ป่าพรุมีอยู่ทั่วไปในภาคใต้ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ มีตั้งแต่เนื้อที่เพียงไม่กี่ไร่จนถึงหลายแสนไร่ ที่สำคัญป่าพรุคือป่าที่เป็นพื้นที่กลาง ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เฉพาะบุคคล
ความเจริญที่มาพร้อมกับแผนพัฒนาของรัฐที่มุ่งส่งเสริมความเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ป่าพรุจำนวนมากถูกบุกรุกและหมดไปเรื่อย ๆ ความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยมีก็หมดไป ปัจจุบันคงเหลือป่าพรุขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช่น พรุโต๊ะแดงที่ จ.นราธิวาส และพรุควนเคร็งในจังหวัดนครศรีธรรมราช
พรุควนเคร็งในอดีตเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่เชื่อมต่อกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านมีวิถีการทำมาหากิน มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะทรัพยากรธรรมชาติในป่าพรุ แต่ทุกวันนี้พรุควนเคร็ง ถูกบุกรุกเพื่อนำที่ดินไปปลูกพืชเศรษฐกิจ ส่งผลให้พรุควนเคร็งเปลี่ยนไปอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านหลาย ๆ ตำบล ที่อาศัยอยู่รอบป่าพรุ มองเห็นปัญหาและตระหนักร่วมกัน ช่วยกันหาทางออก
“ เมื่อก่อน ปู ปลา ในป่าพรุชุกชุมมาก แต่ทุกวันนี้ป่าเสียสมดุลไปมาก บางที่น้ำแห้ง สวนปาล์มก็ใช้สารเคมีมาก สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ ทำให้หากินยากขึ้น ชาวบ้านที่มีอาชีพประมงหลายรายก็ต้องเลิกหาปลา หันไปหาอย่างอื่นทำ เมื่อก่อนถ้านั่งรถผ่านถนนที่ตัดผ่านป่าพรุจะมีชาวบ้านนำปลาสดมาวางขาย หรือมีปลาใส่เกลือตากแดดริมถนนตลอดสองข้างทาง แต่ทุกวันนี้มันมีน้อยลง ”
ส่วนผู้หญิงก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องการนำกระจูดมาสานเป็นเสื่อ ตะกร้าและภาชนะต่าง ๆ เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของพรุควนเคร็ง หลายบ้านทำเป็นอาชีพเสริมที่ค่อนข้างจะเป็นอาชีพหลักด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้หัตกรรมกระจูดซบเซาเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีผู้สืบทอดภูมิปัญญานี้เอาไว้หลายราย โดยแยกไปทำตามบ้าน บ้างก็มีจุดรวมในการทำงาน แล้วเอามาขายร่วมกัน
กำนันวิวัฒน์ อนุโรจน์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าเสม็ด บอกว่า สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนพรุควนเคร็งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก สาเหตุเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ป่าถูกบุกรุก คนท้องถิ่นที่เคยได้อาศัยพรุควนเคร็งทำมาหากิน ก็มีปัญหาเรื่องปากท้อง และอาชีพดั้งเดิมอย่างประมงพื้นบ้าน และการสานกระจูดก็กำลังจะสูญหาย หากปล่อยไว้แบบนี้ซักวันเราคงเสียมรดกล้ำค่าไปไม่เหลืออะไรส่งต่อให้ลูกหลาน
นายอรุณ ชมเกตุ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลนางหลงบอกว่า ชาวบ้านอย่างน้อยก็สามตำบล คือ เสม็ด นางหลง และตำบลเคร็ง ได้ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีชวนชาวบ้านมาพูดคุย ปรึกษาหารือ ให้ทุกคนเห็นและตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วเราเชื่อมร้อยทุกตำบลเป็น “ คณะทำงานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนอำเภอชะอวด ” ขึ้น เปิดเวทีพูดคุยสลับกันไปเรื่อย ๆ
“ สิ่งที่เราต้องการก็คือให้ชาวบ้านเห็นและตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้น ช่วยกันค้นหาอัตลักษณ์ของคนพรุควนเคร็ง เพื่อเชื่อมโยงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการอนุรักษ์พรุควนเคร็งให้คงอยู่ ”
นายอานนท์ มีศรี นายกสมาคมสื่อชุมชน จ.นครศรีธรรมราช บอกว่า พรุควนเคร็งมีของดี ๆ มากมาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีวิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกิดจากพรุแห่งนี้ แต่สิ่งดีงามเหล่านี้ ไม่ค่อยมีใครรู้และสืบสาน ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมจึงอาสาเข้ามาทำงานกับชุมชน เป็นกระบอกเสียงให้ชุมชนในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในการสู้กับผู้รุกรานป่าแห่งนี้
“ เราเป็นเพียงผู้ประสานงาน คนที่บอกกล่าวเรื่องราว เป็นหน้าทื่ของชาวชุมชนเอง เป็นการทำงานร่วมกันระว่างสื่อกับชุมชน ซึ่งในการพูดคุยของเครือข่ายเห็นว่า ป่าพรุควนเคร็งเป็นอัตลักษณ์ เป็นแหล่งอาชีพ รายได้ วิถี ภูมิปัญญาของคนชะอวด จะรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้ได้ ก็ต้องรักษาป่าพรุนี้ให้ได้ ทุกคนในพรุควนเคร็งต้องเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ ”
นายอานนท์ บอกอีกว่า ตอนนี้เราพบของดีหลายอย่างเช่น ที่ตำบลนางหลง “ แกงน้ำเคย ” อร่อยมาก มีขนมพื้นบ้านที่คนแก่ คนเฒ่ายังรักษาภูมิปัญญาเอาไว้ ส่วนที่เคร็งและเสม็ด ก็ยังมีลำคลองที่น้ำใสเย็น ไหลลงสู่ทะเลน้อย จ.พัทลุง สองฝั่งลำคลองซึ่งเป็นป่าพรุก็มีทิวทัศน์ที่งดงาม ทุกพื้นที่ยังมีเครื่องใช้ไม้สอยจากกระจูดให้ซื้อหา ฯ ล ฯ จึงมีความคิดร่วมกันในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ ชม กิน เที่ยว มาที่เดียวครบ ”
“ นั่งเรือชมป่าพรุและวิถีชีวิตชุมชนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว กินอาหารพื้นบ้าน ทั้งแกงน้ำเคย และอาหารปักษ์ใต้ที่ทำมาจาก กุ้ง หอย ปู ปลา และพืชผักจากป่าพรุ เที่ยวจับจ่ายใช้สอย สินค้าจากต้นกระจูด หรือซื้อปลาแห้งติดไม้ติดมือ หากจะนอนค้างแรมชาวบ้านก็จะมีที่พักแบบโฮมสเตย์ ให้ซึมซับวิถีชีวิต เรียกว่า มาพรุควนเคร็งที่เดียวครบทุกรสชาด ”
ด้านายไสว ทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเคร็งเล่าว่า การฟื้นฟูรักษาพรุควนเคร็งต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักของคนพรุควนเคร็ง ส่วนหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น อบต.ทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พัฒนาชุมชน อำเภอ โรงเรียน สาธารณะสุข ก็เข้ามาหนุนเสริมอย่างเต็มที่ เพราะเราถือว่า เราเป็นคนพรุควนเคร็งเช่นกัน ในขณะที่หน่วยงานภายนอกก็เห็นความสำคัญเข้ามาหนุนเสริมหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) สภาพัฒนาการเมือง สมาคมสื่อชุมชนนครศรีธรรมราช โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชน มูลนิธิทรัพย์สินส่วนพระมาหากษัตริย์
คงเป็นเช่นคำพูดที่ว่า “ การรักษาพรุควนเคร็งต้องเป็นหน้าที่ของคนในพื้นที่เป็นหลัก ในอันที่จะสร้างความตระหนักรู้ขึ้นในหัวใจของทุกคน กระบวนการ “ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ” จึงเกิดขึ้นโดยการเชื่อมโยงของสภาองค์กรชุมชนตำบล ในอำเภอชะอวด
การท่องเที่ยวเพื่อชุมชน “ ชม กิน เที่ยว มาที่เดียวครบ ” หรือกิจกรรมส่งเสริมภูมิปัญญา อาหารพื้นบ้าน เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากเวทีประชาธิปไตยชุมชน มันเป็นเพียงกลยุทธ์เล็ก ๆ ที่ต้องอาศัยการทำงานขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตวิญญาณท้องถิ่นขึ้นมา อันมีคนพรุควนเคร็งเป็นแกนหลัก โดยมีภาคีพัฒนาต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่และองค์กรภายนอกเป็นแรงหนุน ทำงานสัมพันธ์ไปกับการใช้สื่อที่มีชาวบ้านเป็นกระบอกเสียง เป็นแรงขับเคลื่อน จึงทำให้ “ เวทีประชาธิปไตยพรุควนเคร็ง ” เป็นความหวัง ที่หวังได้


