พิมพ์
เรวดี อุลิต,สุธิดา บัวสุขเกษม
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1006

9 1-1

           องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN – HABITAT ) ได้ให้ความสนใจต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย ในการสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในชุมชนแออัด โดยชุมชนเป็นแกนหลักในการดำเนินงานพัฒนาร่วมกับท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในแต่ละเมือง และสืบเนื่องจากองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ ในปีที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องมาทุกปีเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของเมืองของเราและสิทธิขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ มีจุดมุ่งหมายที่จะเตือนโลกให้มีความรับผิดชอบร่วมกันเกี่ยวกับอยู่อาศัยของมนุษย์ในอนาคต สำหรับปี ๒๕๕๗ สหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อหลักว่า “Voices from Slums” หรือ เสียงจากชุมชน

          วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้จัดงานวันคล้ายวันที่อยู่อาศัย ประจำปี ๒๐๑๔ ขึ้น ณ ห้องประชุม อาคารสหประชาชาติ กทม. มีผู้เข้าร่วมงานดังกล่าว ประมาณ ๕๐ คน โดย Mr.Donovan Storey หัวหน้าการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยทั่วประเทศว่า นับเป็นโอกาสที่เราจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ระหว่างสถาบันต่างๆ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น และในหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลมองว่าชุมชนคนยากจนเป็นทรัพยากรและพันธมิตรในการพัฒนาเมือง และได้มีการหาวิธีการเสริมพลังอำนาจใหกับคนจนในเมือง ซึ่งวิธีการเช่นนี้ทำให้องค์กรเมืองมีความเข้มแข็งและทำงานได้ดียิ่งขึ้น

          "วันนี้เป็นการคุยถึงการทำงานพัฒนาเมืองใหม่ๆ ผ่านการทำงาน ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลอง และธีมหลักของงานที่อยู่อาศัยสากลในปีนี้คือ “Voices from Slums” หรือ เสียงจากสลัม การที่ทุกคนมีส่วนร่วมทำให้ชุมชนต่างๆ มีสิทธิ์มีเสียง และหาวิธีการใหม่ ๆ ในการทำงาน ซึ่งประเทศไทยก็มีวิธีการใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยเช่นกัน”

          พร้อมทั้งอ่านสาส์นจากบันคีมูน เลขาธิการประชาชาติ ความตอนหนึ่งของสาสน์ คือ "วันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้ ขอกระตุ้นรัฐบาล หน่วยงานธุรกิจ และเอกชน ฟังเสียงของคนสลัมมากขึ้น เรามีเทคโนโลยีความรู้ที่จะสร้างเมืองทีความยั่งยืน ทำให้แน่ใจว่าเมืองของเราจะเติบโตตามแผนการที่วางไว้ ไม่ใช่เพียงแต่ตอบสนองด้านที่อยู่อาศัยของเมืองที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นการคิดระบบการป้องกัน"

ต่อด้วย คุณเดลฟี ได้อ่านสาส์นจาก ดร.โจน คลอส ผู้อำนวยการองค์การ UN-Habitat  ว่า ทุกปีในวันจันทร์แรกของตุลาคม เราจะมาย้อนมองคนที่อาศัยอยู่ในสลัม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าคนจำนวนมากที่มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ไม่มีพื้นที่ส่วนรวม ไม่มีการวางถนน ไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง และการขนส่งมวลชนสำหรับคนเหล่านั้น ส่วนหนึ่งแห่งเป้าหมายแห่งสหัสวรรษในการพัฒนาคนในสลัมในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ - ๒๐๑๔ เราทำได้ในระดับหนึ่ง คนที่ย้ายมาอยู่ในสลัมก็มากขึ้นเช่นกัน และเชื่อว่าคนมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน ที่มาอยู่อาศัยในชุมชนแออัด ความพยายามมากมายได้เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในสลัมทั่วโลก สลัมขยายตัวอย่างไม่มีแบบแผน ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ และไม่สนใจประชาชนชาวเมือง แม้ว่าเราต้องวางแผนเมืองและจัดหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้กับประชาชนของเรา ในปี ๒๐๑๖ UN เห็นว่าเรื่องที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน จะต้องพัฒนาเมืองใหม่ร่วมกัน เราจะต้องส่งมอบบริการที่จำเป็นและที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพตั้งแต่วันนี้ เราควรรับฟังเสียงของชาวสลัมที่รอเราอยู่

          ในการนี้มีเวทีแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ “นโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่พอเพียง” จากองค์กรชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) และการเคหะแห่งชาติ ประกอบด้วย นายธวัชชัย วรมหาคุณ จากป้อมมหากาฬ กรุงเทพมหานคร นางยุภา จารุณ จากชุมชนท่าล้อร่วมใจพัฒนา จังหวัดกาญจนบุรี นางสุชาดา ศิโรรังษี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ คุณทิพยรัตน์ นพรดารมณ์ อดีตผู้อำนวยการ พอช. และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา พอช. ดร. ผุสดี ตามไทย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณนาตาชา พิธีกรดำเนินรายการ

เสียงจากชุมชน : ชุมชนจัดการที่อยู่อาศัยด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

          นางยุภา จารุณ จากชุมชนท่าล้อร่วมใจพัฒนา จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ชุมชนท่าล้อเดิมบุกรุกที่ของรัฐอยู่ มีคนจากที่ต่างๆ เข้ามาบุกรุกอยู่ ๔๐ กว่าปี อยู่ห่างจากเมืองแค่ ๕ กม. ไม่มีสาธารณูปโภค ไม่มีบ้านเลขที่เพราะบุกรุกที่รัฐ พอช. เข้ามาทำให้เราเดินโครงการบ้านมั่นคง ท้องถิ่นให้การสนับสนุน และมีองค์กรให้ความสันบสนุนงบประมาณ คนจนต้องมาจตัดการตนเอง หน่วยงานรัฐใม่รู้ว่าเราเดือดร้อนเรื่องอะไร เราต้องมาบอก คนในหมู่บ้านเป็นคนจนรับจ้างก่อสร้าง คนในชุมชนมาสร้างบ้านของตัวเอง เพราะว่าไม่อยากเป็นหนี้ เอาแรงกันทำงานในชุมชน คนที่ไม่เป็นก็จ้างช่างในชุมชน ทำให้มีรายได้ในชุมชน ไม่ให้ผู้รับเหมามาเอาตังค์เราไป

“การจัดการขึ้นอยู่กับชุมชน เราให้มีเงินออม มีการจัดสวัสดิการ บางครั้งก็ปล่อยให้สมาชิกกู้เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ ถือว่าเป็นการแก้หนี้นอกระบบได้ เราก็กู้เงินของพวกเราเอง ขึ้นอยู่กับชุมชนว่าจะตกลงกันอย่างไรให้พี่น้องเราอยู่ได้ วันนี้เรากู้สกหรณ์ดอกร้อยละบาทดีกว่ากู้ร้อยละ ๒๐ เรามีบ้านแล้วเราไม่ได้ทำเฉพาะเรา เราต้องช่วยเพื่อนด้วย จึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมืองท่าล้อ มีการสำรวจทั้งเมือง เราต้องทำให้เขาเห็นและสร้างกระบวนการให้ชุมชนลุกมาจัดการตนเอง โดยใช้โอกาสที่ได้รับ โครงการบ้านมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องบ้าน อาจจะมีเรื่องวิถีชีวิต มากกว่าเรื่องบ้าน หากเราทำแค่เรื่องบ้านก็จบแล้ว”นางยุภากล่าวทิ้งท้าย

นายธวัชชัย วรมหาคุณ จากป้อมมหากาฬ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในแผนพัฒนาประเทศประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพลเมืองในการมีส่วนร่วมกับรัฐเพื่อพัฒนาประเทศ ชุมชนป้อมมหากาฬอยู่ด้านหน้าเมือง ในอดีตเป็นพื้นที่ชานกำแพงพระนคร เป็นที่อยู่พระราชทานของขุนนางที่รับใช้ตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักกรี เราลงหลักปักฐานมากเป็นเวลากว่า ๒๓๒ ปี เพราะฉะนั้นทางกายภาพชุมชนป้อมมหากาฬ สามารถบอกเล่าเรื่องราวจากอดีตมาถึงปัจจุบันได้ ปัจจุบันเรามีบ้านโบราณที่ต้องการอนุรักษ์ไว้ ๕๗ หลัง ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่สร้างในสมัยรัชการที่ ๕ บ้านข้าราชการฝ่ายวังหน้า บ้านตระกูลนายผล ซึ่งเป็นบ้านที่ทำให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬได้มีน้ำประปาในสมัยนั้น เดิมไปหาบน้ำจากแยกแม้นศรีมาขายให้คนในชุมชน ซึ่งเดิมชาวบ้านในชุมชนใช้น้ำในคลอง

