ใครลงภาคใต้ยามนี้ ไม่เพียงได้ยินเสียงโอดคราญของชาวบ้านเพราะราคายางพาราตกต่ำเหลือสามกิโลร้อยเท่านั้น แต่สายฝนที่กระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนจะตอกย้ำซ้ำเติมให้ความทุกข์เพิ่มทวีมากขึ้น
เมื่อสองปีก่อนยางกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท มองไปหน้าบ้านชาวสวนยาง จะมีรถกระบะล้อแม๊กจอดอยู่ แสดงให้เห็นถึงฐานะชาวสวนได้เป็นอย่างดี แต่วันนี้รถคันนั้นถูกไฟแน๊นยึดไปแล้ว ทุกวันนี้ต้องทนกรีดยางแม้จะไม่คุ้มเพราะถ้าไม่ทำลูกก็อด แถมฝนยังตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันนับเดือน ทำให้น้ำท่วมสวนยาง ในถ้วยรับน้ำยางก็เต็มไปด้วยน้ำฝน ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทางออกเดียวที่มีคือการหยิบยืมจากผู้อื่นไม่เว้นแม้การกู้นอกระบบ
ผมอยู่พัทลุงมาหลายปี ทำงานกับพี่น้องที่สนใจเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร”เพราะพัทลุงในอดีตเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของภาคใต้ แต่การเข้ามาของพืชเชิงเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นยางพารา และปาล์มน้ำมันทำให้พื้นที่ปลูกพืชอาหารลดเหลือน้อยลง เพราะราคายางพาราสูงมาโดยตลอด ราคาปาล์มน้ำมันก็พอไปได้ ชาวบ้านจึงแห่กันไปปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าวมากขึ้น จนหลงไปกับรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำเรื่อยมา เป็นรายได้มากพอที่จะใช้ซื้ออาหารสิ่งจำเป็นในชีวิต และสิ่งอำนวยความสะดวกเสริมฐานะได้เป็นอย่างดี จนลืมคิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นยามราคาพืชเศรษฐกิจเหล่านั้นตกต่ำ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งแกนนำองค์กรชุมชนบางส่วน และนักพัฒนาเอกชนได้พยายามขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหารไปพร้อมๆกับการสร้างพื้นที่มีรูปธรรมให้เกิดขึ้น จนเกิดเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านความมั่นคงทางอาหารกระจายอยู่ทั้งจังหวัดพัทลุง
เสรี กลิ่นจันทร์ นักพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้กับชาวบ้านมานานบอกว่า ปัญหาที่พบก็คือ พอพูดถึงความมั่นคงทางด้านอาหารมันเป็นนามธรรม ชาวบ้านเข้าใจยากเพราะความมั่นคงทางด้านอาหารเป็นความหมายเชิงยุทธศาสตร์ ต้องค้นหากลยุทธในการทำให้งานเป็นรูปธรรม โดยกลยุทธสำคัญสองประการที่สะท้อนความมั่นคงทางอาหารคือ 1)การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลายแบบปลอดสาร ใช้อินทรีย์แทนเพราะช่วยลดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรกับธรรมชาติ และ 2) จะก้าวไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารได้ต้องมีพันธุกรรมเป็นของตนเอง
เสรี บอกอีกว่าจากกลยุทธดังกล่าวก็นำไปสู่การส่งเสริมกิจกรรมเป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ การส่งเสริมเลี้ยงผึ้งโพรง และการตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น
ผมได้หาข้อมูลพบว่าในพัทลุงมีเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลาย เช่นเครือข่ายการปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยพันธุกรรมพื้นบ้านอยู่ที่อำเภอบางแก้วที่เชื่อมโยงกับอีกหลายอำเภอ มีแปลงปฏิบัติจริงอย่างชัดเจน มีเครือข่ายชุมชนที่หันมาปลูกพืชร่วมยางอยู่ทุกอำเภอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอป่าบอนซึ่งมีแผนงานจะทำให้เต็มทั้งอำเภอ เพื่อนำร่องขยายผลไปยังอำเภอต่างๆในจังหวัด
เกษตรกรรายหนึ่งพาไปดูสวนยางซึ่งระหว่างร่องยางเต็มไปด้วยต้นเหรียงผักพื้นบ้านภาคใต้ ต้นมังคุด ซึ่งพืชเหล่านี้ต้องปลูกอาศัยร่มจากต้นไม้อื่น เขาเล่าว่าพอปลูกผักเหรียงและมังคุด สละ แซมในร่องยางทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผักเหรียงเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ ตอนนี้ขายกำละ 15 บาท สวนมังคุดก็สร้างรายได้ปีละครั้ง สละก็เก็บผลได้เกือบทุกวัน พอยางราคาตกต่ำเราก็ไม่เดือดร้อน
ผมนั่งรถตรวจสภาพสวนยาง ในบริเวณอำเภอป่าบอนและอ.ตะโหมด ยังพบอีกว่าชาวสวนยางนอกจากปลูกผักเหรียงและมังคุดแล้วยังปลูกไม้ใช้สอยต่างๆ เช่นสะเดาเทียม ตะเคียนทอง ฯลฯ ร่วมกับยางพาราอีกด้วย ซึ่งเป็นนินิตหมายที่ดีของเกษตรกรภาคใต้ไม่จำเพาะแต่พัทลุงเท่านั้น
นอกจากแนวทางแก้ปัญหาโดยการปลูกพืชร่วมยางและร่วมปาล์มแล้ว สำหรับเกษตรกรที่ไม่หันไปปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน ก็มีการรวมกลุ่มเพื่อทำเกษตรแบบสมรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาเดิมของคนใต้ ตลอดจนการรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์อื่นๆ เช่น การปลูกผักสวนครัวอินทรีย์ การปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นต้น
และที่กำลังมาแรงอย่างยิ่งในจังหวัดพัทลุงก็คือ การเลี้ยงผึ้งโพรง ในอดีตนั้นพัทลุงซึ่งตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านก็อาศัยน้ำผึ้งตามธรรมชาติ แต่ต่อมามีการหักร้างถางป่าเพื่อปลูกยางพาราซึ่งมีการใช้เคมีฆ่าหญ้าและปุ๋ยเคมีจำนวนมาก ทำให้ผึ้งธรรมชาติอยู่ไม่ได้ เพราะสารเคมีเข้มข้นชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงผึ้งโพรง เพียงหาไม้เก่าๆมาทำเป็นที่อยู่ให้มัน แล้วเอาไปตั้งไว้ตามสวน ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก
บุญล้อม ผอมขวัญ แกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาชัยสน จ.พัทลุง เล่าว่า การเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าธรรมชาติยังสมบูรณ์ เพราะถ้ามีสารเคมีมากๆผึ้งจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นการเลี้ยงผึ้งไม่ใช่หวังผลเพียงเอาน้ำผึ้งมาขายเท่านั้น แต่เราจะให้ความรู้กับชาวบ้านว่าผึ้งกับธรรมชาติต้องอยู่คู่กัน เพราะผึ้งโพรงอาศัยกินน้ำหวานจากดอกไม้ทุกชนิด ดังนั้นถ้ามีการปลูกพืชที่ใช้สารเคมีมากๆผึ้งก็อยู่ไม่ได้
บุญล้อม เล่าอีกว่าตอนนี้ที่พัทลุงเลี้ยงผึ้งโพรงกันจำนวนมาก เพราะเลี้ยงได้ง่ายๆ บริเวณบ้านก็เลี้ยงได้ลงทุนไม่มาก บ้านละ 10-20 รัง แต่ละรังสร้างน้ำผึ้งได้ประมาณสามขวด(ลิตร) เป็นรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงพิษภัยของการทำเกษตรเคมีที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
“ผมว่าเกษตรกรต้องปรับตัว จะหวังรายได้จากยางเพียงอย่างเดี่ยวจะลำบาก เหมือนกับที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ อย่างของผมก็ทำหลายอย่าง เลี้ยงผึ้งบ้าง ปลูกผักบุ้งบ้าง ปลูกพืชสวนครัวบ้าง เลี้ยงปลาในนาผักบุ้ง ทุกอย่างทำแบบอินทรีย์หมด แล้วก็ให้ภรรยาเปิดร้านข้าวแกงเล็กๆ ใช้ผัก ปลา ในสวนมาทำมีรายได้หลายทาง ชีวิตก็อยู่ได้แม้จะเจอวิกฤติ” บุญล้อม เล่าชีวิตตัวเองให้ฟัง
นายวิวัฒน์ หนูมาก แกนนำสภาองค์กรชุมชนและสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพัทลุงบอกว่า สองสามปีที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนทั้ง 50 ตำบล ในจังหวัดพัทลุง ได้พูดคุยกันหลายครั้งจนนำไปสู่ยุทธศาสตร์เรื่องการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำเสนอแนวทางดังกล่าวเข้าสู่ยุทธศาสตร์ของจังหวัดพัทลุง แต่ในขั้นต้นยังไม่เป็นผลมากนัก จึงได้พยายามหาเพื่อนประสานเครือข่ายชุมชนที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์มาพูดคุยเพราะในจังหวัดพัทลุงมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ภูเขาถึงทะเล ซึ่งเชื่อว่าหากมีการรวมตัวกันจริงจัง จะเป็นพลังและเป็นตัวแปรให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองมากขึ้น
“ผมว่าทั้งภูมิปัญญาและพื้นที่รูปธรรมในจังหวัดพัทลุงมีอยู่พร้อมแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมารายได้ที่สูงซึ่งได้รับจากเกษตรเชิงเดี่ยวมันจูงใจ ทำให้เกษตรทิ้งภูมิปัญญาเดิมไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวกันมากขึ้น แต่วิกฤตยางสามโลร้อยจะทำให้ชาวสวนยางและชาวสวนปาล์มได้ตั้งสติมากขึ้น ผมมองเป็นโอกาสมากกว่าเป็นวิกฤต “ นายวิวัฒน์ กล่าว
สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพัทลุง เล่าอีกว่า ล่าสุดเราได้ประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพราะลำพังชาวบ้านทำเรื่องนี้ให้สำเร็จคงลำบาก แต่ภาครัฐมีงบประมาณ มีความพร้อม ถ้าเราจูนความคิดให้เห็นร่วมกันได้ทำแผนร่วมกันได้ โอกาสที่จะทำให้พัทลุงกลับไปสู่แหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของภาคใต้อีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้มากขึ้น
ในสภาพข้อเท็จจริงที่การผลิตอาหารในประเทศไทยถูกผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น อนาคตข้างหน้าจะเกิดการขาดแคลนและผูกขาดอาหารและเป็นวิกฤตที่สำคัญของประเทศและโลกใบนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยในอดีตถึงปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ มีภูมิปัญญาด้านอาหารที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลก จึงทำให้ต้องฉุกคิดว่าหากปล่อยให้การผลิตอาหารถูกผูกขาดโดยนายทุน และเกษตรกรไทยใช้พื้นที่ซึ่งเหมาะสมกับการปลูกพืชอาหารไปปลูกพืชเศรษฐกิจ ในที่สุดจะต้องสูญเสียทั้งภูมิปัญญาและความสามารถ ในการผลิตอาหารซึ่งเป็นต้นทุนเดิมที่สำคัญของคนไทย
วันนี้ผมเห็นว่า คนไทยยังมีโอกาสทบทวนตนเองที่จะถอยไปหันหาภูมิปัญญาในการผลิตที่ตนเองควบคุมและกำหนดได้ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จไม่เพียงการปรับระบบคิดและพฤติกรรมใหม่ของเกษตรกรเท่านั้น แต่นโยบายของรัฐก็มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างมากในการเอาจริงเอาจังกับวิกฤตนี้
ปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ ถ้าไม่คิดปฏิรูประบบการเกษตรให้พันภัยจากนายทุนการเกษตรที่ผูกขาด ก็นับว่าเป็นการปฏิรูปที่เสียของ


