เมื่อพูดถึงเรื่องการพัฒนา และการสร้างการมีส่วนร่วม เรื่องเยาวชนเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ที่เราต้องช่วยกันหนุนเสริมให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้ ก่อตัวรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ เพราะลูกหลานในวันนี้คืออนาคตของบ้านเมืองในวันหน้า...
ในวันที่ 13-14 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ผู้นำชุมชนในอำเภออู่ทอง ร่วมกับโรงเรียนอู่ทอง โรงเรียนอู่ทองศึกษาลัย โรงเรียนภาวนาภิมณฑ์พิทยา จัดเวทีอบรมสื่อ “โครงการรักษ์บ้านเกิด สร้างสื่อพลเมืองในพื้นที่ ภายใต้แนวคิดการมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ให้กับเยาวชน 12 ชุมชน จำนวน 54 คน ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือ “ให้เยาวชนรู้รักษ์ ร่วมรับผิดชอบตนเอง ครอบครัว สังคม” โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และทีมวิทยากรอาสา เพื่อแนะนำการทำสื่อเผยแพร่เบื้องต้นให้กับเยาวชน
นายสามารถ วีระกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) กล่าวว่า จริง ๆ แล้วเยาวชนเขาเริ่มที่จะต้องเรียนรู้ ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า โรงเรียนเป็นแค่กรอบเล็ก ๆ ที่เยาวชนได้ฝึกหัดที่จะรับใช้สังคม แต่วันนี้เด็กมีความเป็นปัจเจกสูง เป็นสังคมก้มหน้า มีทักษะในการอยู่ร่วมสังคมไม่เหมือนแต่ก่อนอันนี้อันตรายมาก น้ำจิต น้ำใจ ความสัมพันธ์ จิตวิญญาณของการผูกพันธ์ ความเป็นเพื่อนมนุษย์มันน้อย ก็พยายามจะให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่มันเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เขาจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่ให้คนมาทำวิจัย แล้วก็มาบอกตัวเองว่า คุณคือใคร อันนี้มันคงไม่ใช่ แต่วันนี้จะบอกกับเด็ก ๆ ว่า คุณต้องเรียนรู้ว่าคุณคือใคร คุณอยู่ในแผ่นดินแบบไหน คุณมีอะไรเป็นต้นทุนทางสังคม คุณจะทำอย่างไรในการนำเอาต้นทุนที่คุณมีบอกต่อสังคม แล้วคุณก็ต้องเป็นคนที่รักษามันไว้ รากเหง้า วิธีการคิด ทั้งหลาย ที่นี่มีชาติพันธ์ด้วย แต่บางคนที่มาโดยที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจรากเหง้า ทำไมอู่ทองมีคำขวัญเรื่องไทยทรงดำ เป็นถิ่นไทยทรงดำ เขาหารู้ไม่ว่า คนไทยทรงดำเหล่านี้ติดมากับทัพสมเด็จพระนเรศวรมากู้แผ่นดินด้วย ในยุคสมเด็จพระนเรศวรช่วงมาต่อสู้ทัพที่หนองสาหร่าย แล้วก็เลยมาถึงเมืองอู่ทอง เมืองในบริเวณสุวรรณภูมิเดิม นี่คือเรื่องที่คนในชุมชนต้องเรียนรู้ว่าคนชาติพันธุ์มีบทบาทสำคัญมากก่อนที่เขาจะมาอยู่ในแผ่นดินนี้เสียอีก
“สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดคือ เด็ก ๆ เยาวชนลุกขึ้นมาทำ 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 ต้องรับผิดชอบกับตัวเอง การเรียนจากประถมถึงมหาวิทยาลัย อันนี้คือการฝึกรับผิดชอบตัวเอง เรื่องที่ 2 ต้องรู้จักมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น อย่างน้อยก็ คนในครอบครัว เรื่องที่ 3 คือ สิ่งที่เขาต้องทำและเรียนรู้อย่างมากในสังคมปัจจุบัน คือต้องรู้จักการมีส่วนร่วมในสังคม และความรับผิดชอบต่อสังคม”
จากคำพูดของนายสามารถ วีระกุล สะท้อนให้เห็นถึงภาพของเมืองอู่ทองกำลังจะเปลี่ยนเมืองโบราณเดิมที่ขาดคนเหลียวแล เมื่อมีองค์กรอย่าง อพท.เข้ามานำเสนอการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่มันต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมได้นั้น ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน รวมทั้งตัวชุมชนเอง ตัวเด็กที่อยู่ในชุมชน ที่อยู่ในโรงเรียนที่กำลังทดลองที่จะรับผิดชอบตัวเอง และลุกขึ้นมาร่วมกันทำเรื่องนำเสนอต่อสังคมให้ได้รับรู้ว่า เมืองที่จะเปลี่ยนไปนั้น กระบวนการทางสังคมที่จะร่วมกันดูแลจะช่วยกันทำอย่างไร
การฝึกให้เด็กเป็นนักสื่อสารและเรียนรู้รากเหง้าตัวเอง รากเหง้าของประวัติศาสตร์ของเมือง รากเหง้าของประวัติศาสตร์ชุมชน รากเหง้าของที่มาตัวเอง เพื่อนำเสนอต่อชุมชนตัวเองให้ได้เรียนรู้ว่า สิ่งนี่มันคือมันเคยเกิดขึ้น มันมีมันวิถีของมัน มันมีรากเหง้าของมัน แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ให้ชุมชนได้เรียนรู้ก่อนว่า เขาอยู่ในที่ที่มีค่าที่สุดในแผ่นดิน เป็นสุวรรณปฐพีเดิมที่สามารถจะสร้างผู้คน สร้างชุมชนกันมาเป็นเวลาระยะเวลานับพันปีแล้ว
ถ้าหากว่าคนในพื้นที่ไม่ตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่ตัวเองมี คำถามก็จะย้อนกลับไปถามว่า แล้วคนในสังคมจะรู้สึกถึงคุณค่าและได้เรียนรู้ในสิ่งที่บ้านพวกเขามีอย่างไร ถ้าหากว่าคนในพื้นที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องราวของแผ่นดินที่ตัวเขาเองเกิด สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเรา วันนี้คือ เด็ก เยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเรียนรู้ร่วมกันกับคนในชุมชน เพื่อฟื้นเอาสิ่งที่เขาควรจะต้องรู้มานำเสนอต่อชุมชน ต่อสังคม เป็นมิติหนึ่ง ที่เขาสามารถมามีส่วนร่วมในการที่จะสื่อสารและเรียนรู้ไปพร้อมกัน และสร้างพลังของจิตวิญญาณที่มันเป็นความคนอู่ทองที่เกิดในแผ่นดินที่เรียกว่า “ดินแดนหยั่งรากพระศาสนา” เพื่อนำเสนอแผ่นดินในผู้คนในชนชาติเดียวกัน และชนชาติที่อีกหลายชนชาติได้รับรู้และเรียนรู้
หลังจากการอบรมครั้งนี้เสร็จ เรามีการวางแผนเพื่อสานต่อโครงการสอง โดยมีเป้าประสงค์ อยากจะเห็นเด็กที่มีองค์ความรู้ เป็นความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เราพยายามจะเติมนั่นคือ ความรู้ทางจิตวิญญาณ ที่เขาจะต้องสัมผัสรู้ให้ได้ว่า วิถีเขา ชุมชนที่เขาเกิดมา แผ่นดินที่เขาเกิดมา ที่เขาอยู่อาศัย ที่ให้ความสุขกับเขา มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันมีความเป็นมา มันมีค่าอย่างไร เพื่อจะทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เขามี ของที่เขามี มันมีค่าต่อสังคมอย่างไรบ้าง เมื่อเขารู้คุณค่าแล้ว เขาจะด้วยความรู้สึกของความรักที่เกิดจากจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่การปฏิบัติ แค่การเข้าใจเพียงคำพูดเท่านั้น แต่มันเข้าถึงจิตวิญญาณด้วย
นี่คือบ้านเขา นี่คือสิ่งที่เขาเกิดมาในแผ่นดินตรงนี้ ได้อาศัยตรงนี้มา แล้วมันมีค่า อยากให้คนอื่นได้เห็นว่ามันมีค่าอย่างไร เพื่อให้เขาได้สามารถนำเสนอเรื่องราวนี่ออกไป อย่างน้อยก็น่าจะเกิดหนัง หรือสารคดีสั้นขึ้นสัก 10 – 20 เรื่อง เพื่อได้นำเสนอประวัติศาสตร์ ในยุคซ้อนกันมาสองสามยุคของเมืองอู่ทอง ให้ได้เห็นว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารยธรรมของเมืองอู่ทองในยุคก่อน เรื่องโบราณสถานที่เกิดขึ้นในยุคก่อนแล้วก็ยุคใหม่ๆ ท้ายๆ รวมถึงการเข้าใจถึงการเปลี่ยนสังคมในยุคนี้ว่า เราจะอยู่กับสิ่งที่เรามีอย่างไรให้มันมีค่า เรามีค่า สังคมมีค่า อันนี้เป็นเรื่องสำคัญซึ่งสำหรับโครงการสอง เด็กจะได้สร้างสิ่งที่เขาคิดร่วมกันกับชุมชนว่า สิ่งเหล่านี้มันควรจะนำเสนอต่อพวกเราเองให้รับรู้อย่างไร และขยายเป็นวงกว้างไปสู่สังคมอย่างไร
“มีเรื่องเดียวที่พยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่ พูดถึงก็อายุมากแล้ว ต่อไปก็คือเป็นเรื่องของรุ่นต่อไป ของคนรุ่นต่อไป แต่เราจะรอเพียงคนรุ่นนี้เติบโตมาเรียนรู้ไม่ได้ เราต้องช่วยกันเติมเต็ม โดยคนทุกเพศ ทุกวัยของชุมชน ของสังคม ต้องลุกขึ้นมาเรียนรู้และปรับตัวว่า จะอยู่กับการเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอย่างไร แล้วจะสร้างเมืองที่ทรงคุณค่านี้ ให้กลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างไร” นายสามารถ กล่าว
ด้านนางสาวปวีณา ดากระบุศย์ น้องติ๋ว จากโรงเรียนอู่ทองศึกษาลัย เล่าให้ฟังว่า “รู้สึกสนุกและได้ความรู้มากมาย สิ่งที่อยากทำต่อคือ การที่เราต้องพูดคุยกับคนในบ้านเกิด เพื่อให้ได้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ถ้ามีการอบรมอีกครั้งจะไปเข้าร่วมอย่างแน่นอน และอยากฝากไปยังเพื่อน ๆ ว่า สิ่งที่เราได้จากการเรียนรู้ขอให้นำไปพัฒนาตนเองให้เก่งยิ่งขึ้น”
ส่วนน้องน้ำ นางสาวกัญญาณัฐ สุดใจ เล่าว่า “รู้สึกสนุก และได้ความรู้เรื่องข่าวมากขึ้น ชวนคนในบ้านมาเรียนรู้เรื่องราวในอำเภออู่ทองมากขึ้น หนูอยากให้คนจังหวัดอื่นได้มาเที่ยวในอำเภออู่ทองได้มาเรียนรู้ความเป็นอยู่และประวัติศาสตร์ของอู่ทอง อยากให้คนในจังหวัดอื่นได้มาสัมผัสกับเมื่องอู่ทองให้มากขึ้น จะได้รู้ว่าเมื่องอู่ทองมีอะไรดีๆ มากกว่าที่เราเคยเห็น ที่หนูมาอบรมครั้งนี้ก็เพื่ออยากทำให้คนในอำเภออู่ทองได้เรียนรู้และสนใจเรื่องราวในอำเภอของตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้”
นายรุ่งโรจน์ เปรมจิราพงศ์ ตัวแทนจากสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรที่ลงไปสอนเรื่องการทำสื่อเบื้องต้นให้น้องๆในครั้งนี้ เล่าให้ฟังถึงความคาดหวังของการสอนเยาวชนทำเรื่องการสื่อสารเพื่อการเผยแพร่และพัฒนาบ้านเกิด จากการสอนทุก ๆ ที่จริง ๆ มีเป้าหมายให้เด็กมีพื้นที่ในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพราะที่ผ่านมาระบบคิดในประเทศไทยไม่ได้มีพื้นที่ให้พวกเขาอย่างจริงจัง เด็ก ๆ ในประเทศไทยขาดพื้นที่สร้างสรรค์ ขาดการชี้นำในทางที่ถูก ระบบครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวเลยสอนออกมาลักษณะเป็นปัจเจก นอกเหนือจากครอบครัวก็อาจจะรวมถึงโรงเรียนด้วย วิธีคิดของเด็กในประเทศไทยหลาย ๆ พื้นที่เลยออกมาเป็นลักษณะที่คิดแต่ตัวเองด้วย ไม่ได้มีความรู้สึกถึงการรับผิดชอบต่อคนรอบข้างหรือสังคม แต่ไม่ได้หมายถึงไม่มีเลยนะ แต่มีบาง ๆ สังเกตได้
การสอนให้เขามาทำเรื่องการสื่อสาร จริง ๆ แล้วเป็นการให้เขามาพบปะกัน แลกเปลี่ยนความคิด รวมถึงทำงานร่วมกันมากกว่า โดยปลูกฝังเนื้อหาในเรื่องความรับผิดชอบสู่สังคม โดยผ่านกระบวนการทำสื่อ ส่วนช่องทางที่ไปสู่สาธารณะเป็นเพียงเหมือนธงให้เขาเห็น พี่เชื่อว่าทุกคนชอบการท้าทาย การสื่อสารกับการพัฒนาน้อง ๆ จะเห็นได้ว่าด็กหลาย ๆ คนมีมุมความคิดของเขา ในแง่มุมที่ดี ๆ เด็ก ๆ หลายคนเก่ง แต่ไม่มีพื้นที่ที่ยอมรับเขา ภาพที่ออกมาจึงเห็นเขาทำวีดีโอได้ ใช้เครื่องมือเป็น แต่แง่มุมบางอย่างเหมือนถูกจำกัดอยู่ แต่พอมาทำงานเจอเพื่อน ๆ ก็มีการแลกเปลี่ยน ค้นหา จากจุดที่เขายังขาด และกว่าจะมาเป็นหนังหรือวีดีโอซักเรื่องมันก็เกิดจากการที่พวกเขาคิด พวกเขาคุยและพวกเขาทำ มันเกิดการยอมรับซึ่งกันและกันไปในตัวสุดท้ายในมุมประโยชน์ของการไปสอนเรื่องการสื่อสารในเมืองอู่ทอง หรือหลายๆเมือง สิ่งที่นักสื่อสารหลายคนได้คือการค้นหาข้อเท็จจริงหนือข้อมูล ผ่านการนำเสนอในมุมเล็ก ๆ ที่พวกเขาเข้าใจซึ่งไม่มีผิดและถูก
“ที่สำคัญเรื่องการสื่อสารเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการสื่อสาร ทำให้คนอู่ทอง (คนทั้งสามวัย) ได้ค้นหารากของตัวเองอีกครั้ง” นายรุ่งโรจน์ กล่าว
นี่อาจเป็นความหวังเล็ก ๆ ของผู้ใหญ่ที่รอให้เยาวชนคนหนุ่มสาว ลุกขึ้นมาสืบทอด สานต่อการพัฒนาและหันกลับมาฟื้นฟู ฟูมฟัก ดูแล ปกป้องประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองให้มีคู่บ้านคู่เมืองของชาวอู่ทอง ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อปฏิบัติตามประเพณีนิยมเท่านั้น แต่ยังแสดงออกถึงสายสัมพันธ์ที่อบอุ่น เรียบง่าย ในการระลึกถึงความรักที่มีต่อถิ่นกำเนิดอีกด้วย


