หลังจากที่ได้เชื่อมโยงขบวนประชาชนทุกภาคส่วนทั้งองค์กรชุมชน ประชาสังคม ภาคธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร ฯลฯ กว่า 30 เครือข่าย ประมาณ 15,000 องค์กรทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปครั้งนี้ ภาคประชาชนจะต้องเข้าไปมีบทบาทสำคัญ มิใช่เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) เพียง 250 คน
ซึ่งจากการตรวจสภาพ พบว่ามีภาคประชาชนกำลังเคลื่อนงานปฏิรูปอยู่ทั้งประเทศในประเด็นที่แต่ละเครือข่ายเกี่ยวข้องและสนใจอยู่เป็นจำนวนมากครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ดังนั้นหากสามารถประสานเชื่อมโยงให้ภาคประชาชนเสริมพลังกันได้ ทำความเข้าใจให้เป็นเอกภาพ เชื่อว่าจะเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่เป้าหมายที่ทุกภาคส่วนเห็นร่วมกัน นั่นคือ “การลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน”
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทุกเครือข่ายจึงรวมตัวเป็น “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป” เพื่อให้เป็นสภาปฏิรูปคู่ขนานกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ณ.อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา โดยมีเจตนารมย์และแผนการทำงานคือ
1). สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปหรือ สชป. จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงองค์กรภาคประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อระดมความความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ ให้เกิดการเสริมพลังกับสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างเป็นอิสระ
2). สชป. เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะต้องกำหนดกรอบทิศทางไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจไปสู่การเพิ่มอำนาจประชาชน ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค นโยบายพื้นฐานแห่งชาติ การใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ด้วยการกำหนดให้มี “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่สี่ การกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น สิทธิในการกำหนดอนาคตเพื่อการพัฒนาในแต่ละท้องถิ่น การขจัดความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งหลักการสำคัญที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพยากรร่วมของคนไทย การนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ต้องเป็นไปตามความเห็นร่วมของสังคม
3). ในระยะเวลาประมาณหนึ่งปี ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ รัฐบาลต้อง เสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนไทยทุกคน ตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศได้อย่างหลากหลายช่องทาง ตลอดจน ไม่ดำเนินการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป จนกว่าข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปในแต่ละด้านจะเป็นที่ยุติ และเห็นพ้องต้องกันของสังคม อาทิเช่น การชะลอการให้สัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 หรือยุติความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปด้านพลังงาน เป็นต้น
4). สชป. ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่มาจากการระดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดเพียงหนึ่งปี จึงทำได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นต้องมีการวางพื้นฐาน กลไกที่กำหนดไว้ในรับธรรมนูญเพื่อให้มีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง
5). ในสถานการณ์เร่งด่วน สชป. เห็นว่า คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางคำสั่ง ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น คำสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งระบุว่า การปราบปรามหยุดยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการรื้อถอน ทำลายพืชผล จับกุมเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และได้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่นั้น รวมทั้งอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาตามนโยบายคนอยู่ร่วมกับป่าของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการกำกับ ดูแล และสั่งการให้หน่วยปฏิบัติของราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยุติการกระทำดังกล่าว และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน
6). สชป. จะดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปทั้งในระดับพื้นที่และประเด็นปัญหา สร้างช่องทางการประสานงานที่ภาคประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนการสร้างระบบการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การติดตามหนุนเสริมและวางแผนการทำงานในระยะยาวต่อไป
เพื่อให้การขับเคลื่อนงานบรรลุเป้าหมาย ขณะนี้ สชป. กำลังขับเคลื่อนงานอย่างเข้มข้นอย่างน้อยสองแนวทาง
ประการแรกคือการทำให้เกิดปฏิบัติการปฏิรูปคู่ขนานในพื้นที่ให้กว้างขวาง โดยให้แต่ละภาคเปิดเวทีสภาประชาชนประมวลข้อเสนอเป็นทิศทางและยุทธศาสตร์ของแต่ละภาค เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ทั้งที่เป็นทิศทางหลักให้ปรากฎไว้ในรัฐธรรมนูญเสนอเป็นกฎหมายและนโยบายของรัฐ ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำเวทีปฏิรูปคู่ขนานไปแล้วที่ภาคใต้ และจะจัดครบทุกภาคประมาณกลางเดือน พฤศจิกายน 2557 ก่อนที่จะประมวลจากทุกภาคจัดทำเป็นข้อเสนอระดับประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้แล้วเสร็จ เพื่อเปิดสภาประชาชนครั้งแรก นำเสนอต่อสาธารณะในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 นี้
ประการถัดมาคือการสร้างข้อต่อกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งนี้เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นกลไกที่เป็นทางการที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ต่างกันตรงที่ว่า หากรอให้ สปช. จัดกลไกกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็อาจไม่ทันการณ์และภาคประชาชนอยู่ในสถานะเพียง “ผู้เข้าร่วม” เท่านั้น ดังนั้นกลไกที่ สชป. ดำเนินการอยู่จึงเป็นการทำงานเชิงรุกที่จะลำเลียงข้อเสนอภาคประชาชนไปสู่ สปช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การที่จะดำเนินการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทำงานทางความคิดกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยการเชิญสมาชิก สปช. ให้มารับรู้ เจตนารมย์ แนวคิด และวิธีการทำงานของสภาประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับ สปช. ที่มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับภาคประชาชนมาก่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีพูดคุยระหว่างแกนนำภาคประชาชนกว่าร้อยคนกับสมาชิก สปช.ขึ้น ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
การพบปะอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง สปช.และแกนนำภาคประชาชนครั้งนี้ ได้แนวคิดในการทำงานหลายประการโดยเห็นร่วมกันว่า การปฏิรูปครั้งนี้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน เราควรมองในเชิงบวกที่จะใช้กลไของรัฐให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างทั้งปวงของประเทศเพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มอำนาจประชาชน สปช.ไม่ใช่ผู้ทำแทนประชาชน ดังนั้นประชาชนจะต้องเข้าไปเชื่อมในฐานะเจ้าของประเทศ
ที่ผ่านมาภาคประชาชนมีความได้เปรียบหลายประการ เพราะมีการรวมกลุ่มมีพลังมวลชนอยู่ในพื้นที่มีประสบการณ์การพัฒนามาเป็นเวลานาน ดังนั้นการปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมทำงานให้หนัก ทำให้การปฏิรูปเป็นจริงและหวังผลได้ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆของประเทศให้ได้ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ที่สำคัญต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนไทย
ปัญหาของประเทศมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ประชาชนจะต้องตามให้ทัน ใช้โอกาสของการปฏิรูปครั้งนี้ ผลักดันให้ประชาชนได้ใช้อำนาจโดยตรง เป็นอำนาจที่ต้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนทั้งเนื้อหาและกลไกการใช้อำนาจ ดังนั้นประชาชนไม่ต้องรอใคร แต่ต้องร่วมออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปเองอย่างมีทิศทางและเป็นกระบวนการ เพื่อนำไปสู่การเสริมพลังกับภาคส่วนต่างๆในการจัดทำข้อเสนอ การปฏิรูปกับกลไกของรัฐและที่สำคัญที่สุดคือการเสนอกับสาธารณะ
ด้วยแนวคิดทิศทางดังกล่าว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การปฏิรูปประเทศในครั้งนื้ จะเกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของขบวนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง เกิดการหนุนเสริมซึ่งกันและกันระหว่างภาคประชาชนกับ สปช. เพื่อนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาในแต่ละด้าน บนหลักการ “ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” นำพาประเทศชาติประชาชนไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน


