ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัด ชายฝั่งทะเลอันดามัน ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง และสตูล เกิดความสูญเสียชีวิตผู้คนในครอบครัว ทรัพย์สิน เครื่องมือการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน ข้อมูลจากคณะผู้จัดงาน รำลึก 10 ปี สึนามิ “บทเรียนภัยพิบัติ...สู่การปฏิรูปนโยบาย” ระบุว่ามีหมู่บ้านที่ประสบภัยธรณีพิบัติ 407 หมู่บ้าน มีผู้เดือดร้อนจำนวน 12,480 ครอบครัว บ้านพักอาศัยเสียหาย 6,824 หลัง มีชุมชนประสบภัยร้ายแรง 47 หมู่บ้าน ประมาณ 5,448 ครอบครัว และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 8,000 คน
26 ธันวาคม 2557 เหตุการณ์โศกนาฎกรรม ผ่านมาครบ 10 ปี วันนี้ความโศกเศร้า คราบน้ำตาที่เคยอาบแก้มเลือนไปจากใบหน้า เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกับแววตาที่เข้มแข็ง จากบ้านใกล้เรือนเคียงที่เคยต่างคนต่างอยู่กลับมารักใคร่ช่วยเหลือแบ่งปัน จากผู้ประสบภัยเปลี่ยนเป็นคนลุกขึ้นมาจัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง บางคนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรถ่ายเทความรู้ ประสบการณ์ให้กับผู้อื่น จากชุมชนที่ประสบภัยกลายเป็นชุมชนต้นแบบการฟื้นฟู การรับมือภัยพิบัติ ที่องค์กรทั้งในและต่างประเทศมาศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กว่า 30 ประเทศทั่วโลก
เรื่องเล่าสึนามิ
ในความสูญเสีย ความวิกฤติมีโอกาส ในร้ายมีดี ในเหตุการณ์มีประสบการณ์ มีเรื่องราวที่นำมาเล่าขานบอกต่อสู่คนรุ่นหลัง อย่าง นางสุวดี สุขเกษม ที่บอกว่า “เราทุกคนท้อได้ แต่ถอยไม่ได้ เราต้องประคับประคองให้ชีวิตได้ดำเนินต่อไป” นางสุวดี เป็นผู้ประสบภัยสึนามิ คนบ้านน้ำเค็ม ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า 10 ปีผ่านไปไม่ใช่ง่ายเลยในการประคับประคองชีวิต ให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ในวันนั้นตนเองโดนคลื่นยักษ์ซัดลอยคอออกไปกลางทะเลไกลกว่า 7 กิโลเมตรจากฝั่ง กับลูกสาววัยขวบกว่า ส่วนลูกชายอีกคนนั้นตนเองคว้าไม่ทัน จำได้ว่าลอยคออยู่ประมาณ 6-7 ชั่วโมง กว่าจะเจอเรือประมงที่ออกตามหาผู้ประสบภัย จะถึงฝั่งจากเช้าก็เกือบมืด ตอนนั้นคิดว่าลูกสาวที่นิ่งไป จะตามลูกชายไปด้วยอีกคน
“ช่วงแรกๆ ตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้ ท้อแต่ก็สู้ต่อ ที่ผ่านมาได้เราชาวน้ำเค็มเราช่วยกัน มีปัญหาเราช่วยกันแก้ วันนี้ไม่กลัวตายแล้วเพราะคิดว่าตายมาแล้วรอบหนึ่ง ถ้าหากวันนี้เกิดสึนามิอีกคิดว่าคงไม่ได้กินเราแล้ว ภูมิใจที่อาสาสมัครมาช่วยเตือนภัย มาช่วยอพยพ ให้ความช่วยเหลือ ดูแล เป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง ที่อยู่ได้เพราะชุมชนพึ่งพาช่วยเหลือกัน” นางสุวดี กล่าว
นายเตี้ยน หาญทะเล ชุมชนทับตะวัน ต.บางม่วง จ.พังงา หนึ่งในผู้ประสบภัย เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ ความรุนแรงว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ในช่วงกลางคืนตนได้เอาเรือออกตกปลา ปรากฏว่าน้ำเชี่ยวมากทำให้เรือหลายลำมากองรวมกันก็นับเป็นเรื่องที่แปลก รุ่งขึ้นตนอยู่ที่บ้านประมาณ 10 โมงกว่า ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วซึ่งตนไม่ถูกโดยตรง เมื่อมีคนวิ่งไปตามที่สวนยางว่ามีคลื่นยักษ์มา ก็ออกไปช่วยชาวบ้าน เหตุการณ์แบบนี้ตนเคยเห็นรอบหนึ่งแล้วเมื่อปี 2541 ได้วิ่งมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าทะเลน้ำต้องแห้งก่อนน้ำจึงจะมา แต่เมื่อกลับถึงบ้านๆ ก็ไปหมดแล้ว นึกถึงแม่ที่แก่แล้วเดินไม่ไหว พ่อตอนนั้นแกอยู่ที่ริมหาดผูกสมอเรือแต่ก็รอดมาด้วยต้นพร้าว เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนต้องสูญเสียแม่ไป
“หลังจากน้ำกวาดบ้านไปแล้ว เริ่มมีปัญหาเพราะเจ้าของที่ดินมาบอกว่าที่ตนอยู่นั้นเขาเป็นเจ้าของ เขามีโฉนดยืนยัน แต่หลังจากนั้นก็กลับมาจากที่อพยพกลับมาอยู่ที่เดิม ในเมื่อเขาไล่ เราก็มายึดที่ดินคืน ทำไมตอนเราอยู่ไม่มีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ อยู่มา 20 กว่าปีได้ ซึ่งสุดท้ายแก้ปัญหากันได้ ด้วยการแบ่งที่ดินกับเจ้าของโฉนด ในปี 2553 กว่าจะได้มีบ้านมีโฉนด ใช้เวลาเกือบ 6 ปี”
ช่วงนั้นสภาพจิตใจแย่ แต่มีกำลังใจจากการช่วยเหลือของนักศึกษา อาสาสมัคร เครือข่ายสลัม 4 ภาค สำหรับข้อเสนอของตนอยากให้มีการซ้อมวันหยุด เพราะนักเรียนจะได้ร่วมซ้อมด้วย และเรื่องหอเตือนภัยไม่อยากให้ขัดข้อง อยากให้มีสภาพพร้อมใช้ตลอดเวลา เราหวังพึ่งตอนกลางคืน ให้พร้อมใช้ได้ ไม่ใช่ขัดข้องอยู่ตลอด นายเตี้ยน กล่าว
นายแอนดี้ ชาการ์ ผู้ประสบภัยชาวอังกฤษ ในวันที่เกิดเหตุพักอยู่ที่เขาหลัก นาทอง แอนนดี้รอด ส่วนแฟนเขาเสียชีวิต วันนั้นรีสอร์ทที่เขาพักห่างจากทะเลประมาณ 30 เมตร ตอนแรกเขารับรู้ได้จากเสียงผู้คน และอาการสั่นของที่พัก หลังเหตุการณ์ผ่านไปแอนดี้เล่าว่ามีคนช่วยเหลือเขามากมาย ตอนนั้นเขามากลับที่ทับตะวัน โดยทุกๆ วันหลังจากไปทำความสะอาดแผล เขาก็จะช่วยสร้างบ้าน และได้ให้ความเห็นไว้ว่า การเตรียมตัว ซ้อมแผนกันอย่างเข้มแข็งสม่ำเสมอ ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงาน ทุกบ้านควรมีชุดปฐมพยาบาล หากเกิดเหตุการณ์จะได้ดูแล และการช่วยเหลือดูแลกัน เป็นสิ่งที่สำคัญทำให้เราเผชิญกับภัยนั้นได้ และอยากขอบคุณทุกๆ คน
นางนิศานารถ รัตนนาคิน ในฐานะอาสาสมัครที่ลงไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ได้ลงไปที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ที่กรือแซะ ทีมงานได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน ระหว่างเดินทางกลับก็ทราบข่าว โดยหนึ่งในคณะมีอาจารย์ปาริชาติ สถาปิตานนท์ ที่สูญเสียทั้งครอบครัว เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ตรงไปที่บรรเทาสาธารณภัย ขณะนั้นลูกสาวตั้งศูนย์อยู่ที่ม.ธรรมศาสตร์ดูแลชาวต่างประเทศก่อนเดินทางกลับ ช่วงนั้นเราระดมอาสาสมัคร ขึ้นรถโคดมาลงที่เขาหลัก กับทีมคุณหมอบัญชา และกระจกเงา พอมาเห็นสภาพความรู้สึกเพื่อนอาสาสมัครคิดว่าจะไหวหรือไม่
เราเริ่มจากแบ่งทีม ใครทำอะไรที่ไหน แบ่งงาน แบ่งกลุ่ม ใครจะไปเคลื่อนศพ 20 คน จาก 50 อาสาเคลื่อนศพไปไว้วัด ส่วนตัวเองอยู่ในครัว เนื่องจากอาหารตอนนั้นไม่มีคนทำงาน ตกเย็นทีมงานก็จะประชุม เพราะสถานการณ์เปลี่ยนมีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลา เสื้อผ้าบริจาคที่กองอยู่จัดการไม่ได้ อาสาสมัครที่กองไม่รู้จะทำอะไร กลุ่มเลยคิดเติมเรื่องข้อมูลของชาวต่างชาติที่ยังเข้าถึงไม่ได้ ทำระบบคอมพิวเตอร์มาลงที่เขาหลัก เขียนโปรแกรม รีโนเวด
บทเรียนสำคัญที่ได้คือ จิตใจสามารถนำทุกสิ่งไปสู่เป้าหมายที่เราอยากทำ แค่คนทำงานเล็กๆ คนหนึ่ง ตนเองทำกับข้าว ช่วยเชื่อมประสานทรัพยากรส่วนที่ขาด ข้อมูลไม่ถูกต้องจากหน้างาน กับหน่วยงาน แก้ คลี่คลายในสิ่งที่ทำได้ ข้อมูลการสูญเสียจากชาติต่างๆ ทุกชาติภาษา มีคนมาช่วยแปล มีต่างชาติมาดู ก่อน 100 วันสึนามิ ปัญหาคือการบริจาคเงิน และสิ่งของ เราเลยเริ่มทำระบบงานธนาคารชุมชน มาทำระบบเริ่มกลุ่มออมทรัพย์ หาความรู้ ตั้งธนาคารชุมชน มีกลุ่มออมทรัพย์ จัดการการเงินที่ตรวจสอบได้ จากผู้บริจาค ที่คนบ้านน้ำเค็มลงมือทำเอง ผู้จัดระบบหลักๆ คือ ชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชุมชนไท
ณ วันนั้น นอกจากจิตใจ ที่เห็นคือกระบวนการชะละล้างจิตใจ ทำให้คุณหลุดจากตัวของคุณ คนที่มาเท่าเทียมกันทำอะไรที่ตนสามารถทำได้ เป็นสามัญเป็นธรรมดาที่เสมอภาค พบว่าความอัศจรรย์ไม่เกิดขึ้นอย่างคิดมาก่อน เกิดสิ่งดีเกิดขึ้นจากเครือข่าย ผู้คน ทุกคนวันนี้ยังพบปะพูดคุยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อที่อื่นเกิดภัยเราช่วยเหลือกัน อย่างปี 2549 ดินโคลนถล่มที่อุตรดิตถ์ อาสาสมัครก็ไปพบกันโดยไม่ได้นัดหมาย
คนเคลื่อนก่อน เล็กเร็วเคลื่อนไปได้เลย งานอาสาสมัครจากบทเรียนสึนามิ เกิดการเรียนรู้ จนนำไปสู่เครือข่ายคนทำงาน ไปช่วยเหลืองานอาสาสมัครในที่ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การพัฒนาระบบการช่วยเหลือเชื่อมต่อดีมากขึ้น มาถึงวันนี้ การเชื่อมร้อยไม่แค่บ้านน้ำเค็ม ที่ชุมชนมีส่วนร่วมกับองค์กรพี่เลี้ยง และอาสาสมัคร แค่คนหนึ่งคนที่มีเน็ตเวิรค์ มีทรัพยากรที่เชื่อมกันมาช่วย ส่วนคนอาสาคือทัพหลัง แถวสองมาหนุนองค์กรที่ดูแลเชื่อมโยง แถวหน้าคือผู้ประสบภัย ทุกเรื่องไม่มีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ท่ามกลางการทำงานจะพบความขัดแย้งกับการจัดการของรัฐในเชิงอำนาจ ที่ชุมชนต้องบอกรัฐว่าจะจัดการอย่างไร นางนิศานารถ กล่าว
10 ปีสึนามิ ปัญหาคนไทยพลัดถิ่น ชาติพันธุ์ชาวเล เรื่องที่ยังแก้ไม่จบ
นางสาวอรวรรณ หาญทะเล ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ภายหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ บ้านเราหายไปกับสนามิ คนชายเล แต่เรากลับมาอยู่อาศัยในที่เดิมไม่ได้ ที่ดินกลายเป็นของเขา ปัญหากลายเป็นเรื่องที่หนักขึ้นกว่าเดิม 10 ปีแล้ว ทำไมนโยบายแก้ปัญหาให้เราได้ไม่จบเลย ภัยพิบัติครั้งนั้น ทำให้ชาวเลกว่า 40 ชุมชน หรือราว 12,000 คน ไม่มีบ้านอาศัย กว่าครึ่งไร้ที่ทำกิน เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐและนายทุน มีการฟ้องร้องคดี ข้อพิพาทในกรรมสิทธิ์ที่ดิน และข้อหาบุกรุกที่เขตอุทยาน ชาวเลไม่สามารถครอบครองที่ดินที่มีราคาแพง
เรือประมงที่หากินด้วยมือในเขตทะเลที่อาศัยต้องกลายเป็นสิ่งผิดกฏหมาย แม้แต่ที่ดินที่เป็นสุสานฝังร่างบรรพบุรุษ ก็กลายเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของนายทุน ที่ลูกหลานไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณต่อไปได้ ซึ่งปัญหาที่ดินยังเป็นปัญหาของชาวบ้านอีกหลายกลุ่มโดยที่กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ได้เอื้อกับชุมชน
ขณะที่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ประสบปัญหาความล่าช้าในการคืนสัญชาติ หลังเหตุการณ์สึนามิทำให้คนไทยพลัดถิ่นที่มีอยู่ราว 30,000 คน ไม่มีสิทธ์ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาใดๆ จากส่วนกลาง แต่พวกเขาเองกลับเป็นผู้ลงแรงช่วยเหลือผู้ประสบภัย คนไทยพลัดถิ่นเองก็ประสบภัยสึนามิเช่นกัน แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เพราะขาดเอกสารทางราชการ เชื่อถือไม่ได้ แต่เราก็ช่วยกันเอง และมาช่วยสร้างบ้านให้กับคนมีบัตรประชาชน เพราะเราเป็นมนุษย์ที่อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน นางสาวอรวรรณ กล่าว
“ทุนนิยมหลังภัยพิบัติ ฉวยจังหวะซ้ำเติมผู้ประสบภัย”
คณิน หุตานุวัตร อ.คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง สะท้อนมุมมองบทเรียนภัยพิบัติสึนามิ ในแนวคิดทางวิชาการว่า ภายหลังเกิดพิบัติภัย จะมีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “ทุนนิยมเชิงภัยพิบัติ” ที่อาศัยจังหวะช่วงการฟื้นตัวของภัยพิบัติ ผลักดันนโยบายการพัฒนาบางอย่างที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น และไปซ้ำเติมคนที่ประสบภัยพิบัติมากขึ้นแทนที่จะไปช่วยเขาเหล่านั้น ให้มีความเข้มแข็งมีความสามารถ มีความพร้อมรับมือในการรับมือกับภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องมีกลไกของการจัดการภัยพิบัติ ที่เข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้มีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งก็กำลังพบกับปรากฏการณ์แบบนี้เช่นกัน ที่เป็นการบังคับใช้โอกาสของภัยพิบัติในการผลักดันนโยบาย เช่นการพัฒนาการท่องเที่ยวบางอย่าง ที่เป็นโครงการจากส่วนกลาง โดยไม่สอดคล้องกับชีวิตในพื้นที่ การวางผัง การพัฒนาพื้นที่ก่อให้เกิดขัดแย้งกับคนในท้องถิ่น
ผู้ช่วยฯ พอช. ระบุ “ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง จัดการภัยพิบัติไม่ได้”
นายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนนวยการ พอช. กล่าวในวงบันทึกเทป รายการเวทีสาธารณะ ไทยพีบีเอส ว่า บทสรุปสำคัญๆ มีข้อสรุปเดียวในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา “ถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง จัดการภัยพิบัติไม่ได้” คำว่าชุมชนเข้มแข็ง ในที่นี้หมายถึงว่า คือ 1) ต้องมีองค์กรชุมชนที่จัดการภัยพิบัติ 2) ต้องมีแผนรับมือของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ และ 3) ต้องมีกองทุนของชุมชนเองในการจัดการภัยพิบัติ
“ผมบอกกับผู้ประสบทุกแห่งว่า เราไม่สามารถนำน้ำจากกรุงเทพฯไปดับไฟที่น่านได้ เราไม่สามารถเอาน้ำจากนราธิวาสไปดับไฟที่อุตรดิตถ์ได้ เราต้องทำเอง เราต้องมีองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งที่จัดการเรื่องนี้ ต้องมีแผนรับมือ มีการซักซ้อม มีกองทุน ในการรับมือจัดการภัยพิบัติ ถึงจะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคได้”
อย่างไรก็ตามผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊คของตนเองที่ใช้ชื่อว่า Amporn Kaewnoo ถึงบทเรียนการทำงานเรื่องภัยพิบัติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ใจความว่า ตั้งแต่สึนามิ น้ำท่วมภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ กรุงเทพ ดินโคลนถล่มภาคใต้ ภาคเหนือ และจบลงที่แผ่นดินไหวเชียงรายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนสั้นๆ 10 ประเด็น คือ 1) คน (ที่ทำตัวเป็นคน) สำคัญในงานภัยพิบัติไม่ใช่ผู้ประสบภัยแต่คือผู้บริจาค ซึ่งมักจะมีการค้ากำไรเกินควรจากการบริจาคสารพัดวิธี บางคน บางหน่วยถึงกับต้องการมีผู้ประสบภัยเป็นของตนเอง 2) คนส่วนใหญ่เชื่อว่าผู้ประสบภัยช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องสงเคราะห์กันถึงที่สุด ซึ่งไม่เป็นความจริง ผู้ประสบภัยทุกคนดิ้นรนทุกทางให้ชีวิตปกติกลับคืนมาเร็วที่สุด 3) หน้าที่หลักของหน่วยงานช่วยเหลือคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง จัดการตนเองได้เร็วที่สุดและสามารถจัดการตนเองได้มากที่สุดในภัยพิบัติครั้งต่อไป 4) การบริหารจัดการภัยพิบัติแบบรวมศูนย์จากส่วนกลางเป็นการจัดการที่ไม่มีอนาคต แนวทางที่มีอนาคตคือให้ชุมชนและท้องถิ่นมีขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง
ประเด็นที่ 5) ถ้าทุกครอบครัว ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลมีขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลกลางก็ไม่มีภาระอะไรที่ต้องจัดการ 6) สิ่งที่ชุมชนต้องมีในการรับมือกับภัยพิบัติคือองค์กรชุมชนที่ทำงานร่วมกับทุกฝ่าย แผนรับมือที่ละเอียดรอบคอบ และกองทุนชุมชนที่สมาขิกร่วมสมทบสม่ำเสมอ 7) ถ้ากระจายงบประมาณไปให้ท้องถิ่นสัก 50-70% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด และหน่วยที่เชี่ยวชาญทำให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการจัดการโดยไม่โกง ชุมชนและท้องถิ่นจะจัดการภันพิบัติได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องขอบริจาคทุกครั้งที่เกิดเรื่อง 8) ภัยพิบัติจะเพิ่มขึ้น แรงขึ้น กว้างขวางขึ้น ไม่มีใครไปช่วยใครได้จริงๆ ชุมขนและท้องถิ่นต้องช่วยตนเอง 9) สื่อที่ทำงานช่วยเหลือภัยพิบัติด้วยตนเอง มีคำถามในเชิงวิชาชีพว่า บทบาทของสื่อในระบบประช่าธิปไตยคือการตรวจสอบการใข้อำนาจ การทำงานของสถาบันอื่นในสังคม ถ้าคุณเล่นเองใครจะตรวจสอบคุณ เอาคำถามง่ายๆแค่ว่าของที่ชาวบ้านบริจาค ติดขื่อชาวบ้านหรือติดชื่อสถานีทีวี และประการสุดท้าย 10) คนและหน่วยงานส่วนใหญ่ชอบทำงานต้นทางคือหาของบริจาค เพราะทำง่ายที่สุด แต่ไม่มีใครสนใจทำงานปลายทางคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะทำยากที่สุดและไม่มีชื่อปรากฎในสื่อมากนัก ไม่สอดคล้องกับ CSR ที่สอนกันในมหาวิทยาลัย
เครือข่ายผู้ประสบภัยพิบัติ เสนอข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน
ด้านนายไมตรี จงไกรจักร์ แกนนำคณะจัดงานรำลึก 10 ปี สึนามิ บทเรียนภัยพิบัติ สู่การปฏิรูปนโยบาย ในครั้งนี้ ได้ให้ข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากการจัดงานในครั้งนี้ ว่า งานรำลึก 10 ปี สึนามิ มีข้อสรุปดังนี้ 1) เมื่อเกิดภัยพิบัติต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนผู้ประสบภัยเป็นหลักในการบริหารจัดการ เช่นครัวกลาง กิจกรรมอาชีพ การฟื้นฟูชุมชน การสร้างบ้านตามใจผู้อยู่และมีส่วนร่วมฯ 2) เมื่อเกิดภัยพิบัตอขนาดใหญ่ทุกครั้งปัญหาที่ตามมาคือการแย่งชิงทรัพยากรทั้งจากเอกชน รัฐ และสังคมเช่นปัญหาที่ดิน ปัญหาอคติทางสังคมที่กล่าวหาว่าผู้ประสบภัยคือผู้บุกรุก ปัญหาคนเข้าไม่ถึงสิทธิในการเยัยวยาจากรัฐ ทำใหกลายเป็นคนตกขอบ เช่นกลุ่มชาติพันธ์ คนไร้สัญชาติ แรงงานผิดกฏหมาย
3) การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน คือคำตอบของการลดความเสี่ยงภัยได้อย่างยั่งยืน โดยการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่นและภาคีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 4) รัฐบาลต้องทบทวน พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยปี 2550 ใหม่ โดยปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการ ให้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชน ประชาสังคมและลดจำนวนกรรมการฝ่ายการเมือง ให้มีทั้ง 3 ระดับ เพื่อตัดสินใจตั้งแต่การเตรียมการป้องกัน บรรเทา และเยียวยาฟื้นฟูฯ คณะเดียว 5) ร้องจัดตั้งกองทุนตั้งต้น 3,000 ล้านบาท และให้จัดตั้งองค์การมหาชนที่มีบทบาทเฉพาะ ในการส่งเสริมการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อย่างต่อเนื่องจริงจัง และ 6) สหประชาชาติต้อง ปรับปรุงข้อตกลงเฮียวโก๊ะ ว่าด้วยการลดความเสี่ยงภัย ที่จะจัดขึ้นที่เฮียวโก๊ะ ในปีหน้า โดยมุ่งเน้นที่การลงทุนกับชุมชน การพัฒาอาสาสมัคร การดูแลอาสาสมัครเมื่อปฏิบัติหน้าที่ และจัดทำแผนเตรียมพร้อมระดับชุมชน หมู่บ้านเป็นหลัก
ทั้งนี้ เครือข่ายผู้ประสบภัยพิบัติ ได้ยื่นหนังสือข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ซึ่งรับจะไปทบทวน และพิจารณาข้อเสนอตามที่เครือข่ายฯ เสนอมา นอกจากนั้นสหประชาชาติได้เชิญผู้แทนชุมชนน้ำเค็ม ให้เข้าไปเสนอที่เฮียวโก๊ะ ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม 2558 โดยกระทรวงการต่างประเทศรับ และประสานให้ไปเสนอที่ประชุมภัยพิบัติโลก ในฐานะตัวชุมชนประเทศไทยอีกด้วย
----------------------------------------------------------------
ข้อเสนอ “การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน”
ในโอกาสครบรอบ 10 ปี หลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ ๖ จังหวัดฝั่งอันดามัน มีเจตจำนงที่จะให้ท่านพิจารณาสนับสุนนข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน จากบทเรียน และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา การฟื้นฟู เยียวยาชุมชน และสังคม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อผลักดันเป็นนโยบายของกระทรวงมหาดไทย และนโยบายของรัฐบาล ในการที่จะนำความสุข และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนสามารถเป็นผู้กำหนด และดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ตลอดจนการฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบภัยได้ด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
โดยเครือข่ายผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิ เสนอข้อเสนอการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน และทิศทางการแก้ปัญหาประชาชน ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งมีเนื้อหารายละเอียด ดังนี้
1. ให้มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุน การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน ขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อออกแบบกระบวนการ ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และลดความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน
2. ให้จัดตั้งสำนักกองทุนจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน ขึ้นภายใต้ พ.ร.ก.จัดตั้ง สถาบันการจัดการภัยพิบัติโดยองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยการส่งเสริม สนับสนุน การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน
3. ให้จัดตั้งกองทุนเริ่มต้น ที่ 1,000 ล้านบาท และอุดหนุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้เรียนรู้ พัฒนาอาสาสมัคร จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติ การฝึกซ้อมแผน และสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นในการขับเคลื่อนแผนของชุมชน หรือระดับตำบล
4. ให้พัฒนาอาสาสมัครภัยพิบัติภาคประชาชนไม่น้อยกว่า จังหวัดละ 50 คน ไม่เกิน 200 คน ตามขนาดพื้นที่จังหวัด เป็นอาสาสมัครกลางของจังหวัด เพื่อเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เมื่อออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ ขึ้นทะเบียนไว้กับป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัด เมื่อมีคำสั่งป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดให้ปฏิบัติหน้าที่ หรือการเข้าฝึกพัฒนาศักยภาพ ให้ได้ค่าตอบแทน ตามระเบียบการเงิน โดยให้ได้รับจากกองทุนภัยพิบัติจังหวัด ให้จัดตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ครบทุกจังหวัด
5. ให้แก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ปี 2550 1) ให้คณะกรรมการมีองค์ประกอบจากภาคประชาชนและประชาสังคม ทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับตำบล 2) ให้กรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยระดับตำบล มีอำนาจประกาศภัยพิบัติเอง และเตรียมการป้องกันภัยพิบัติได้เต็มประสิทธิภาพ โดยมิต้องรอจังหวัด 3) ให้กรรมการระดับจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจประกาศภัยพิบัติ ไม่มอบให้เป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแต่เพียงลำพัง และ 4) ส่งเสริมในการสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชน จัดตั้งโรงครัวกลางแทนการจัดหาข้าวกล่อง
* รำลึก 10 ปี สึนามิ "บทเรียนภัยพิบัติ สู่การปฏิรูปนโยบาย" 24-26 ธันวาคม 2557 ณ อนุสรณ์สถานสึนามิ บ้านน้ำเค็ม ตำบลบางม่วง อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา


