พิมพ์
นายเลอฤทธิ์ สงวนวงศ์ ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.อ่างทอง และ ณิชารีย์ การุณ มูลนิธิหัวใจอาสา
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1261

h1-151057

 

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับ มูลนิธิหัวใจอาสา จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ด้วยกระบวนการจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน ณ ห้องประชุมเทเวศร์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรุงเทพฯ

          นายยงจิรายุ อุปเสน ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ Happy  Heart  to  Happy  Society  มูลนิธิหัวใจอาสา กล่าวว่า จากกระบวนการจัดทำเป้าหมายความสุข และทำตัวชี้วัดความสุขชุมชนพบว่า ปัจจุบันได้เกิดเครือข่ายชุมชนสร้างสุขขยายพื้นที่ไปกว่า 24 ตำบล จาก 7 จังหวัด นับเป็นการขยายผลไปอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่จะเป็นเครือข่ายสำคัญในอนาคต อย่างไรก็ดีโจทย์สำคัญในวันนี้ของเครือข่ายชุมชนสร้างสุข ก็คือ  พื้นที่ปฏิบัติการเดิม ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันทั้ง 24 ตำบล ยังไม่มีการสนับสนุนใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ชุมชนจะต้องพัฒนาตนเอง เรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาเป้าหมายและตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ รวมถึงการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อสื่อสารให้ชุมชนอื่นๆ ได้หรือไม่ อย่างไร และเมื่อมีชุมชนท้องถิ่น สนใจมากขึ้น จะสร้างทีมวิทยากรกระบวนการหรือพี่เลี้ยง ที่สามารถจะหนุนเสริมกระบวนการจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดกับพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ ให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเครือข่ายชุมชนตำบลที่มีการดำเนินการจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน จะสามารถกำหนดทิศทางแผนงาน และมีแนวทาง มีกลไกการขับเคลื่อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกันได้ อย่างไร และจะเกิดการสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติของชุมชน เพื่อการขยายผลโดยขบวนเครือข่ายชุมชน และองค์ความรู้ขององค์กรพี่เลี้ยง เพื่อการวางแผนและสนับสนุนการขยายผลในอนาคต

          h2-151057นายศิวโรฒน์ จิตนิยม ผู้แทนตำบลหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า เคยติดตามประเด็นเกี่ยวกับตัวชี้วัดความสุข เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยนำบทเรียนจากปัญหาข้างหลัง นำมาแก้ โดยการปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ เราเริ่มจากที่จะอยู่ได้ด้วยระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เนื่องจากเงินมีความสำคัญ แต่สุดท้ายเราพบว่าต้องการความสุขมากกว่า และให้ความสำคัญเรื่องการเก็บฐานข้อมูล

          ชุมชนบ้านหนองสาหร่าย เมื่อได้ข้อมูล เราจะเห็นตัวตนของเราอย่างชัดเจน รวมถึงความต้องการของแต่ละชุมชนด้วย เช่น เก็บข้อมูลจำนวนครับเรือนกว่า 900 ครัวเรือน ปลูกต้นมะละกอ 1000 กว่าต้น เรารู้เลยว่า วันหนึ่งๆ ถ้าเก็บมะละกอพร้อมมัน จะมีมะละกอบริโภคหรือส่งขายได้วันละกี่ตัน จากตำบลของเรา ซึ่งการเก็บข้อมูล เป็นการทำเพื่อตอบความจริงตามเป้าหมายความสุขที่เราจะไปถึงร่วมกัน ต่อมาเราได้มีธนาคารความดี มารองรับ เพื่อให้ทุกคนมาสร้างความสุข หากชุมชนในเมืองทั้งสี่ชุมชน ใน กทม. คือ ชุมชนราชทรัพย์ ชุมชนร่วมสามัคคี ชุมชนตรอกต้นโพธิ์ และชุมชนสระเกศ ที่กำลังสร้างเรื่องความสุขชุมชนขณะนี้ สามารถเก็บข้อมูลตนเองได้ ก็จะรู้ว่าตนเองมีต้นทุนอะไร ต้องการอะไร หากส่งให้ สนง.ทรัพย์สินฯ ได้รับรู้ สนง.ทรัพย์สินฯ ก็จะเข้ามาสนับสนุนความต้องการได้ ซึ่งตำบลหนองสาหร่ายได้ทำมาอย่างนี้ตลอด จึงสามารถตอบคำถาม ได้อย่างมั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาตัวเอง ให้สามารถสื่อสารกับชุมชนต่างๆ ที่มาศึกษาเรียนรู้ และยังคงเป็นต้นแบบต่อไปได้

          การสร้างทีมวิทยากรกระบวนการ วันนี้เรามีเยาวชนที่เก่ง ๆ ในชุมชนเรามาก เพียงแต่ เราได้เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ ได้แสดงความสามารถหรือยัง เราต้องมีการวางแผน ทุกคนต้องลงมือทำ เช่น หาให้ได้ 1 ต่อ 5 คน จาก 5 หา 4 หา 3 คิดว่าการสร้างวิทยากรง่ายมาก ทุกคนทำได้อยู่แล้วและการสร้างเครือข่าย มีความจำเป็นมาก ตั้งแต่สมัย อ.ไพบูลย์ เห็นความสำคัญเรื่อง การสร้างเครือข่าย จึงควรมีการสนับสนุนเครือข่ายที่ต่อเนื่อง ถ้าไม่ทำเป็นเครือข่าย จะไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำการเปลี่ยนแปลง หรือบางทีเราอาจหมดกำลังใจที่จะทำงาน แต่ถ้ายังมีเครือข่าย เครือข่ายจะสร้างพลังให้เราได้ ในเรื่องของการจัดการความรู้ ขณะนี้ เรามีภาคีมาจาก มศว. พอช. มูลนิธิหัวใจอาสา และศูนย์คุณธรรม ที่จะช่วยสังเคราะห์บทเรียน และถอดความรู้ องค์กรต่างๆ เหล่านี้เข้ามาช่วยเรา ให้มีสื่อ และเครื่องมือที่เหมาะสม อย่างเช่นตำบลหนองสาหร่าย เราก็ได้หลายหน่วยงาน ที่เข้าไปศึกษาแล้ว ถอดความรู้มาเป็นสื่อต่างๆ แต่ทั้งนี้ เราจะต้องดีจริง กล้าที่จะให้เขาเข้าไปศึกษา เปิดเผยโปร่งใส ทำอะไรอย่างตรงไปตรงมา

          นางสาวนวลฉวี บุญจันท์ ผู้แทนตำบลคลองตัน จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ตำบลคลองตัน เชื่อมั่นว่าเราทำได้ วันนี้ตำบลคลองตันได้สร้าง ทีมคนรุ่นใหม่ ที่จะมาสืบต่อ ขยายผลในเรื่องนี้ ได้ไม่น้อยกว่า 10 คน อนาคต ตำบลคลองตัน จะสร้างคนที่สามารถสื่อสารการขับเคลื่อนความสุข และตัวชี้วัดความสุข โดยคัดตัวแทนมาจากแต่ละหมู่บ้าน เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งในระยะต่อไป ไม่มีเราทำงาน พวกเขาก็สามารถทำได้

          เลอฤทธิ์  สงวนวงศ์ ผู้แทนจากจังหวัดอ่างทอง เห็นว่า ประเด็นการนำตัวชี้วัด มาบูรณาการและคัดเลือก ตัวชี้วัดที่โดดเด่น ในหลายๆ พื้นที่ เพื่อนำไปสู่การขยายผล ในอนาคตนั้น ส่วนตัวยังรู้สึกว่า การให้พื้นที่ต่างๆ ได้ค้นหา และกำหนดด้วยตัวเองจะดีกว่า เพราะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกับ แม่ปราณี อินทวร จากตำบลคลองวัว เห็นด้วยที่ให้เราเลือกทำ เรากำหนดประเด็นเอง ช่วยกันทำ 24 ตำบลนี้ ให้เข้มแข็ง เป็นต้นแบบได้จริงๆ และตอนนี้ก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

          h4-151057คุณแหม่ม   ประธานชุมชนราชทรัพย์  ในฐานะชุมชนเมือง ที่มีพื้นที่ เพียง 11 ไร่ เราพบว่า มีคน 3 วัย คือ วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ (หรือคนว่างงาน) ในชุมชนเป็นกลุ่มคนทำงาน หาเช้ากินค่ำ ตามวิถีคนเมือง คิดว่า ความสุขจะเกิดขึ้นที่ตัวเราเอง แม้ว่า ความสุขไม่ได้มาง่ายๆ แต่เพราะคิดว่า เราโชคดีที่ได้อยู่อาศัยบนพื้นที่ ของ สนง.ทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นที่มีเกียรติ จึงพยายามจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น ให้เหมาะสมกับการอยู่ในที่ดินตรงนี้

          นายพรชัย  ฤทธิ์แดง นักพัฒนาชุมชน จาก มศว. กล่าวเสริมว่า การหนุนเสริมเรื่องการจัดการความรู้ มศว. มีศูนย์บริการวิชาการแก่ชุมชน เป็นศูนย์กลาง โดยให้คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ลงไปให้บริการในชุมชน ในด้านที่ตนเองถนัด เช่น คณะวิศวกรรมฯ ลงแนะนำเรื่องเตาพลังงาน ที่ จ.นครนายก หรือ โครงการฝายชุมชน โดยที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ทำการเก็บข้อมูล ทำภาพรวม เป็นระดับจังหวัด ซึ่งจะได้ข้อมูลภาพกว้าง การเลือกประเด็นที่จะนำมาสู่การทำงานจึงทำได้ยาก ต่อมาได้รับเอาเครื่องมือการจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชนนี้ มาจัดทำในพื้นที่ เพื่อให้เห็นความต้องการจริงๆของชาวบ้านเชิงลึก ก็พบว่าน่าจะไปได้ดี และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการที่บ้านท่าช้าง ตำบลหนองหมากฝ้าย อ.วัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว และจะขยายจัดทำในจังหวัดนครนายกต่อไป

          ขณะนี้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้เริ่มทำการฝึก และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ของ สนง.ทรัพย์สินฯ ให้มีความเข้าใจ ในเครื่องมือนี้ จะได้ทำงาน ในพื้นที่นำร่อง ที่ 4 ชุมชน อนาคต จะขยายต่อไป ให้มากกว่านี้ สำหรับเจ้าหน้าที่ ก็มีความสามารถที่แตกต่าง การพัฒนาบุคลากร โดยใช้เครื่องมือนี้ คิดว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น และจะทำงานทดแทนคนรุ่นเก่าๆ ต่อไป

          ด้านนายประเสริฐ บุญจันทร์ ผู้แทน พอช. เห็นว่า เราใช้ตัวชี้วัดความสุข เป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมสร้างให้ชุมชน ทำให้ชาวบ้านตระหนัก เป็นชุมชนที่มีทิศทางในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม การจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน ชุมชนจะต้องมีการค้นหาตัวเอง ทบทวนตัวเองด้วยข้อมูลจริง จากนั้นจะต้องวางเป้าหมายร่วม และจัดทำแผน มองว่ากระบวนการนี้ จะไปเสริมให้ภารกิจชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง มีความเข้มแข็ง และเป็นจริงได้

          ผู้แทนชุมชนสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เห็นด้วยว่า การชักชวนเยาวชนเข้ามาร่วมในทุกกิจกรรมสร้างความร่วมไม้ ร่วมมือกับชุมชน เพื่อสานต่องานที่ชุมชนทำนั้น เป็นเรื่องสำคัญ เด็กและเยาวชน มีศักยภาพ พร้อมจะช่วยสนับสนุน และให้ความร่วมมือ ที่สระเกศเราจะเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสานต่อเรื่องนี้ให้เป็นจริงต่อไป

         h5-151057 นายยงจิรายุ  อุปเสน กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่พวกเราได้คุยกันในวันนี้ ทำให้พวกเราได้เห็นทิศทางในการไปสู่เป้าหมายแห่งความสุขที่สามารถวัดได้ร่วมกัน และสามารถสรุปได้ว่า

          (1.) เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน เป็นที่ตระหนักร่วมกันของผู้ที่มาในเวทีนี้ว่า เป็นเครื่องมือที่จะสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเป็นการเตรียมชุมชนให้วางแผนการพัฒนาในระยะยาว ที่ไม่ต้องรอรับการพัฒนาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างพลเมือง ที่มีพลัง มีการเรียนรู้ที่จะพัฒนาบ้านเกิด ท้องถิ่นของตัวเอง

          (2.) เป้าหมายตัวชี้วัดความสุขที่เราทำมาทั้งหมดนั้น ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ได้เป้าหมาย ตัวชี้วัดที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือ ได้ผลลัพธ์ที่เป็นเป้าหมายร่วมของคนในพื้นที่ แต่ความสำคัญอยู่ที่กระบวนการในการจัดทำ เพราะจะต้องมีการรวมคนที่คิดหวังดีต่อบ้านเมืองตนเอง มาทบทวน วิเคราะห์ตนเอง มาวางเป้าหมายร่วมกัน และกำหนดตัวชี้วัด หาวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น อย่างเป็นขบวนการ ทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นที่สำคัญ คือ คนเปลี่ยน วิธีคิดเปลี่ยน เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีพลังที่จะทำเพื่อชุมชนท้องถิ่นตนเอง โดยมีแม่พิมพ์เดียวกัน นั่นคือ สิ่งสำคัญ ส่วนผลพลอยได้ที่จะตามมา คือ คนในพื้นที่ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชน หน่วยงานรัฐในท้องถิ่น ได้เข้ามาร่วมรับผิดชอบขับเคลื่อนงานตนเอง เพื่อไปสู่เป้าหมายนั้น เป็นผลในระยะยาว คงจะเป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งต้องใช้เวลา

          (3.) การจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชนนั้น ในเวลานี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดสนับสนุนอย่างจริงจัง ชุมชนที่สนใจก็ดำเนินการเอง ดังนั้น ชุมชนที่ทำต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง หากเห็นว่าเรื่องนี้ดีกับชุมชนตัวเอง ก็จะต้องสื่อสารให้คนในพื้นที่ได้เข้าใจตรงกันมากขึ้น ทำแล้วต้องพูดบ่อยๆ ชวนคนอื่นมาดู มาสัมผัส พระท่านว่า เอหิปัสสิโก แปลว่า ท่านจงมาดูเถิด เมื่อชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ เข้าใจตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน เหมือนพี่ใหญ่แต่ละตำบลที่มาในวันนี้ ก็จะเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตนเอง ซึ่งเราต้องสร้างพื้นที่ในลักษณะนี้ไว้ ให้มากๆ รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมากระทบในอนาคต โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน ในปลายปีหน้านี้

          (4.) การสร้างทีมกระบวนการเพื่อไปขับเคลื่อนตำบลใหม่ๆ เป็นเสมือนพี่เลี้ยง ก็มีความสำคัญ หากเราทำเหมือนข้อเสนอของคุณศิวโรฒ เราก็จะมีคนใหม่ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมารองรับ เพื่อออกไปสื่อสาร ให้คำปรึกษา ซึ่งในส่วนนี้ มูลนิธิหัวใจอาสา ควรจะมีบทบาทเข้ามาสนับสนุนการสร้างทีมกระบวนการชุมชน ซึ่งจะได้หารือและออกแบบด้วยกันในอนาคต

          (5.) ประเด็นเรื่องเครือข่ายนั้น ในปัจจุบัน ยังมีสถานะเป็นเครือข่ายเรียนรู้ แบบหลวมๆ ไม่ใช่เครือข่ายเชิงโครงสร้าง ซึ่งลักษณะดังกล่าวก็มีทั้งข้อดีและข้ออ่อนในตัวเอง ข้อดีคือ การทำงานอย่างอิสระ และไม่ผูกติดกับกฎระเบียบ สั่งการใดๆ แต่ข้ออ่อน คือ ไม่มีสถานะเป็นองค์กรที่ชัดเจน จึงยากต่อการสนับสนุนจากภายนอก เท่าที่ฟังมาทุกฝ่ายดูเหมือนจะให้เป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ ไปก่อน ยังไม่ชัดเจนที่จะเป็นเครือข่ายแบบมีโครงสร้างอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็อาจจะดีกับทุกจังหวัดที่มาเข้าร่วม เพราะไม่ผูกติดอะไร อย่างไรก็ตาม คงต้องอาศัยคนกลาง ในการเชื่อมประสาน เพื่อให้เกิดเวทีเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะมีความสนใจในการจัดตั้งโครงสร้างที่เป็นทางการต่อไป

          (6.) ประเด็นเรื่องการจัดการความรู้ เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายคาดหวังว่า เรื่องนี้ เรามีภาคส่วนของมหาวิทยาลัย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก หากได้รับการสนับสนุนในด้านการจัดการความรู้ การพัฒนาสื่อต่างๆ ก็จะทำให้พวกเรามีความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่เข้มแข็ง ในอนาคต อย่างไรก็ดี เราก็จะต้องมีดีพอที่จะให้คนอื่นๆ เข้ามาเรียนรู้ และพร้อมที่จะเปิดกว้างยอมรับสิ่งใหม่ๆ จากภายนอกเสมอ

         

          เวทีวันนี้เป็นเวทีที่สร้างความสุขเล็กๆ ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน และได้นำบทเรียน ประสบการณ์และข้อเสนอต่างๆ จากเวทีนี้ ไปสู่การปรับปรุง ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเองต่อไปในอนาคต 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter