ความจริงประการหนึ่งที่เป็นผลมาจากการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก็คือ “ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายจนเสื่อมโทรม” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่พบได้ทุกจังหวัดของประเทศไทย และเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ นำไปสู่การพัฒนา ฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ” เพียงแต่วิธีในการจัดการอาจมีความแตกต่างกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน
น่านเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายพัฒนานั้น จนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างหนัก ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ประชาสังคม และภาคชุมชนกำลังหาทางออกร่วมกันอย่างน่าสนใจ
จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน เป็นพื้นที่ต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่ป่าตามกฎหมายถึงร้อยละ 85 พื้นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัยรวมกันร้อยละ 15 ประชาชนร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเพิ่มขึ้นของประชากรทำให้มีความต้องการพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเข้ามาของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพด ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรขยายตัวเป็นอย่างมาก
ปัญหาดังกล่าว มีที่มาที่ไปสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะกล่าวโทษกันว่า ใครคือต้นตอของปัญหา แต่เป็นปัญหาร่วมที่ทั้งภาครัฐ ประชาสังคมทุกภาคส่วนและภาคประชาชนมีความตระหนักร่วมกันว่า ปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นนี้ ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมกันเสริมพลังเพื่อแก้ปัญหาอย่างเข้าใจไปด้วยกัน
ในจังหวัดน่านนอกจากจะมีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง เช่น มูลนิธิฮักเมืองน่าน เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง สภาเด็กและเยาวชน คลังปัญญาผู้สูงอายุ เครือข่ายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนา ฯลฯ ในส่วนของภาคองค์กรชุมชนก็มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี โดยเริ่มจากการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มอาชีพ องค์กรการเงิน กลุ่มเกษตรกร ฯลฯ แล้วยกระดับสู่การสำรวจปัญหาในชุมชนไปสู่การจัดทำแผนชีวิตชุมชนทั้งตำบล
ซึ่งการทำแผนชีวิตชุมชนนี้เองทำให้องค์กรชุมชนมองเห็นปัญหาของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งพบว่า เรื่องที่ดินทำกินและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาหลักของคนจังหวัดน่าน
ต่อมาเมื่อมี พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 องค์กรชุมชนแต่ละตำบลก็ได้รวมตัวกันจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบล และใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนภาครัฐและทุกเครือข่ายในตำบลมาพูดคุยจัดทำข้อมูลและวางแผนแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นการวางแผนที่มิใช่ทำเฉพาะภาคชุมชนเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการประสานทุกภาคี ทั้งภาครัฐท้องที่ท้องถิ่นและเอกชนมาทำงานอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน
จากระดับตำบลก็มีการเชื่อมโยงไปสู่ระดับจังหวัด ทำงานร่วมกับภาคีพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนในระดับจังหวัด เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการต่าง ๆ สถาบันการศึกษา สภาวัฒนธรรม สภาทนายความ หอการค้า สภาเกษตรกร และภาคประชาสังคม โดยประเด็นร่วมในการทำงานคือ “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมบนฐานวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นน่าน”
การร่วมกันทำงานดังกล่าวจะใช้เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยการจัดทำข้อมูลที่ดินร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การทำข้อมูลบัญญัติท้องถิ่น เพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายปฏิบัติการ จำนวน 34 ตำบล
นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เน้นย้ำว่า โครงการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นนี้ มีเป้าหมายเพื่อปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการทำงาน 5 ประเด็น คือ 1) ให้ยึดถือมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นหลัก 2) ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน หมู่บ้าน เพื่อให้เกิดกติกาหมู่บ้านในการอนุรักษ์ดูแลทรัพยากระรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) พัฒนากติการ่วมระดับหมู่บ้านไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติระดับตำบล 4) ซึ่งข้อบัญญัตินี้จะต้องมีพื้นฐานความจริงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น ก็ไม่ขัดกับกฎหมายและเป็นที่ยอมรับและรับรู้ของประชาชนในตำบล และ 5) ต้องนำไปสู่การรักษาป่าต้นน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดไปดั่งคำขวัญที่ว่า “ร่วมรักษาป่าเมืองน่านให้บ้านน่าอยู่”
นพ. บุญยงค์ วงศ์รักมิตร ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน ให้ข้อคิดเห็นว่า งานครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันดูแลตนเอง และช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเข้าใจและยั่งยืน
และ นพ. คณิต ตันติศิริวิทย์ ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดน่านบอกว่า ต้องเข้าใจร่วมกันว่า การทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในครั้งนี้ไม่ใช่การรับรองสิทธิในที่ดิน แต่เป็นการร่วมไม้ร่วมมือออกกติกาเพื่อรักษาดูแลที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงได้มีการบันทึกความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในจังหวัดน่านและองค์กรสนับสนุนจากส่วนกลาง เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง มูลนิธิสัมมาชีพ ผู้แทนโครงการรักษ์ป่าน่าน โครงการปิดทองหลังพระ เป็นต้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่านร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือด้วย
สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว ทุกภาคีจะร่วมกันสนับสนุนให้มีการจัดทำข้อบัญญิติท้องถิ่นว่าด้วย “การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม บนพื้นฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น”
การจัดทำข้อบัญญัติดังกล่าว จะดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 34 ตำบล ซึ่งการดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่ 1) การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในตำบลให้เห็นความสำคัญของการจัดทำข้อบัญญัติ 2) การจัดทำข้อมูลด้านที่ดิน ป่า และข้อมูลทุกประเภทในตำบลเพื่อนำไปสู่การวางแผน 3) ข้อมูลด้านที่ดินนั้น จะต้องจัดทำแนวเขตให้ชัดเจน 4 ประเภท คือ ขอบเขตที่อยู่อาศัย ขอบเขตที่ดินทำกิน ของเขตป่าชุมชนและขอบเขตป่าอนุรักษ์
หลังจากได้ข้อมูลแล้วก็จะนำไปสู่การทำประชาคมระดับหมู่บ้านเพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากที่สุด ก่อนที่จะนำไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น และนำร่างข้อบัญญัตินั้นไปสู่การทำประชาคมอีกครั้งหนึ่งก่อนปรับปรุงขั้นสุดท้าย และดำเนินการตามกระบวนการต่อไป
ทุกภาคีมีความเห็นตรงกันว่า “ไม่มีใครรักษ์ป่าได้นอกจากประชาชนในพื้นที่” ดังนั้น การทำข้อบัญญัติท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่นต้องมีบทบาทสำคัญ ส่วนราชการและภาคีต่าง ๆ เพียงตั้งกลไกขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเท่านี้จังหวัดน่านได้มีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการดำเนิงานตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ซึ่งมีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนในการหนุนเสริมการจัดทำข้อบัญญัติ ดังกล่าว
นายสมพล เมืองเฉลิม หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชนภาคเหนือตอนบน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ให้ข้อมูลว่า พอช. เป็นองค์กรหนึ่งที่เข้ามสนับสนุนโครงการนี้ โดยมีบทบาทสำคัญในเรื่องการส่งเสริมความเข้มแข็ง และสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดิน ในรูปแบบของการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น
“ใน 34 ตำบลนำร่องดังกล่าว เราแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 มี 12 ตำบล มีการจัดทำข้อมูลแล้ว มีการประสานความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ ในตำบลเป็นอย่างดี คงเหลือเพียงการอบรมเชิงเทคนิคในการเขียนข้อบัญญัติท้องถิ่นเท่านั้น ระดับที่ 2 มี 7 ตำบล ซึ่งมีข้อมูลบางส่วนแล้ว จะต้องมีการพัฒนาระบบข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และสุดท้าย มี 15 ตำบล เป็นพื้นที่ใหม่ แต่มีฐานความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” นายสมพลให้ข้อมูล
หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน ให้ข้อมูลอีกว่า ระหว่างวันที่ 19-22 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาแกนนำทุกตำบลเข้าร่วมอบรมเพื่อปฏิบัติการจริงตั้งแต่ 1) การสร้างความเข้าใจร่วม 2) การสำรวจข้อมูล 3) การฝึกทำแผนที่ทำมือจากระดับหมู่บ้านสู่ระดับตำบล 4) การลงจับพิกัดพื้นที่ด้วยเครื่องมือ GIS แยกแยะพื้นที่ทำกิน, ที่อยู่อาศัย, ป่าชุมชน, ป่าอนุรักษ์ 5) การวิเคราะห์ข้อมูล และ 6) การฝึกทำข้อบัญญัติท้องถิ่น
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการที่ทุกภาคส่วนมีความเห็นตรงกันในการใช้ข้อบัญญิตท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดน่านให้กลับคืนมา โดยคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งงานครั้งนี้ประชาชนในพื้นที่เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ความสำเร็จ
นั่นคือการร่วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สุขภาพการศึกษาและเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นหนทางการพัฒนาที่ทั้งคนและธรรมชาติอยู่ได้อย่างพึ่งพา
ทั้งหมดนี้คนน่านมีเป้าหมายร่วมกันอีกประการหนึ่งว่า จะร่วมกันทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนม์มายุครบ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2558 นี้