“เราได้แสดงความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ ความเป็นประเทศไทยให้กับนานาประเทศ จนมาถึงวันนี่ราว ๒๐๐ ปี มีบ้าน ๕๓ หลัง ๖๖ คัรวเรือน ประชากรประมาณ ๔๐๐ คน ป้อมมหากาฬประสบปัญหายาวนานรวม ๒๒ ปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ผ่านผู้ว่ามาหลายสมัย จุดแรกที่จะขับเคลื่อนได้นั่นคือการเป็นผู้นำชุมชนที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องที่อยู่ร่วมกันในชุมชน แล้วจะนำไปสู่การทำให้คนในชุมชน คิดเริ่มในการจัดการแก้ไขปัญหาของตนเอง ยุทธปัจจัยในการดำรงชีพของคนในป้อม บางครั้งเงินก็มีค่าน้อยกว่าการดูแลแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยที่เขาพร้อมที่จะเผชิญกับชะตากรรมและอยู่ร่วมกันกับปัญหา ชุมชนก็มีกระบวนการออมทรัพย์กันภายใน เก็บเงินวันละ ๕-๑๐ บาท เพื่อนำมาใช้ในการซ่อมแซม เราเริ่มออมเงินครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๒ มีเงินทุนหมุนเวียน ๑.๒ ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อในการปรับปรุงบ้านไม่ให้คนภายนอกมองว่าบ้านเราเป็นสลัม ปัจจุบันเรามีงานวิจัย ๑๐๐ กว่าเล่ม เป็นหลักฐานบันทึกเหตุการณ์ที่ ชุมชนป้อมมหากาฬนั้นลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง ผ่านงานวิจัยของนักศึกษาทั้งจากในและต่างประเทศ เช่น ฟิลิป อินโด เป็นต้น”

ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงบ้านไม้ที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ไว้ ไปแล้ว ๕ หลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ มีการปล่อยสินเชื่อจากกลุ่มออมทรัพย์ ร้อยละ ๓ บาทต่อปี โดยดูถึงศักยภาพของคนส่งที่ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิต ขณะนี้มีเงินกลับคืนสู่กลุ่มออมทรัพถย์พร้อมดอกเบี้ยแล้ว คาดว่ากลางปี 58 ชุมชนป้อมมหากาฬจะมีเงินหมุนเวียนในการปรับปรุงบ้านได้อีก ๒ หลัง

 

ภาคีร่วมผลักดันนโยบายจากเสียงประชาชน

สู่การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง

ดร.ผุสดี ตามไทย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว จากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทำให้คนหนาแน่น และอยู่อย่างไม่มีการวางแผน ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้มีการจัดผังเมืองกรุงเทพมหานคร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาเท่าทันสถานการณ์อย่างไร ซึ่งความยากลำบากของพวกเราที่ทำงาน คือ กทม. เป็นเมืองหลวงที่มีความไหวตัวค่อนข้างสูง การวางแผนที่ดีทำตามลำพังไม่ได้ กทม. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องการเสริมสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็งทุกชุมชน ซึ่งมีอยู่จำนวน ๒,๐๖๐ ชุมชน และมีหลายหมื่นหลังคาเรือนที่อยู่ใน ๙ คลองหลัก ที่จะเป็นพื้นที่ระบายน้ำ จากมติ ครม. ปี ๒๕๕๕ ให้มีการบริหารจัดการน้ำ โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)  พยายามเดินหน้า คือ ต้องมีการคุยกัน ซึ่งข้าราชการเป็นผู้ถูกบังคับให้นำกฎหมายไปใช้ ให้เราปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระเบียบสั่งการมา ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่อยากจะทำ เพราะหากจะทำต้องผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย

“สิ่งที่ฝันอยากจะเห็น คือรัฐบาลช่วงนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองและจะมาดูแลพี่น้องประชาชน และต้องแก้ไขหลายเรื่อง โดยเฉพาะตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยากหาอยู่ในภาวะที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลต้องมอบนโยบาย และมอบอำนาจการประสาน ให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรุงเทพมหานคร และประสานผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อมาร่วมกันวางแผน หากรัฐบาลมองเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาให้คนจน ผลักดันและสนับสนุนให้เมือง ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นในรูปแบบใด ทั้งเรื่องงบประมาณและนโยบายที่ชัดเจน ร่วมกันวางแผน ทั้งกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น ความยากลำบาก และความจำเป็นที่พวกเราต้องช่วยกัน คือ การเปิดช่องเจรจาพูดคุย ทำความเข้าใจ ซึ่งรัฐมีนโยบายการสนับสนุน ทั้งนี้พี่น้องในชุมชนต้องลุกมาช่วยกัน ทำให้อยู่กันได้ เดินหน้าไปได้ด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน มีทัศนคตที่ดีต่อกัน เข้าใจกัน เห็นข้อจำกัดของกันและกัน และต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา ร่วมมือดึงพลังที่ดีของแต่ละฝ่ายมาช่วยกัน”

นางทิพยรัตน์ นพรดารมณ์ อดีตผู้อำนวยการ พอช. และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา พอช. กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. เป็นโครงการที่ต่างจากการสร้างบ้านปกติ ความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารและร่วมมือกัน ทั้งจากชุมชนที่เป็นผู้เดือดร้อนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน บทเรียนที่ได้จากการแก้ไขปัญหาของผู้มีรายได้น้อยในเมืองที่นำมาสู่การกำหนดอนาคตนั้น หน้าที่หนึ่งของ พอช. คือการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของพี่น้องคนจนทั้งในเมืองและชนบท ด้วยคนจนนั้นไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้ ซึ่งตอนตั้ง พอช. มีแนวคิดสำคัญคือทำอย่างไรคนจนหรือคนในชุมชนจะมีกองทุนเพื่อสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็ง ทั้งเมืองและชนบท กระบวนการทำโครงการบ้านมั่นคงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคนจนในเมือง ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน ใช้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ เพราะเจ้าของปัญหาจะอยากแก้ปัญหามากที่สุด เป็นคนที่เจอกับปัญหาควาไมม่มั่นคง ไล่ที่

“บ้านมั่นคงสร้างความเปลี่ยนแปลงในพั้นที่ ในการประสานความร่วมมือ ให้ชุมชนสามารถทำงานร่วมกับเทศบาล หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการทำโครงการบ้านมั่นคง มีหลายเรื่องที่เป็นอุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ซึ่งบางฉบับล้าสมัย เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยคนจน เช่น เทศบัญญัติการก่อสร้าง ที่ผ่านมาได้ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ ในการขอออกกฎกระทรวงพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่จำกัดได้ เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรง”

ปัจจุบันบ้านมั่นคงดำเนินการแล้ว ครอบคลุม ๓๐๐ เมือง ประมาณ ๑,๐๐๐ โครงการ ทำให้เราเห็นพลังของชาวบ้านในการทำงาน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งการขยายเมือง ภัยพิบัติ เป็นต้น และการกระจายอำนาจมาสู่ท้องถิ่นต้องทำให้มากที่สุด ให้เกิดการจัดการตนเองในระดับพื้นที่ ทั้งในส่วนของระบบงบประมาณและเปิดพื้นที่การทำงานในท้องถิ่นท้องที่ หากมีการเปิดพื้นที่จะสามารถสร้างการพัฒนาได้อย่างกว้างขวางหลากหลาย จะส่งผลให้เกิดการวางแผนที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนได้มากขึ้น

ด้านนางสุชาดา ศิโรรังษี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า นโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยควรมีนโยบายในการมีส่วนร่วมของคนจนในเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากที่อยู่อาศัยมี่หลายมิติ มีทั้งที่สร้างเอง ชุมชนเป็นคนดำเนินการ ผู้มีส่วนร่วมในเรื่องมี่อยู่อาศัยก็มีมากมาย ตั้งแต่หน่วยงานระดับชาติ ท้องถิ่น หรือเอกชน รวมถึงเป็นเครื่องมือในการสร้างความเจริญให้กับเศรษฐญกิจของประเทศก็เช่นกัน เป้าหมายในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ต้องการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข ให้คนมีที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ มีที่อยู่อาศัยที่ดี โดยทั่วไปแล้วจากเป้าหมายนี้ ในมุมมองของนักวิชาการ มองว่าความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต ถือว่าเป็นเสาหลักของการพัฒนาประเทศ และเชื่อว่านโยบายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยนี้ควรเป็นการวางนโยบายระยะยาว เป็นนโยบายที่ทุกคนรับรอง ไม่ใช้นโยบายของรัฐบาล เพราะในช่วงที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งหนึ่งก็มีการเปลี่ยนนโยบายตามรัฐบาลชุดนั้นๆ ซึ่งส่งผลต่อเรื่อง งบประมาณ การสนับสนุน หรืออื่นๆ

“เราคิดว่าการที่จะต้องมีนโยบายที่อยู่อาศัยระยะยาว ควรได้มาจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างที่ยูเอ็นจัดถือว่าเป็นเสียงอย่างหนึ่งในเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ผ่านมาได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติขึ้น โดยมีนายกเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธาน คนที่ ๑ มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นรองคนที่ ๒ มีกรรมการ ๑๑ คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๙ คน เพื่อดูแลภาพรวมในเรื่องดังกล่าว จากงานวิจัยเชิงวิชาการด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยไม่ประสบผลสำเร็จนั้นมาจาก ๓ ปัจจัย คือ ๑) ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ๒) มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่อยู่อาศัย เช่น การเสนอและผลักดันกฎหมายที่ผ่อนผันผู้อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย ให้เกิดบ้านกลุ่มเกิดขึ้น และ ๓) เรื่องการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย เพราะการมีบ้านกับการไม่มีเงินเป็นสิ่งที่สวนทางกัน สิ่งที่เราพยายามทำคือ ทำให้คนที่ไม่มีเงินมีบ้าน”

เรื่องที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์ทุกคน ทุกกลุ่ม และวันนี้ทุกฝ่ายต่างออกเสียงและพูดออกมาเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหวังเป็นอย่างยิ่งในการที่จะสนับสนุนให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมและดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกัน

นางทิพยรัตน์ นพรดารมณ์ 9 1-3

9 1-49 1-5

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter