พิมพ์
เสาวลักษณ์ สมสุข /สุธิดา บัวสุขเกษม
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1003

m1-151057

เมื่อวันที่ 9 - 10 ตุลาคม 2557 อนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน และคณะอนุกรรมการประสานงานระดับภาค ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อวางแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศไทย ทั้งนี้ในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติมอบนโยบายในเวทีดังกล่าว

          m7-151057พลตำรวจเอก อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้เคยทำงานด้านพื้นที่มาก่อน และมีความคุ้นเคยในการทำงานโดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นราธิวาส และพื้นที่นิคมคำสร้อย ในโอกาสที่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ได้นำนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี มาเป็นนโยบายการขับเคลื่อนเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งในโอกาสต่อไปทางภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชน จะได้มาร่วมกันทำงาน อย่างมีส่วนร่วมต่อไป

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่เกิดสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่องนั้น ในฐานะอนุกรรมการของภาคประชาชน จะต้องมีเป้าหมายในการวางแนวทางการเคลื่อนงานใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ประการแรก การกระจายอำนาจ ขบวนองค์กรชุมชนจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในพื้นที่อย่างไร ให้สอดคล้องกับการสนับสนุนงบประมาณที่สนับสนุนไปในพื้นที่ และ ประการที่สอง ประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปฏิรูปที่เกิดขึ้น บทบาทของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนจะอยู่ตรงไหน จะจัดการตนเองอย่างไรเพื่อให้เรื่องที่ดำเนินการตลอดมานั้น เข้าสู่กฎหมาย หรือนโยบายที่รัฐบาลกำหนด

m3-151057“ในขณะที่นโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับขบวนองค์กรชุมชน คือ การลดความเหลื่อมล้ำ และการรักษาความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีเรื่องการพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออม และระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน และแก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดิน และแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้กำหนดในเรื่อง การพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องเร่งด่วน           ในส่วนของแผนงาน โครงการของ พอช. ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกระทรวง คือเรื่อง การพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัด โครงการบ้านมั่นคง” การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท การสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่ง พอช.เองจะพยายามดำเนินการให้ดีที่สุด”

          ด้านนายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ร้อยวันกับการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานปฏิรูปว่า สำหรับงานพัฒนานั้นจะต้องทำงานขับเคลื่อนในสองระดับ คือ ระดับพื้นที่ และระดับนโยบาย โดยระดับพื้นที่ จะต้องมีการรณรงค์ให้เครือข่ายองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการคิดปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ประชาชน ชาวบ้านได้รู้ เข้าใจ ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล จังหวัด ชาติ เป็นเวทีเสนอความคิดเห็นการปฏิรูปประเทศไทย เสนอกลไกที่เกี่ยวข้อง และมีคณะทำงานขับเคลื่อนในระดับจังหวัด ภาค และชาติ

          “ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในทุกระดับ ร่วมกับภาคีต่างๆ ให้คำปรึกษาหารือกัน เพื่อเป็นข้อเสนอและแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทย อาทิ เรื่องสิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ สิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยเฉพาะการเมืองการปกครองตนเอง และร่วมผลักดันกฎหมายในเรื่องต่างๆ เช่น พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน การปรับปรุงกฎหมายสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง พ.ร.บ. ผังเมือง เป็นต้น ซึ่งเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ คือ อนุกรรมการประสานงานภาค โดยมี พอช. ร่วมออกแบบระบบการสนับสนุน”

          ในการนี้ที่ประชุมได้มีข้อเสนอร่วมกันในการวางแนวทางการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ๕ ภาค และส่วนสนับสนุน ดังนี้

ทบทวนระบบการทำงาน

ของอนุภาค

แนวทางการจัดระบบการทำงานของอนุภาค

แนวทางการเชื่อมโยงอนุภาค กับอนุยุทธศาสตร์ชาติ และกรรมการ พอช.

ข้อเสนอแนะต่อ

การดำเนินงานข้างหน้า

1. การวางแนวทาง ทิศทางการพัฒนา และยุทธศาสตร์ของภาค

  • มีกลไกที่หลากหลาย ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง กำหนดพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจน
  • กำหนดการพัฒนาศักยภาพแกนนำ และสร้างคนรุ่นใหม่
  • มีเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงาน มีเป้าหมายและยอมรับการทำงานร่วมกันของคณะทำงาน
    • คณะอนุกรรมการภาคใหญ่ทำหน้าที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของขบวนองค์กรุมชนในระดับภาค และนโยบาย
    • คณะอนุกรรมการภาคย่อยทำหน้าที่เชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชน และออกแบบการสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งขบวนองค์กรชุมชน
    • คณะประสานงานจังหวัด ทำหน้าที่เชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชน และภาคีในระดับจังหวัด และออกแบบการสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งขบวนองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด

พอช.

  • พัฒนาแกนนำให้มีความรู้ในประเด็นงาน ให้มีผู้ชำนาญการเฉพาะ
  • ทบทวนกลไกให้สอดคล้อง ลดความซ้ำซ้อนคนที่รับผิดชอบในแต่ละกลไก
  • มีงบประมาณกลางในการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ภาค
  • กระจายอำนาจการบริหารคน งาน งบประมาณให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 11 ภาค
  • ลดขั้นตอนการพิจารณาโครงการให้สั้นลง มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน
  • มีคู่มือการพัฒนาโครงการ และปฏิทินงานที่ชัดเจน และมีระบบการสื่อสารจากระดับนโยบายลงสู่ภาค และเจ้าหน้าที่ต้องมีความชัดเจนในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
  • ให้ความสำคัญกับการพัฒนาในช่วงขาลง คือ การติดตามผลและการรายงานผล

ขบวนองค์กรชุมชน

  • ทบทวนการทำงานของกลไก ขบวนจังหวัดเป็นพื้นที่กลาง ควบคู่กับสถาบันการศึกษา นักวิชาการ เน้นสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน
  • ปฏิรูปการทำงานของสภาฯ ให้ประสานงานกับเจ้าของปัญหาเพื่อมาแก้ไขปัญหาของตนเอง และหนุนเสริมการทำงานเชิงนโยบาย และงบประมาณ
  • วางระบบการบริหารจัดการที่ดี และติดตามแบบเสริมพลังในระดับพื้นที่/จังหวัด/ภาค
  • เน้นแผนปฏิบัติการพัฒนาคน การยกระดับพื้นที่รูปธรรม การรายงานความคืบหน้าของแต่ละประเด็น
  • คณะทำงานประเด็นระดับภาคย่อยทำหน้าที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาโครงการ มากกว่าการพิจารณาโครงการ

 

  • เน้นพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการปัญหาตนเอง โดยใช้พื้นที่กลาง ทั้งในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ดินน้ำป่า ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน)
  • แปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติจริง
  • วางเป้าหมายจากพื้นที่ มากกว่าผลเชิงปริมาณ
  • สรุปบทเรียนเพื่อนำไปสู่การขยายผล
  • ประสานภาคีหนุนเสริมยุทธศาสตร์
  • ผลักดันงานเฉพาะหน้า พิจารณาโครงการเสริมสร้าง

2. การเชื่อมโยงเครือข่าย และขบวนฯ เพื่อให้เกิดการประสานงาน และ

บูรณาการงบประมาณ

  • วางแนวทาง ยุทธศาสตร์ภาค
  • เปิดโอกาสให้เจ้าของปัญหาลุกขึ้นมาจัดการตนเอง

 

 

 

3. แนวทาง หลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการพัฒนาขององค์กรชุมชน เครือข่าย ภาคีพัฒนา (กลไก หลักเกณฑ์

การพิจารณา งบประมาณ)

  • เน้นการพัฒนาคุณภาพของโครงการ และการมีส่วนร่วมของภาคี
  • ออกแบบสู่การจัดการตนเอง ในการเปลี่ยนแปลง
  • มีการติดตามประเมินผลในระดับจังหวัด
  • มีการประชาสัมพันธ์การสนับสนุน เงื่อนไขต่างๆ ที่ใช้การพิจารณาโครงการ
  • เกณฑ์การพิจารณาให้น้ำหนักที่ระดับจังหวัด
  • จุดอ่อนที่พบ คือ ไม่สามารถใช้งบประมาณได้ทันเวลา ไม่มีรายงานผลการดำเนินงาน มาตรฐานการอนุมัติยังไม่ชัดเจน

4. ระบบการติดตาม และ

การดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชน

  • คิดค้นเครื่องมือเพื่อการพัฒนา และสร้างความเข้าใจ
  • มีคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อกลั่นกรองโครงการแต่ละประเด็น และทำงานมีส่วนร่วม
  • ใช้ทุนที่มีอยู่ในการขับเคลื่อนงาน
  • มีระบบการติดตามแบบเสริมพลัง ยังมีเฉพาะบางจังหวัด และคณะทำงานยังมีความรู้ไม่เพียงพอ
  • จังหวัดประมวลภาพงานทุกประเด็นทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และจัดทำรายงาน
  • จัดกลไกการหนุนเสริมแต่ละประเด็น
  • มีภาคีเข้าร่วมติดตามหนุนเสริม

5. เรื่องอื่นๆ

5.1 การสร้างคนรุ่นใหม่ในการทำงาน

5.2 ขบวนองค์กรชุมชนแข็งตัว มีความเป็นเจ้าของสูง

 

 

 

การขับเคลื่อนงานปฏิรูป

 

ประเด็นการปฏิรูป

เป้าหมายสำคัญ

วิธีการขับเคลื่อน/รณรงค์ระดับจังหวัด/ ภาค/ ประเทศ

กลไกการขับเคลื่อน

สัญลักษณ์

1. ภาคเหนือ

 

กระจายอำนาจ และชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง

กระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยชุมชน

- จุดพลังระดับตำบล 1,300 ตำบล เพื่อรวบรวมข้อเสนอ

- เติมพลังในการเปลี่ยนแปลงระดับจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อเสนอระดับจังหวัดโดยจัดเวทีคู่ขนานร่วมกับ สปช.

- เชื่อมโยงข้อเสนอกับขบวนฯ และภาคี

 

- สื่อสาธารณะ สื่อท้องถิ่น

- ภาคี

 

1 วัน 1,300 ตำบล ข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ

2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ความเหลื่อมล้ำ

(พรบ.สวัสดิการ)

พรบ.สวัสดิการชุมชน

- รวมพลังองค์กรภาคประชาชน (สพม. LDI พอช. ภาคปรชาสังคม)

- ขบวนฯ ร่วมกับคณะทำงานภาคประชาสังคมจังหวัด ดำเนินการรวบรวมและจัดทำข้อเสนอ

- จัดประชุมสร้างความเข้าใจร่วมกับตัวแทน สปช.จังหวัด

สภาพลเมือง (จังหวัด ตำบล)

 

การกระจายอำนาจ

(ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง)

-ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

-เลือกตั้งผู้ปกครองท้องถิ่น

 

 

 

การจัดการดินน้ำป่า

 

ให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่น

 

 

 

 

3. ภาคใต้

 

- ผลักดันข้อเสนอนโยบาย

- กฎหมาย

- รัฐธรรมนูญ

- เวทีปฏิรูปคู่ขนานกับสภาปฏิรูป

- ทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้ในโครงการขนาดใหญ่

- การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

 

- ปรับแก้กฎหมาย พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พรบ.ปิโตรเลี่ยม 2514 พรบ.สภาฯ และสภาพัฒนาการเมือง พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของชุมชน (กรมเจ้าท่า)

- สนับสนุนให้เกิดกฎหมายใหม่ เช่น พรบ. 4 ฉบับ พรบ.การประมง พรบ.สวัสดิการชุมชน พรบ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พรบ.พลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด พรบ.การบางแห่งประเทศไทย พรบ.จังหวัดจัดการตนเอง

- ผลักดันเนื้อหาของภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น จัดตั้งสภาพลเมือง สิทธิชุมชน สิทธิที่อยู่อาศัยที่ดินทำกิน การเพิ่มอำนาจภาคประชาชน ฯลฯ

- ประกาศเจตนารมณ์ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน

- ใช้เวทีฟอรั่ม 25-26 ต.ค.

- มีคณะทำงานข้อมูลวิชาการภาคใต้ในแต่ละประเด็น โดยการ

ขับเคลื่อนตาม Road map

 

ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน

4. ภาคกลางตะวันตก

 

การแก้ไขปัญหาอำนาจเชิงโครงสร้าง

เสนอกฎหมาย พรบ.ที่ดิน พรบ.สวัสดิการชุมชน พรบ.กระขายอำนาจ พรบ.ชุมชนแออัด

- ผลักดันเชิงนโยบายกับรัฐบาล เรื่องโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน

- เสนอแนวทางการจัดการตนเอง สิทธิชุมชนให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ

- ผู้แทนภาค

- คณะทำงานภาค

- ขบวนจังหวัด/ สนช.

กำหนดสโลแกน “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง (ดิน น้ำ ป่า อาหาร)” สกรีนในเสื้อ กระเป๋า ผ้าพันคอ กำไล

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า)

พรบ.ธนาคารที่ดิน

พรบ.กองทุนที่ดิน

พรบ.ป่าชุมชน

พรบ.การจัดการน้ำ

- ผลักดันสู่รัฐธรรมนูญ

- เสนอผ่านเวทีสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด/ ชาติ

- เวทีสมัชชาขบวนองค์กรชุมชน

- เวที คชสป.

สวัสดิการ

พรบ.สวัสดิการชุมชน

 

5. ภาค กทม.ปริมณฑล

การจัดการทรัพยากร ดิน น้ำป่า ทะเล

- คนทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และด้านอื่นๆ

- การจัดการต้องมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย

- กระจายอำนาจการบริหารจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่น

- จำกัดการถือครองที่ดิน

- จัดสรรที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยให้ประชาชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

- สร้างความรู้ความเข้าใจทุกระดับ (ชุมชน ตำบล)

- กำหนดแผนการขับเคลื่อน

- สร้างกลไกทุกภาคส่วนเข้าร่วม

 

 

การกระจายอำนาจ จังหวัดจัดการตนเอง

- ส่งเสริมบทบาทองค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วม และถ่วงดุลอำนาจ

- สนับสนุนภาคประชาชนกำหนดแผนพัฒนา

- จัดโครงสร้างอำนาจในการปกครองระดับประดับเทศ และระดับท้องถิ่น

ที่ดินทำกิน และความมั่นคงทางอาหาร

- การจำกัดการถือครองที่ดินโดยใช้ฐานกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์

- สิทธิขั้นพื้นที่ รัฐต้องจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน

ความเหลื่อมล้ำ

- สร้างความเท่าเทียมทุกด้าน โดยประชาชนมีบทบาทสำคัญ และรัฐสนับสนุนทั้งในด้านยุติธรรม การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ

 

พร้อมทั้งเสนอกระบวนการ และวิธีการขับเคลื่อน คือ (1) ควรมีเวทีการพูดคุยในระดับจังหวัด อย่างน้อยใน 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น โดยมีหน่วยงานของรัฐ (คสช.) เป็นเจ้าภาพ หรือจะใช้เวทีระดับอำเภอ โดยให้พี่น้องที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้นเข้าร่วมให้มากที่สุด (2) ให้เวทีพลเมืองระดับจังหวัด ประมาณปลายเดือน พ.ย. จัดเวทีพร้อมกันทุกจังหวัด หลังจากนั้นอีก 2 เดือน รวบรวมข้อเสนอ และเดือนมกราคม ใช้การประชุมคอนเฟอเร้นท์ทั้งประเทศร่วมกัน (3) รวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ส่งให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี (4) ร่วมกำหนดกฎหมายผังเมืองร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (5) พอช. สพม. และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ จะร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อหนุนเสริมกันอย่างไร เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนกัน (6) ให้มีข้อเสนอจากพื้นที่ ตั้งแต่ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อเป็นข้อเสนอต่อรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอกฎหมาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย (7) ควรมีงานวิชาการมาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่รูปธรรม (8) มีระบบการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องในงานประเด็นต่างๆ ในพื้นที่ และตำบล โดยอนุกรรมการภาคเป็นเจ้าภาพหลัก และชวนนักวิชาการท้องถิ่นมาร่วม เพื่อออกแบบการทำงาน โดยใช้ระยะเวลา 100 วัน เป็นตัวกำหนดว่าช่วงไหนจะดำเนินการ เริ่มจากการออกแบบกระบวนการ ร่วมกับทีมวิชาการท้องถิ่น นำเนื้อหาจัดเวทีระดับตำบล ประมาณเดือน เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน  แล้วรวบรวมข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวมาที่ระดับจังหวัด และรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ข้อเสนอในระดับภาค และระดับชาติ ในเดือนธันวาคม เดือนมกราคม นำข้อเสนอจัดงานสมัชชาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศไทยต่อไป

 m2-151057m4-151057m5-151057

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter