ปรากฏการณ์โลกร้อน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ร้อยละ 80 มาจากการเผาไหม้ซากฟอสซิล ถ่านหินและปิโตรเลี่ยม ที่ใช้ในอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน การเผาไหม้ซากฟอสซิลจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกห่อหุ้มโลก ทำให้อุณหภูมิผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อีกร้อยละ 20 มาจากการตัดไม้ทำลายป่า กล่าวโดยสรุปแล้วภัยพิบัติธรรมชาติ มนุษย์คือตัวการสำคัญทำให้เกิดขึ้น
ประเทศไทย เดิมทีมีเฉพาะ น้ำท่วม ซึ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินไม่มากนัก แต่ด้วยปรากฏการณ์โลกร้อนและมีการทำลายธรรมชาติ ตัดไม้ ทำลายป่าเพื่อเปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การขยายตัวของเมือง ถนนหนทางสร้างขวางทางเดินของน้ำ ฯ ลฯ เมื่อเกิดฝนตกซึ่งมีปริมาณน้ำไม่มากกว่าเดิมนัก แต่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นหลายเท่าทั้งดินโคลนถล่ม น้ำหลาก น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 เป็นตัวชี้วัดได้อย่างดี แถมด้วยบางครั้งก็เกิดเหตุพิบัติภัย ฝนตกน้ำท่วมผิดฤดูกาล เช่น น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ เมื่อปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2554 เป็นต้น

ที่น่าเศร้าใจกว่านั้นก็คือ เกิดน้ำท่วมแต่ละครั้ง ผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาก็ยังเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งงบประมาณ ความรู้ บุคลากรและการบริหารจัดการที่รวมศูนย์ และบุคลากรที่มีอยู่ไม่มากนัก ซึ่งทำได้ก็แค่การบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าไม่ทั่วถึง
ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่ประเทศไทยประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ดินโคลนถล่มบ่อยครั้งขึ้น องค์กรชุมชนที่มีการรวมตัวกันเข้มแข็ง ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาให้กับคนในพื้นที่ การทำงานที่ลองผิด ลองถูกทำซ้ำแล้วซ้ำอีก จนนำไปสู่ “ การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ” มีหลักการสำคัญว่า “ ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติด้วยชุมชนร่วมกับภาคีภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่น โดย 1.) จะต้องสร้างทีมงานและอาสาสมัครป้องกันภัยของชุมชน 2.) มีกองทุนภัยพิบัติที่เกิดจากทุนประเดิมของชุมชน มีเครื่องมือสื่อสาร เรือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ 3.) มีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อรองรับคนได้ และ 4.) ควรที่จะมีพื้นที่สำหรับผลิตอาหารอายุสั้น เช่น การปลูกผัก ฯ ล ฯ ในกรณีที่ประสบภัยเป็นเวลานาน การที่จะดำเนินการให้บรรลุสู่การจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืนได้ ชุมชนต้องมีข้อมูลพื้นที่
ปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติธรรมชาติใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่น การเกิดแผ่นดินไหว เมื่อกลางปี 2557 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นการสงเคราะห์
ด้วยเหตุนี้องค์กรชุมชนจึงได้นำบทเรียนจากการจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาประยุกต์ใช้ โดยให้ชุมชนในพื้นที่เป็นกลไลสำคัญในการจัดการและรับมือกับภัยพิบัติ มีการสำรวจข้อมูลพื้นที่ จัดตั้งทีมงานที่เป็นชาวบ้านร่วมกับองค์กรภาคีต่าง ๆ ในพื้นที่ ผนวกกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในการสร้างที่อยู่อาศัย ไม่เว้นแม้ความจำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดการพื้นที่เกษตรกรที่ต้องเกื้อกูลและหนุนเสริมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งแนวคิดและรูปแบบการรับมือภัยแผ่นดินไหวที่เชียงราย ไม่ได้สร้างเพื่อลองของให้เกิดแผ่นดินไหวรอบใหม่ แต่ชาวบ้านมีความมั่นใจว่า หากจำเป็นก็จะรับมือกับมันได้ดีกว่าเดิม
ที่ถือเป็นต้นแบบของการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนนั้นคือ บทเรียนการจัดการภัยพิบัติสึนามิที่บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งผู้ประสบภัยทุกประเภท ไม่ว่าจะภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหว นำไปเรียนรู้ ประยุกต์ใช้
ประยูร จงไกรจักร ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางม่วง เปิดเผยว่า ตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิ ทุกคนกลายเป็นผู้ประสบภัย คอยรับการช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะที่ผ่านมาเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่มีกลุ่ม ไม่มีองค์กรที่จะดูแลกัน ซึ่งกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาช่วยเราเป็นร้อยองค์กร แต่พอการช่วยเหลือเฉพาะหน้าได้รับการแก้ไขทุกองค์กรก็จากไป คงเหลืออยู่ไม่กี่องค์กรที่ต้องการทำงานต่อยอดให้ชาวบ้านมีความเข้มแข็งช่วยเหลือตนเองได้ในระยะยาว
“ เราเริ่มเรียนรู้และจัดตั้งกลุ่มของเราเองขึ้นมาตั้งแต่อยู่ในศูนย์ผู้ประสบภัยบางม่วง โดยการส่งเสริมของมูลนิธิชุมชนไท จุดเปลี่ยนของเราก็คือ มีหน่วยงานภายนอกบริจาคเงินแต่เราเอามาตั้งเป็นกองทุนไม่จ่ายเป็นรายคน แล้วให้ทุกคนร่วมสมทบ กู้ยืมไปฟื้นฟูอาชีพ ซ่อมแซมบ้าน แล้วแต่ความจำเป็น ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น จากนั้นก็ยกระดับไปสู่การป้องกันและจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ” ประยูรเล่า
ในเรื่องของการจัดการและรับมือกับภัยพิบัตินั้น เราถือเป็นเรื่องสำคัญ บทเรียนทำให้เรารู้ว่า หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐตามลำพังจะไม่เห็นทันการณ์ เราต้องจัดการโดยชุมชนเอง เริ่มจากตั้งกลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาแล้วสำรวจข้อมูลประชากร ทรัพย์สิน เด็ก คนชรา สัตว์เลี้ยง จุดปลอดภัยเพื่อนำไปสู่การวางแผนเช่น มีการติดป้ายทางหนีคลื่น ใช้วัดและโรงเรียนบ้านน้ำเค็มเป็นจุดปลอดภัย มีอุปกรณ์การสื่อสารและมีการเชื่อมข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อรายงานให้พี่น้องรับรู้ทุกระยะ มีอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ และมีการซ้อมหนีภัยกันทั้งหมู่บ้านเป็นระยะ ๆ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
“ ทุกวันนี้เรามีอาสาสมัครประมาณ 70 คน มีอุปกรณ์ที่จำเป็นเช่น เรือ อุกรณ์สื่อสาร ฯ ล ฯ นอกจากช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่แล้ว ยังไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในภาคใต้ กรุงเทพ นครราชสีมา ทำมาแล้วทั่วประเทศ ”
“ จากประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่า ภัยพิบัติไม่อาจรอให้ใครมาช่วยเราได้ ต้องเป็นเจ้าของและผู้จัดการเอง มีกองทุน มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น การจัดการภัยพิบัติต้องสร้างจิตสำนึก และความร่วมมือจากทุกคน ไม่ประมาท เฝ้าระวัง เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งงานสาธารณะเช่นนี้ ต้องอาศัยความความพร้อมและการตื่นตัวของชุมชนเอง ”
“ การจัดการภัยพิบัติเราไม่ได้มองเฉพาะการแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัยขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันชุมชนยังให้ความสำคัญกับมิติการป้องกันอีกด้วย นั่นคือทำควบคู่ไปกับการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพราะภัยที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติถูกทำลาย เพราะฝีมือมนุษย์ ดังนั้นเราจึงมีการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดการเรียนรู้ภัยพิบัติด้วย ”
ที่ผ่านมามีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศมาศึกษา ดูงานอย่างต่อเนื่องเพราะทั้งโลก เริ่มตระหนัก เรื่องภัยพิบัติกันมากขึ้น เขามาดูงานที่เราเพราะเราเด่นในเรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน

ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบางม่วง เล่าอีกว่า กฏหมายบ้านเราในเรื่องนี้มีข้ออ่อนเป็นอย่างมาก ยังให้ความสำคัญและบทบาทภาครัฐเน้นเรื่องบรรเทามากกว่าการจัดการอย่างยั่งยืน เราจึงคิดว่า บทเรียนประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน จะเกิดประโยชน์ต่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและโครงสร้างการจัดการภัยพิบัติของประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นผู้จัดการโดยมีภาครัฐเป็นหน่วยงานสนับสนุน โดยในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี สึนามิ เราจึงจัดงาน ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 ธันวาคม 57 ณ.อนุสรณ์สถานบ้านน้ำเค็ม โดยวันที่ 24 ธันวาคม ชาวบ้านจะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ส่วนวันที่ 25 ธันวาคม 2557 จะเชิญตัวแทนองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประสบภัยจากพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประมวลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
สนใจร่วมงาน “ 10 ปี สึนามิ บทเรียนภัยพิบัติสู่การปฏิรูปนโยบาย ” ติดต่อ ไมตรี จงไกรจักร โทร 089 - 6507805


