นับแต่มีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 กับเป้าหมาย “ คืนความสุขให้กับคนไทย ” โดยใช้มาตการแรกคือ “ ความปรองดอง ” ก็ทำให้อุณหภูมิที่ร้อนแรงเย็นลงทันตาเห็น ผลงานชิ้นแรกที่คนไทยทั้งประเทศสัมผัสได้เป็นจริงขึ้นมานั้นก็คือ “ การจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนา ” ซึ่งทุกข์ทนมานานถึงกับฆ่าตัวตายหลายราย ยิ่งทำให้เครดิตของ คสช. อยู่ในหัวใจคนไทยส่วนใหญ่อย่างรวดเร็ว
จากนั้นความเชื่อถือที่ คสช สร้างขึ้นอย่างสำคัญก็คือ การวางโรดแมบประเทศ 3 ระยะ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งชาติได้ประจักษ์ว่า คสช. จะอยู่ไม่นาน ประมาณปีครึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่าคนไทยจำนวนหนึ่งยังสงสัยและไม่เชื่อสนิทนักก็ตาม
ด้วยเวลาอันจำกัดเมื่อเทียบกับปัญหาที่มีอยู่อย่างมากมายในทุกด้านทั้งการเมืองแตกแยก เศรษฐกิจที่ตกต่ำและสภาพสังคมที่คนมีความหวาดระแวงต่อกัน ก็ยิ่งทำให้ คสช. ต้องเร่งทำงานกันแบบไม่มีวันหยุด และขอความเห็นใจจากคนไทยว่า “ ขอเวลาอีกไม่นาน .....ในการคืนความสุขให้กับคนไทย ”
ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองมาพอสมควร ส่วนหนึ่งก็มีความเห็นใจและเอาใจช่วย คสช. อยู่ไม่น้อย เพราะไม่ง่ายเลยที่ทหารอาชีพ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารบ้านเมือง แต่ต้องเข้ามารับภาระพาบ้านเมืองที่บอบช้ำให้เดินไปข้างหน้า จนถึงจุดที่คนไทยมีความสุขได้ แต่ผลงานที่ผ่านมาประจักษ์ตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า คสช. บริหารบ้านเมืองไปได้จนเป็นที่พอใจของคนในชาติ โดยวัดได้จากผลโพลของสำนักต่าง ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ในความรวดเร็ว เฉียบขาดในการทำงานอาศัยกลไกข้าราชการภายใต้เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ สู่การวางรากฐานประเทศในทุก ๆ ด้าน เพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติ บางครั้งก็ได้ละเลยปัจจัยสำคัญไป จนกลายเป็นว่า “ เป้าหมาย ” ได้ทำลายความสุขแทนที่จะเป็นการคืนความสุขให้กับคนในชาติ เพราะถ้าจะก้าวไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่เพียงใดก็ยิ่งต้องมองย้อนหลังในแต่ละเรื่องในลึกเช่นกัน
ขอยกตัวอย่างบางกรณีนั่นคือ คสช.มีเป้าหมายที่จะสร้างป่าให้ได้ 40 ล้านไร่ จึงมีคำสั่งที่ 64/2557 ออกมาเพื่อขอคืนพื้นที่จากประชาชนที่อาศัยอยู่เดิม ถึงแม้ว่าในภายหลัง คสช.จะมีคำสั่งที่ 66/2557 ว่าการขอคืนพื้นที่จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ก่อนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติทางการได้ยึดคำสั่งที่ 64/2557 เป็นหลักจนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ของรัฐจำนวนมาก ซึ่งหากมองย้อนให้ลึกลงไปแล้ว ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวน เขตอนุรักษ์ ที่สาธารณะทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ก็ดี ล้วนมีประวัติอันยาวนาน มีปัจจัยปลีกย่อยสลับซับซ้อน ซึ่งต้องจำแนกแยกทำเป็นรายกรณี ไม่ใช่ปฏิบัติการแบบเหมารวม
นางสาวนภา บำรุงสุนทร ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เล่าให้ฟังภายหลังจากที่มีการประกาศ และการดำเนินของเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านหลายพื้นที่ไม่สามารถเข้าทำมาหากินได้ มีการตัดโค่นสวนยาง มีการรื้อถอนบ้านที่อยู่อาศัย อย่างที่ตำบลหงาว ชาวบ้านจำนวน 9 หลังคาเรือน ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว จ.ระนอง ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในช่วงเดือนกรกฏาคม คล้ายกับว่าเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการหลังจาการประกาศคำสั่งออกมา นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ที่กำลังถูกดำเนินการอย่างทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ 2,400 กว่าไร่ ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ ทราบมาว่ามีคำสั่งให้เร่งรัดจับพิกัดพื้นที่ เพื่อกันพื้นที่คืน
นางสาวนภา กล่าวต่อว่า จากการหารือกันของคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินจังหวัดระนอง ได้มีข้อเสนอให้มีการชะลอและตัดโค่นรื้อถอน ให้ตั้งคณะทำงานจากหลายภาคส่วนเพื่อให้มีการพูดคุยเจรจา หาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เจ้าหน้าที่จะมารื้อถอนตัดโค่นทำลาย ช่วงที่ผ่านมาก็มีการประสานงานทั้งในระดับจังหวัด กอ.รมน. กองทัพภาค 4 ศูนย์ดำรงธรรม และกระทรวงกลาโหม ซึ่งก็ไปขอความเป็นธรรมทุกที่ที่ควรไป
ส่วนที่ชุมชนบ่อแก้ว ต.ท่าพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง 64/2557 ซึ่งในอดีตทางการได้ใช้พื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ทำสวนป่ายูคาลิบตัส แต่ชาวบ้านต้องการสร้างที่นี้ให้เป็นโฉนดชุมชน พลิกฟื้นทั้งชีวิตและแผ่นดิน โดยการปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายนัด ต่อทุน ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วบอกว่า เขาจะมาไล่รื้อหลายครั้งล่าสุดจะมาในวันที่ 25 ก.ย.57 แต่ชาวบ้านระวังตัวเข้มแข็งจึงไม่ลงมา ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างหวาดระแวง ในช่วง 30 กว่าวัน จากที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และ ออป. นำป้ายคำสั่งที่ 64/2557 ให้ทำการรื้อถอน อพยพตามเวลาที่ระบุไว้ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมาก เมื่อมองว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง จึงร่วมใจกันพัฒนาพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือ แปลงรวม ที่เป็นทั้งครัวใหญ่ และเป็นหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยง ที่พวกเราทั้งกิน และนำออกขาย นำรายได้มาเข้ากองทุนที่ดินของคนในชุมชน
นอกจากเรื่องที่ดินซึ่งมีปัญหากับชาวบ้านในวงกว้างแล้ว ยังมีเรื่องการจัดระเบียบชายหาดทั้งที่ภูเก็ต คสช.ดำเนินการภายใต้แนวคิดที่ว่า “ที่สาธารณะต้องไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของ แต่ต้องใช้ร่วมกัน”
เรื่องนี้หากมองผิวเผินแล้วมีความชอบธรรมที่จะทำได้ แต่การแจ้งชาวบ้านในวันนี้ พรุ่งนี้ก็เคลียร์ทั้งหมด โดยที่ชาวบ้านไม่มีโอกาสได้ชี้แจ้งข้อเท็จจริง ก็มีโอกาสที่จะพลาดหรือเข้าทางของผู้หวังประโยชน์ได้สูง จริงอยู่ทหารยึดคำสั่งเป็นสำคัญ แต่ความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดจากการปฏิบัติตามคำสั่งก็สำคัญเช่นกันต้องไม่ลืมว่า “ คำสั่ง” ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป้าหมายคือการคืนความสุขให้กับประชาชน
อย่างไรก็ดี เรื่องที่ คสช. ดำเนินการแล้วได้ผลดีก็มีไม่น้อยอย่างเช่น กรณีอ่าวบ้านดอน ซึ่งปัญหาเดิมมีอยู่ว่า อ่าวบ้านดอนทั้งหมดตลอดพื้นที่ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่ทำมาหากินของประมงชายฝั่ง ทั้งนายทุนและชาวบ้านใช้เลี้ยงหอย รุกล้ำไม่มีที่เหลือให้ “ ประมงพื้นบ้าน” ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาได้ทำมาหากิน
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เครือข่ายอ่าวบ้านดอนได้พยายามต่อสู้ให้มีพื้นที่เพียง 300 เมตร จากชายฝั่งเพื่อให้ “ประมงพื้นบ้าน” ได้ทำมาหากิน มิใช่พวกเลี้ยงหอยรุกล้ำจนถึงชายฝั่งเช่นนี้ แต่การต่อสู้ตลอดเวลาอันยาวนานนั้นไม่เคยประสบผลสำเร็จ เพราะคนเลี้ยงหอยส่วนใหญ่มีฐานะ มีอิทธิพล แม้จะมีการทำพิกัดแนวเขต เพื่อไม่ให้มีการขยายพื้นที่เลี้ยงหอยรุกล้ำเขตประมงพื้นบ้านแล้วก็ตาม
ต่อการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เชิญผู้แทนเครือข่ายอ่าวบ้านดอน ซึ่งเป็นพี่น้องประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านมาให้ข้อมูล พูดคุยกันจนได้ความจริง ดังประจักษ์ข้างต้น จนนำไปสู่มาตรการว่า คอกคอยที่ล้ำเข้ามาในเขต 300 เมตร จากชายฝั่ง หรือสร้างปิดปากคลองจนเรือชาวบ้านออกทำกินไม่ได้ ให้ถอนให้หมดภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2557
เห็นชัดเจนว่า มาตรการเช่นนี้มีเวลาให้เจ้าของคอกหอยที่รุกล้ำเขตประมงพื้นบ้านได้มีเวลาเตรียมตัวในขณะที่พี่น้องประมงพื้นบ้าน ซึ่งหากินอย่างยากลำบากมานานจะได้ลืมตาอ้าปากได้
เมื่วันที่ 7 ต.ค. 2557 ซึ่งอยู่ในช่วงสัปดาห์วันที่อยู่อาศัยโลก เครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ( P– move ) ได้นำปัญหาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจาการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐก่อนหน้า จนถึงการบังคับใช้คำสั่งที่ 64/2557 เจรจากับรัฐบาลโดยมี มล.ปนัดา ดิสกุล และผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการหารือในวันนั้นได้ข้อสรุปเป็นที่น่าพอใจหลายประการ 1) ข้อเสนอเกี่ยวกับการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า โฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน ให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสานต่อให้เร็วที่สุด 2) ที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจากเอกชนให้มีการสำรวจข้อมูล เพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรที่เป็นกลุ่ม/สหกรณ์ในรูปของโฉนดชุมชน 3) พื้นที่ที่มีการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ก็ดี ไม่ให้ชาวบ้านเข้าพื้นที่ก็ดี ฯ ล ฯ จะสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดระงับไว้ก่อน แล้วให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีองค์ประกอบจากภาครัฐและเครือข่ายชาวบ้าน นักพัฒนาจัดทำข้อมูลรายละเอียด เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนตามแนวทางคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ส่วนนายทุนที่รุกที่ของรัฐก็ให้ดำเนินการตามคำสั่งที่ 64/2557ต่อไป
การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาด้านที่ดิน ซึ่งมีความสลับซับซ้อนมีที่มาที่ไป จึงต้องอาศัยการจัดทำข้อมูลที่ละเอียด รอบคอบ แนวทางการดำเนินงานจึงต้องแตกต่างกันออกไป ตามข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่
การมีนโยบายที่ชัดเจนนั้นเป็นความจำเป็น แต่การดำเนินงาน เพื่อไปบรรลุเป้าหมาย โดยอาศัยความเฉียบขาด เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ การพูดคุยปรึกษาหารือโดยอาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริงเป็นองค์ประกอบสำคัญเท่านั้น ที่จะทำให้เป้าหมายบรรลุได้โดยที่ไม่มีใครเดือดร้อนและไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ประโยชน์ เพียงฝ่ายเดียว


