“การปฏิรูปประเทศต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ นำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาในแต่ละด้าน บนหลักการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อนำพาประเทศชาติประชาชนไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน”

กรุงเทพฯ/ วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2557) เวลา 09.00-12.00 น. สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สปช. ที่ประกอบด้วยเครือข่ายและองค์กรร่วมจัดตั้ง 30 องค์กร/เครือข่าย ที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนทั้งภาคองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร เป็นต้น จัดแถลงข่าวเปิดตัวสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป “ปฎิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เพื่อขอประกาศความร่วมมือจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) แสดงจุดยืนเป็นองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน พลเมืองในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย โดยมีตัวแทนจากพื้นที่ (ภาค) และงานประเด็น เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศ
นายจินดา บุญจันทร์ และนางลาวัลย์ งามชื่น ตัวแทนสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป อ่านคำประกาศ เนื้อหาใจความระบุว่า เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน โดยมีเจตนารมณ์และแนวทางการดำเนินงาน 6 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงองค์กรภาคประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อระดมความความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำรัฐธรรมฉบับใหม่อย่างเป็นอิสระ
ข้อ 2. สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปหรือ เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะต้องกำหนดกรอบทิศทางไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจไปสู่การเพิ่มอำนาจประชาชน ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค นโยบายพื้นฐานแห่งชาติ การใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ด้วยการกำหนดให้มี “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่สี่ การกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น สิทธิในการกำหนดอนาคตเพื่อการพัฒนาในแต่ละท้องถิ่น การขจัดความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งหลักการสำคัญที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพยากรร่วมของคนไทย การนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ต้องเป็นไปตามความเห็นร่วมของสังคม
ข้อ 3. สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป เห็นว่าในระยะเวลาประมาณหนึ่งปีของการปฏิรูประเทศ รัฐบาลต้อง เสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนไทยทุกคน ตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศได้อย่างหลากหลายช่องทาง ตลอดจน ไม่ดำเนินการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป จนกว่าข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปในแต่ละด้านจะเป็นที่ยุติ และเห็นพ้องต้องกันของสังคม อาทิเช่น การชะลอการให้สัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 หรือยุติความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ก่อน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปด้านพลังงาน เป็นต้น
ข้อ 4. สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่มาจากการระดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดเพียงหนึ่งปี จึงทำได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นต้องมีการวางพื้นฐาน กลไกหรือกฎหมายและมีการกำหนดเงื่อนไขให้มีการดำเนินงานต่อเนื่องไว้ในรัฐธรรมนูญ
ข้อ 5. ในสถานการณ์เร่งด่วน สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป เห็นว่า คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางคำสั่ง ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น คำสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งระบุว่า การปราบปรามหยุดยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการรื้อถอน ทำลายพืชผล จับกุมเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และได้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่นั้น รวมทั้งอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาตามนโยบายคนอยู่ร่วมกับป่าของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการกำกับ ดูแล และสั่งการให้หน่วยปฏิบัติของราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยุติการกระทำดังกล่าว และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน
ข้อ 6. เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง 5 ประการข้างต้น สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป จะดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปทั้งในระดับพื้นที่และประเด็นปัญหา สร้างช่องทางการประสานงานที่ภาคประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนการสร้างระบบการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การติดตามหนุนเสริมและวางแผนการทำงานในระยะยาวต่อไป


