หากกล่าวถึงชื่อ สมพร ใช้บางยาง หลายคนอาจรู้จักดีในฐานะลูกหม้อมหาดไทย ทำงานกับชุมชนมาทั่วประเทศ และในตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ฝากผลงานฝีไม้ลายมือไว้ เช่นกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายกสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ล่าสุดดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา
การอยู่ในตำแหน่งนี้วาระ 3 ปี ประธานบอร์ด พอช. คนปัจจุบัน มีความคาดหวัง มองจังหวะก้าว ทิศทาง การจัดการตนเอง บทบาท พอช. กับการปฏิรูป ไว้อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจับตายิ่ง

นายสมพร ใช้บางยาง มองว่า จังหวะก้าว วาระ 36 เดือน กับทิศทาง พอช. คือสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนไปสู่การจัดตนเองให้ได้มากที่สุด แม้อาจไม่ได้ทั้งหมด แต่เป็นความคาดหวังของทุกภาคส่วน ความร่วมมือของทุกภาคส่วนรวมถึงภาคประชาชนด้วย ดังนั้นวิธีการทำงานคือมากำหนดยุทธศาสตร์ร่วม กำหนดทิศทางกัน 3 ปี ข้างหน้า รวมถึงมองอนาคตใน 5 ปี 10 ปี ของพอช.ด้วย เพราะเราตั้งกันมานานแล้ว ควรได้มาทบทวนเพื่อกำหนดย่างก้าวร่วมกัน จะได้เป็นพลังไม่ใช่หน้าที่ของ พอช.หรือใครคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว
“ผมอยากเห็นการผลักดันให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งโดย พอช. ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนมากกว่าการเป็นผู้ปฏิบัติเอง หนุนเสริมให้พลังประชาชนมีความเข้มแข็งในการที่เขาจะปฏิบัติเอง แต่เราจะทำงานเชิงผู้สนับสนุน เป็นผู้กระตุ้น ผลักดัน เชื่อมโยงกันสู่การทำงานของภาคประชาชนที่มีความหลากหลายเกิดเป็นภาคีร่วมกันเป็นปึกแผ่นและมีวิธีคิดที่มองลักษณะขององค์รวม มองประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการมองประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะก้อน เราก็จะพยายามทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงภาคีต่างๆ ของภาคประชาชนไปสู่ความเข้มแข็งร่วมกันให้ได้ ปรับวิธีคิดให้ร่วมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ประธานกรรมการ ย้ำว่า ภาระกิจของ พอช. คือสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง การจัดการตนเองคือสามารถจัดการทั้งตนเองและองคาพยพทั้งหมดด้วยกันได้ และสามารถทำงานร่วมกันกับคนอื่นๆ องค์กรอื่นๆ ไปพร้อมๆ กันได้ด้วย ไม่ใช่จัดการตนเองด้วยตัวเราเองทั้งหมดนั้นไม่ใช่ การจัดการตนเองที่ว่าคือ ต้องเข้าใจองคาพยพที่มีอยู่ แล้วทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แต่เราต้องพยายามเริ่มจากตัวเราเองก่อน เริ่มจากพลังของตัวเอง เป็นการระเบิดจากภายใน ไม่ใช่รอคอยจากคนอื่น ไม่ใช่คอยรับจากรัฐอย่างเดียวนั่นไม่ใช่
“ต้องการเห็นความเข้มแข็งของชุมชนฐานล่าง และการเติบโตของประชาธิปไตยที่จะมีขึ้นในอนาคต ก็คือการนำไปสู่การจัดการตนเองในที่สุดได้นั่นเอง เป็นพลังของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ ตราบใดที่เรายังเป็นราษฏรอย่างนี้อยู่ไม่มีทางเป็นไปได้ และเรื่องกระจายอำนาจกับการจัดการตนเองเป็นเรื่องเดียวกัน การจัดการตนเองคือการที่เราได้แสดงพลังของการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ เป็นพลังที่เราสามารถจัดการได้เอง รวมถึงการจัดการคนอื่นด้วยไม่ใช่จัดการตัวเองเพียงอย่างเดียว จัดการกับคนอื่นที่ไม่ได้เรื่อง รวมทั้งจัดการกับรัฐบาลที่ห่วยด้วย”
เมื่อถูกถามเรื่อง พอช.กับการปฏิรูป ประธานฯ บอกว่า การปฏิรูปคือการทำให้ประชาชนเข้มแข็งทั้งเชิงพลัง เชิงปัญญา แข็งแกร่งอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพทั้งร่างกาย ปัญญา ความรู้ ความคิด ความอ่าน และเข้มแข็งในฐานะของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เข้ามามีส่วนร่วม มีความเป็นเจ้าของ มีความรักสามัคคีกัน รู้จักส่งเสริมคนดีเข้ามาเป็นผู้ปกครองนั่นคือสิ่งที่อยากเห็น ชาวบ้านต้องพัฒนาจากความเป็นราษฎรไปสู่ความเป็นพลเมืองให้ได้ ให้หลุดพ้นจากการติดยึดระบบอำนาจ ติดยึดกับระบบของการยอมรับผู้มีอำนาจ จนลืมความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
“เราไม่เน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก แต่กิจกรรมเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตวิธีคิดของคน เอาวิธีคิดนำ เราเป็นองค์กรของประชาชนที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม ในเรื่องเชิงหลักการนั้นชัดอยู่แล้ว แต่อยู่ที่การปฏิบัติไปสู่เป้าต่างหาก ซึ่งต้องทบทวนว่าที่ผ่านมานั้นใช่ไหม หรือเราควรจะทำอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเรายังหลงทางไปกับวิธีคิดอยู่ในหลายเรื่อง บางทีเราก็ไปติดยึดกับอำนาจ บางทีติดยึดกับความเป็นอัตตาของตัวเองค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการทำงานเชิงประชาสังคมต้องทำให้หลุดพ้นจากอัตตามาสู่ความเป็นองค์รวมให้ได้ ก็คือต้องคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว”
นโยบายเป็นเรื่องที่สำคัญ หากไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย ประชาชนก็จะต่อสู้ไปอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะฉะนั้น การที่ คสช. ได้เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงจังหวะที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้ผ่อนคลายลง และให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด จะทำด้วยความเข้าใจยังไง เราต้องมองในแง่ดีว่าคนที่เข้ามาปฏิรูปประกอบไปด้วยที่มาหลากหลายสาขา มีความสามารถ มีความเข้าอกเข้าใจเรื่องการปฏิรูป และก็เป็นผู้ที่ห่วงใยบ้านเมืองเช่นเดียวกัน
ประชาชนก็ต้องช่วยกันแสดงพลังความเป็นเจ้าของ ด้วยการแสดงความคิดเห็นในเชิงที่เห็นเป็นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัวหรือเฉพาะกลุ่ม มองภาพรวมและเสนอแนะความคิดเห็นผ่านทางสมาชิกสภาปฏิรูป ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว เราทุกคนต้องมองเป้าเดียวกัน มองการปฏิรูปประเทศไทยช่วยกันคิดให้เราไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความเข้มแข็งทัดเทียมกับนานาประเทศ เพราะการปฏิรูปคือการเปลี่ยนการคิดกลับ ไม่คิดแบบเดิมๆ ที่อยู่ไม่ได้ การปฏิรูปที่ดีคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนคนฐานล่าง
“พอช. เป็นหน่วยงานที่หนุนเสริมให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ถ้านโยบายเปิดโอกาสให้ทำได้เราก็เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยรัฐบาลได้มาก และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านผ่านไปสู่สภาปฏิรูปได้ เพียงแต่ว่าในเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ 3 ปี อาจจะยังไม่ชัดเจน สมบูรณ์ ครบถ้วนทั้งหมด เราจึงจะมีการจัดประชุมสัมมนาในเดือนธันวาคม เพื่อให้ภาคีเครือข่ายมาร่วมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะภาคประชาชนได้เข้ามาร่วมกันในการที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อให้ยุทธศาสตร์มีความชัดเจน เป็นองค์ประกอบหลักในการที่จะขับเคลื่อนใน 3 ปีนี้” ประธานบอร์ด พอช. คนปัจจุบัน กล่าวสรุปในช่วงท้าย


