วันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส (กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ) และคณะ แถลงว่า
ในวันนี้ ได้มีเวที กมธ.ปฎิรูปสังคมฯ สัญจร โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสัมมาชีพ และขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย กว่า ๕๐๐ คน ร่วมกันค้นหา “คานงัดปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งในเวทีทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า “การปฏิรูปประเทศไทยต้องมุ่งสร้างชุมชนท้องถิ่นและพลังพลเมืองให้เข้มแข็ง”
ศ.ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถานำไว้ว่า “องค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดในการปฏิรูปประเทศไทยที่ถือเป็นระเบียบวาระของชาติที่เป็นความตั้งใจครั้งใหญ่ที่สุดของชาติอยู่ที่ “ปฏิรูปสังคม ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง” วิธีการปฏิรูปต้องปฏิรูปความสัมพันธ์จากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ จัดให้มีการ “รวมกันคิดรวมกันทำในทุกพื้นที่ชุมชน ในทุกองค์กร และในทุกประเด็น” และจำเป็นต้องปฏิรูปไปที่โครงสร้างอำนาจ โดยคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ ด้านจิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษาและประชาธิปไตย ซึ่งจะนำไปสู่สังคมศานติสุข รูปธรรมที่จะนำไปสู่สิ่งดังกล่าวได้ จะต้องมีกฎหมายปฏิรูปสังคม ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุน ปลดล็อคกฎหมาย กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น กำหนดให้ระบบการศึกษาสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น จัดให้มีธุรกิจเพื่อสังคม มีมูลนิธิทางสังคมเพื่อสังคม มีองค์กรสื่อสารภาคพลเมือง มีกองทุนสันติประชาธรรม และสร้างเครือข่ายพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย หนุนสัมมาชีพชุมชนให้เกิดเต็มประเทศ”
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ชี้ว่า “การปฏิรูปประเทศไทยเป็นความคาดหวังของประชาชนทั้งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการปฏิรูปนำชีวิตสู่ความสุขสมบูรณ์ ที่ผ่านมามักจะมองเรื่องการปฏิรูปเป็นเรื่องรองจากการชนะการเลือกตั้ง ผู้นำไม่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงแต่วันนี้ถือเป็นโอกาส ผู้นำประกาศอย่างชัดเจนว่าจะปฏิรูป มี สปช. เป็นกลไกสำคัญ แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “พลังพลเมืองที่เข้มแข็ง” ที่ในวันนี้พลังพลเมืองมีอยู่มากมายและหลากหลาย
โดยต้องเพิ่มการสร้างการรวมตัวที่เหนียวแน่น มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ สร้างข้อมูล ความรู้และการสื่อสารที่สร้างความใจให้ตรงกันโดยเฉพาะในประเด็นร่วมระดับชาติ และต้องมีความชัดเจน
ในประเด็นหรือกิจกรรมร่วมที่จะปฏิรูปให้ตรงกัน เครือข่ายพลเมืองนี้จะต้องเป็นกลไกที่จัดทำและผลักดันข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สำคัญเพื่อการปฏิรูป ทำหน้าที่เฝ้าระวังการบริหารจัดการของภาครัฐ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ให้ได้”
ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวไว้ว่า “คำถามสำคัญของการปฏิรูประเทศไทยครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความเหมาะสมกับประเทศไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชิบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ซึ่งองค์ประกอบสำคัญ
ที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคือ “ การปฏิรูปสังคม” ที่มีความสลับซับซ้อนมากมาย ทั้งในเรื่องความหมายและนัยที่แท้จริง ขอบข่ายความครอบคลุม ประเด็นที่เป็นปัญหาหรือจุดอ่อน และเป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต ฉะนั้นจึงต้องเลือกปฏิรูปสังคมในประเด็นที่มีผลกระทบอย่างสำคัญมากมาทำการปฏิรูป
ซึ่งทาง สปช. จะทำอย่างเต็มที่ แต่การจะทำให้สำเร็จลงได้ต้องเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมช่วยกันทำการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องเข้ามา “ร่วมคิด สร้างไทย ร่วมใจ สร้างอนาคต”
นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดเวที กมะ.สัญจรครั้งนี้ ก็เพื่อเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและเครือข่ายภาคประชาชนมาร่วมค้นหาคานงัดสำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย
ซึ่งในเบื้องต้นนี้ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การสร้างกลไกส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งสามารถจัดการตนเองได้จริงคือคำตอบใหญ่ของการปฏิบัติ ซึ่งทาง กมธ.จะได้นำไปพิจารณาพัฒนาเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติผลักดันตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
สำหรับเวที กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมฯ สัญจร ยังมีการระดมความคิดเห็นร่วมกับ ๑๕ ขบวนองค์กรภาคประชาชน “ร่วมกันหาคานงัดที่นำไปสู่การปฏิรูปด้านสังคมที่เน้นชุมชนเป็นฐาน” ต่อไปจนถึงช่วงเย็นวันเดียวกันนี้


