรูปขึ้นที่ภาคใต้ ได้มีการพูดคุยเรื่องขบวนการปฏิรูปจากฐานราก มีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ และการจัดการตนเอง
– เมื่อวันที่ 18-19 มีนาคม มีการจัดเวทีปฏิรูปร่วมกันทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งก็มีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ
– เมื่อวันที่ 2 เมษายน มีการจัดเวทีปฏิรูป ที่ภาคกทมและปริมณฑล
– เมื่อวันที่ 7 เมษายน ภาคเหนือจัดเวทีปฏิรูป ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจเช่นเดียวกัน
แต่เดิมเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั้งหมดมีเจตนารมย์ที่จะไปจัดเวทีปฏิรูปร่วมกันอีกครั้ง ในวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งถือว่าเป็นวันเปลี่ยนแปลงประเทศ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ร้อยคนเริ่ม หมื่นคนรู้ แสนคนสู้ ล้านคนร่วม” และในวันเดียวกันเครือข่ายปฏิรูปที่ดินก็จะจัดเวทีเพื่อผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.พรบ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ (โฉนดชุมชน) ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน แต่ก็มาเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนของขบวนการปฏิรูปโดยเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง จากกลไกการปฏิรูปที่มีอยู่เราจะทำอย่างไรให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้หัวข้อการปฏิรูปทั้ง 11 หัวข้อ ประกอบด้วย แนวทางการปฏิรูปทางการเมือง แนวทางการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้บริหารประเทศ แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แนวทางการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน แนวทางการปฏิรูปการทุจริตคอรัปชั่น แนวทางการปฏิรูปการศึกษา แนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านความเหลื่อมล้ำทางการเมืองเศรษฐกิจ และสังคม การจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้และน้ำ และด้านอื่นๆ เช่น ระบบพลังงาน
มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานของภาคประชาชนซึ่งได้มีการยื่นข้อเสนอต่อ คสช.โดยตรงไปแล้ว เช่น ประเด็นทรัพยากร ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายที่ดินได้จัดทำข้อเสนอต่อ คสช. ทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่ ยุติการจับกุมในทุกกรณี ให้มีการจัดตั้งคณะการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ให้มีการนำข้อมูลที่มีอยู่มาตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน และมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ และประเด็นพลังงานอีกด้วย
จากบทเรียนกระบวนการยืนข้อเสนอ ทุกประเด็นจะมีกระบวนการตรวจสอบว่าผู้ที่มายื่นข้อเสนอนั้นเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่ และได้เชิญตัวแทนมาหารือร่วมกันโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลด้วย ดังนั้นภาคประชาชนเราจึงจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลไว้ให้พร้อม
ทั้งนี้ในช่วงบ่าย สภาองค์กรชุมชน ภาคเหนือตอนล่าง ทั้ง 7 จังหวัด ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูปจากฐานราก โดยแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 4 ประเด็น ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม เพื่อจัดทำข้อเสนอส่งมอบให้กับผู้แทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติดำเนินการต่อไป


