ตำบลวิหารแดงเดิมเป็นหมู่บ้านขึ้นกับกิ่งอำเภอหนองหมู ต่อมายุบกิ่งอำเภอหนองหมู มาขึ้นกับอำเภอวิหารแดง เนื่องจากการคมนาคมจากทางเรือมาเป็นทางบก ตำบลวิหารแดงแบ่งเขตการปกครองเป็น 10 หมู่บ้าน จำนวนประชากรในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล 4,092 คน และจำนวนหลังคาเรือน 1,113 หลังคาเรือน ( อ้างอิงแหล่งที่มา: ทะเบียน องค์กรบริหารส่วนตำบลวิหารแดง
อาชีพหลัก ทำนาเพาะเห็ดฟาง อาชีพเสริม รับจ้างโรงงานอุตสาหกรรม เขต อ.หนองแค จ.สระบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลวิหารแดงมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทย จำกัด มาตั้งฐานการผลิต ซึ่งทำให้มีทั้งคนในพื้นที่ พี่น้องที่มาจากภาคอีสาน และภาคเหนือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และเขมร สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำการเกษตร คุณภาพของดิน ขาดอินทรีย์วัตถุ
ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมในตำบล ทำให้วิถีชีวิต เปลี่ยนไปมีแรงงาน จากต่างถิ่น ต่างแดน เข้ามาในชุมชน เช่น การหาปลา การหาไข่มดแดงการหาผักผลไม้ปกติชุมชนจะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน แต่ตอนนี้ มีผู้ร่วมใช้ แต่ไม่ร่วมปลูก หรือดูแลไม่มีรั้วรอบขอบชิด ก็จะถูกเข้าไปเก็บกิน โดยไม่บอกเจ้าของสวน มลพิษทางด้านเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่วิถีชีวิตคนเมือง ไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบ้านใกล้เรือนเคียง วัฒนธรรมชาวบ้านถูกเปลี่ยนด้วยสภาพสังคม โดยกำลังถูกกลืนที่ชุมชนไม่รู้ตัว รวมถึงการขาดน้ำทำการเกษตร ขาดระบบชลประทาน ทำให้ผู้มีที่ดิน ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ กล่าวคือ ปีหนึ่งทำนาได้ครั้งเดียว ทำสวนก็ขาดน้ำ ทำให้บางรายต้องขายที่ดินให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากหวังจะได้เงินจากการขายที่ ไปหนี้นอกระบบที่พบเห็นง่ายในชุมชน แล้วเงินส่วนที่เหลือนำไปเป็นทุนประกอบอาชีพอื่นซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
พัฒนาการของตำบลวิหารแดง มี 4 ขั้นเมื่องานพัฒนาเริ่มเข้ามาในปี พ.ศ. 2551 เริ่มจากผู้ถือศีลอุโบสถ วัดหนองสรวง และญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียง การก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนวิหารแดง เริ่มจากความศรัทธาจากผู้นำคือ นางละม้าย สาตทรัพย์ ที่คนในชุมชนให้ความนับถือ ในเรื่องความดี ความเชื่อมั่นในคุณธรรม และศีลธรรม จากกลุ่มองค์กรเล็กๆในชุมชน ขยายฐานสมาชิกเป็นกลุ่มใหญ่ จากการบริหารงานแบบชาวบ้าน สู่การจัดระบบ ระเบียบ สู่มาตรฐาน ตรวจสอบได้ เพื่อรองรับการขยายตัวด้านสมาชิก และด้านการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างความรู้ พัฒนากลุ่มอาชีพ เชื่อมโยงภาคีในและนอกพื้นที่ จนเกิด กลุ่ม/องค์กร และงานต่างๆมากมาย เช่น เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนวิหารแดง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเอาถ่านตำบลวิหารแดง ศูนย์เรียนรู้ชุมชน สถาบันการเงินชุมชนตำบลวิหารแดง และสภาองค์กรชุมชนตำบลวิหารแดง
พัฒนาการขั้นที่ 1 “ด้านสวัสดิการชุมชน” การขับเคลื่อนงานพัฒนาของตำบลวิหารแดง ไม่มีใครรู้จักคำว่า “สวัสดิการชุมชน” ต่างคนต่างทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพตน ไม่คิดจะพึ่งพากันเหมือนเมื่อก่อน คือต่างคนต่างอยู่ ทำให้การดำรงชีวิตต่างออกไปไม่เหมือนเดิม บุคคลที่มาจุดประกายความคิด ด้านสวัสดิการชุมชน คือ คุณสมหมาย สาตทรัพย์ พาไปเรียนรู้เรื่องสวัสดิการชุมชนตำบลกระเบื้องใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้แกนนำอย่าง คุณนาวิน สาตทรัพย์ และผู้ก่อการดี อีก 12 ท่าน เกิดแนวคิดถ้าสวัสดิการชุมชนมาตั้งที่ตำบลวิหารแดง น่าจะสร้างความสุข สร้างความสามัคคี เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน และความมั่นคงในชีวิต กองทุนสวัสดิการชุมชนวิหารแดง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551 มีสมาชิก 225 ราย เงินทุนแรกตั้ง 22,500 บาท จนปัจจุบัน ณ วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 มีสมาชิก 1,928 ราย มีเงินทุน 1,570,00 บาท ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. ครั้งแรก จำนวน 55,000 บาท และได้ร่วมเรียนรู้เป้าหมายของการตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อให้สมาชิกออมเงินสมทบนี้เป็นการออมสมทบที่ไม่ได้รับคืนเงินเหมือนกับกลุ่มออมทรัพย์หรือกับธนาคาร แต่เป็นการออมสมทบเพื่อดูแลช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากจนในตำบล และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็นผู้ที่เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนงานของกลุ่ม โดยได้ร่วมประชุมประจำเดือน พร้อมสร้างความเข้าใจให้กับคณะกรรมการและสมาชิกในเรื่องสวัสดิการชุมชนมากขึ้น ทำให้ชุมชนเห็นทิศทาง และสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง
“นางละม้าย สาตทรัพย์” ที่ปรึกษากองทุนสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกองทุนที่ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย เงินสวัสดิการที่ได้รับแม้มันจะไม่มีค่ามากมายสำหรับคนบางกลุ่ม แต่สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย มันมีค่ามาก ทำให้เค้าคิดว่า ชุมชนเองก็ดูแล โดยไม่เลือก สมาชิกมีสิทธิเท่าเทียมกัน รับสวัสดิการเหมือนกัน
“นางสุนันท์ เพชรสุขม” สมาชิกกองทุนสวัสดิการ เล่าว่า
ดีใจที่เป็นสมาชิกกองทุน ได้รับสวัสดิการเหมือนกับข้าราชการ แม้จะได้น้อย แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เช่น สามีเจ็บป่วย เมื่อก่อนไม่สามารถเบิกค่านอนโรงพยาบาลได้ แต่ตอนนี้ บอกพยาบาลว่า ขอใบรับรองแพทย์ด้วยน่ะ จะไปเบิกค่านอนโรงพยาบาล กับกองทุน แต่สิ่งที่ป้าภูมิใจ ป้าบอกนางพยาบาลด้วยว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนนี้ดูแลสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
การดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนวิหารแดง ไม่ถูกแทรกแซงจากการเมืองท้องถิ่น แต่ได้รับการสนับสนุนในเรื่องการพัฒนากองทุนสวัสดิการ การศึกษาดูงานเพื่อนำมาปรับใช้ พัฒนากองทุนฯให้เข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น กองทุนสวัสดิการชุมชนยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธกส.) พัฒนาชุมชนอำเภอวิหารแดง และสำนักเกษตรอำเภอวิหารแดง
พัฒนาการขั้นที่ 2 “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน” การเข้ามาของสำนักงานเกษตรอำเภอวิหารแดงและพัฒนาชุมชนอำเภอวิหารแดง ทำให้เกิด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเอาถ่าน สร้างอาชีพและรายได้จากการเผาถ่าน เกิดผลิตภัณฑ์ ต่างๆ เช่น ถ่านคุณภาพสูง น้ำส้มควันไม้ สบู่ถ่าน หมอนถ่าน และถ่านดูดกลิ่น เป็นต้น จากอาชีพเสริม กลายเป็นอาชีพหลัก สร้างรายให้กับครอบครัว ทำให้กลุ่มวิสาหกิจคนเอาถ่าน เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน และเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลวิหารแดง ในด้านพลังงาน และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จากกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อปี 2555 ทำให้เป็นที่รู้จักในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ในการผลิตถ่านคุณภาพสูง และสบู่ถ่านไม้ไผ่ ที่เผาในอุณหภูมิ 1,000 องค์ศา และยังเป็นแหล่งผลิตน้ำส้มควันไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางอีกด้วย
พัฒนาการขั้นที่ 3 “องค์กรการเงิน” คือ การเกิดเป็นสถาบันการเงินชุมชนตำบลวิหารแดง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 จากการสนับสนุน ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธกส.) ในโครงการธนาคารประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ คือเพื่อให้ผู้ที่ไม่ถึงแหล่งเงินทุน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และลูกหนี้ที่เสียดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด (เงินกู้นอกระบบ) ได้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ในวงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท โดยใช้กลุ่มค้ำประกัน ขั้นต่ำ 5-10 ราย โดยจ่ายอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 บาท ต่อปี หรือ 1.25 บาท ต่อเดือน
สมาชิกแรกตั้งจำนวน 69 คน เงินจำนวน 10,000 บาท ปัจจุบันปี 2557 มีสมาชิก 700 กว่าราย ยอดเงินจำนวน 4 ล้านกว่าบาท โดยแยกเป็นเงินหุ้นๆ ละ 100 บาท จำนวน 860,000 บาท และเงินออมสัจจะเพิ่มอีกเดือนละ 100 บาท และเพิ่มสิทธิ์เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการครบ 1 ปี สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อการศึกษาได้ ตามขั้นบันได ดังนี้
ระดับประถมศึกษา กู้ได้ 2,000 บาท
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กู้ได้ 4,000 บาท
ระดับมัธยมศึกษาตอนหลาย กู้ได้ 6,000 บาท
ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง กู้ได้ 8,000 บาท
ระดับปริญญาตรี กู้ได้ 10,000 บาท
พัฒนาการขั้นที่ 4 “สภาองค์กรชุมชนตำบลวิหารแดง” จัดตั้งเมื่อ ปี 2555 เป็นกลุ่มองค์กรที่สามารถเชื่อมร้อยเครือข่ายในตำบล แกนนำต่างๆในชุมชน รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมประชุม จึงทำให้เกิดแผนในระดับตำบล รู้ปัญหาในตำบล เช่น ปัญหาเรื่องน้ำใช้ในการเกษตร ปัญหายาเสพติด และปัญหาหนี้นอกระบบจากปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ทำให้เกิดการสำรวจ กลุ่มผู้มีหนี้นอกระบบ โดยสามารถแยกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทำงานรับจ้างทั่วไป กลุ่มค้าขายตลาดสด/ตลาดนัด และกลุ่มเกษตรกร รวมผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบประมาณ 200 กว่าราย ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ เกิดจากการใช้เงินเกินตัว ค่านิยมที่ฟุ้งเฟื้อ ลงทุนการค้าแล้วขาดทุน ภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม โรคพืชระบาด โดนออกจากงาน บริษัทปิดตัว แนวทางในการแก้ไขหนี้นอกระบบ ของสถาบันการเงินชุมชนตำบลวิหารแดง มีการเรียน/วิเคราะห์ถึงปัญหาในแต่ละกลุ่ม และวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มเฉพาะกรณี
จากการพัฒนาพื้นที่การทำงานบนฐานทุนที่มีของตำบลวิหารแดง จึงเกิดความร่วมมือในการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ทั้งในเรื่องการพัฒนาทุนของชุมชน ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นทำให้ทุนในการประกอบอาชีพ สร้างอาชีพเสริม สมาชิกนำเงินไปใช้หนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง(หนี้นอกระบบ)รู้จักการออมเงินเพื่อไว้ใช้ในอนาคตรู้วินัยการเงิน รู้จักการลงรายรับ รายจ่าย ประจำวัน รวมถึงการสร้างความสามัคคีในชุมชน รู้จักคำว่าแบ่งปัน เสียสละเพื่อส่วนรวม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
การจัดการตนเองในเรื่องการหนี้นอกระบบ วิธีการ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ หรือตามปัจจัยอื่นๆที่แตกต่างกันออกไป ตามอาชีพ ( บางอาชีพเก็บเป็นรายวัน,รายเดือน ) ตามรายได้ และค่าใช้จ่าย รวมถึงการรับทราบปัญหา และความต้องการของคนในชุมชนสู่ให้เกิดการจัดทำเป็นแผนขึ้นมา และนำเสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อบต. เกษตรอำเภอ พัฒนาชุมชน เป็นต้น
แนวคิดการจัดการตนเองของตำบลวิหารแดง คือการที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาของชุมชน เช่นเรื่องสวัสดิการชุมชน สถาบันการเงินชุมชน วิสาหกิจชุมชน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีมีคุณค่าสำหรับชุมชนตำบลวิหารแดง เป็นอย่างมาก ต้องขอขอบคุณองค์กรสภาองค์กรชุมชนเป็นอย่างสูงที่ได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับชุมชนตำบลวิหารแดง โดยสนับสนุนให้ทำเรื่องตำบลจัดการตนเอง เพื่อความยั่งยืนและเข้มแข็งสืบไป


