ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถึง 25 เท่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากปัญหาความไม่เป็นธรรมในการถือครองและใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมี นายอนันท์ ปัญยารชุน เป็นประธาน ได้สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า “ การไม่มีที่ดินทำกิน และการสูญเสียที่ดินที่เคยมี ก่อให้เกิดปัญหาความอับจนในการประกอบอาชีพและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานวัฒนธรรมที่สำคัญของสังคมไทย ปัญหาที่ดินจึงกัดกร่อนรากการดำรงอยู่ของสังคมไทย ดังนั้นความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดินจึงเป็นปัญหาร่วมของทุกคน
บทสรุปดังกล่าวมิได้มาอย่างเลื่อนลอย แต่มีข้อมูลข้อเท็จจริงรอบรับว่า คนไทยเพียงร้อยละ 10 แต่ถือครองที่ดินถึงร้อยละ 90 ทำให้ที่ดินจำนวนมากไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล ปีละไม่น้อยกว่า 1.3 แสนล้านบาท ในขณะที่คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ถือครองที่ดินเฉลี่ยคนละ 28 ตารางวา แต่ในความเป็นจริงคนจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เกิดกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับคนจนในชนบทกว่า 1.2 ล้านครอบครัว อีกทั้งมีคนจนในชุมชนแออัด ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยประมาณ 1.3 ล้านหลังคาเรือน เมื่อเทียบกับข้อมูลการลงทะเบียนคนจนเรื่องที่ดินในปี พ.ศ.2554 ซึ่งมีอยู่จำนวน 4.8 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวจึงเชื่อได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย
ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปเรื่องที่ดิน โดยในการจัดสมัชชาปฏิรูปครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม - 1 เมษายน 2555 มีมติให้จัดทำข้อเสนอนโยบาย แผนงานการปรับปรุงตลอดจนแก้ไขกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินบนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองและใช้ประโยชน์จากที่ดิน ซึ่งเป็นที่มาของการเสนอให้มีร่างกฏหมาย 4 ฉบับคือ
ร่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรมชาติ เป็นความพยายามให้ประชาชนเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา ให้มีการตรวจสอบกันเองของชุมชน ระบบกรรมสิทธิ์เป็นของชุมชนแทนที่ระบบเอกสารสิทธิ์ส่วนบุคคลซึ่งจะป้องกันที่ดินหลุดมือไปสู่นายทุน จัดระบบกรรมสิทธิ์อิงกับชุมชนเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่สัมพันธ์กับวิถีการทำกินของคนในชุมชน เป็นการสะท้อนหลักคิดในการแก้ปัญหาที่สำคัญอย่างยั่งยืน
ปรับปรุงระบบภาษี เช่น ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมของภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ เพิ่มรายได้ให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้จำเป็นต้องมีภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า รวมไปถึงภาษี Capital Gain Tax เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างคุ้มค่า ไม่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า และยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับนายทุนที่สะสมที่ดินเพื่อเก็งกำไร มีผลให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินออกมา
ธนาคารที่ดิน เป็นหนึ่งในเครื่องมือปฏิรูปที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินที่น่าสนใจ มีการนำมาใช้ในหลายประเทศ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
จัดตั้งกองทุนยุติธรรม เพื่อให้คนจนที่มีคดีและไม่มีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อต่อสู้คดี หรือไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย ระเบียบการต่าง ๆ จนถูกเอารัด เอาเปรียบ หรือถูกละเมิดสิทธิจากคู่กรณ๊ ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ดีในปี 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แนวคิดเรื่อง “ โฉนดชุมชน ” ที่เสนอโดยคณะกรรมการปฏิรูปได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติ โดยสำนักนายกรัฐมนตรีออกเป็นระเบียบว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2555 เพื่ออนุญาติให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการ การครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน ซึ่งชุมชนมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพยการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการดำเนินงาน
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานจัดให้มีโฉนดชุมชน โดยมีผู้แทนเครือข่ายชุมชนเข้าร่วม
ในการดำเนินงานตามระเบียบดังกล่าว มีชุมชนเสนอเข้าสู่การเป็นโฉนดชุมชนจากทุกภาค 48 จังหวัด รวม 434 ชุมชน 56,611 ครัวเรือน ประชากร 215,980 คน พื้นที่ 1,639,759 ไร่ และมีชุมชนที่ผ่านการพิจารณาในขณะนั้น จำนวน 50 ชุมชน แต่การดำเนินการหยุดชะงักเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ดังนั้นในสถานการณ์ที่ประเทศเข้าสู่การปฏิรูปครั้งสำคัญ เรื่องการแก้ปัญหาที่ดินจึงถูกหยิบยกโดยเครือข่ายองค์กรชุมชน นักพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ฯ ล ฯ ที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้เป็นจริงดังนี้
1.ประการแรกผลักดันให้เกิดร่างกฏหมายเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.การเก็บภาษที่ดินในอัตราก้าวหน้า ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ( โฉนดชุมชน )
2.สำหรับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร เป็นการยกระดับมาจากระเบียบสำนักนายก ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 นั่นเอง เพื่อให้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อยู่กับขั้วทางการเมือง หัวใจสำคัญคือ การแก้ปัญหาที่ดินของชุมชนที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ มาเป็นเวลายาวนาน โดยมีสาเหตุมาจากนโยบายของรัฐในอดีต ความไม่ชัดเจนของที่ดินของรัฐ ความยากจน และการไร้ที่ทำกินของประชาชน โดยที่ทางราชการไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัดหรืออพยพประชาชนเหล่านั้นออกจากที่ดินของรัฐได้
ชุมชนส่วนใหญ่มิได้ต้องการกรรมสิทธ์ในที่ดิน แต่ต้องการความมั่นคงในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ สิทธิปกป้องที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์จากบุคคลภายนอกและสามารถตกทอดถึงลูกหลานของคนในชุมชนได้ จึงเป็นเพียงการอนุญาติให้ชุมชนใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยที่ที่ดินนั้นยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ต่างกับการนำที่ดินของรัฐไปจัดให้แก่ประชาชนซึ่งอาจเปลี่ยนมือไปจากผู้ได้รับการจัดสรรที่ดินได้
3.นอกจากการมีข้อเสนอการปฏิรูป เพื่อให้มีกฏหมายเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวแล้ว ทางเครือข่ายยังได้นำเสนอการปฏิรูปในลักษณะของการปฏิรูปเร็ว หรือ “ Quick win ” ตามแนวทางของ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเสนอรัฐบาลผ่านสปช. เพื่อผลักดันให้ 434 ชุมชน จำนวน 56,611 ครอบครัว ที่จะดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชน ซึ่งผ่านการพิจารณาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 แล้ว ( แต่ไม่คืบหน้าเพราะปัญหาทางการเมือง ) ให้มีการดำเนินงานต่อไป ซึ่งทราบว่าเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากคณะกรรมาธิการ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายคณะ เพียงแต่ขณะนี้ สปช. เน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ โดยนำเอาข้อเสนอทุกเรื่องในประเภทปัญหาเดียวกันมาพิจารณาร่วมกัน จึงทำให้งานล่าช้าออกไป ในขณะที่ภาคประชาชนต้องการให้แก้ตามสภาพปัญหาที่มีอยู่จริง
ก็ได้แต่หวังว่า การลงทุนลงแรงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปด้านที่ดิน ตั้งแต่ยุคสภาปฏิรูป สมัชชาปฏิรูป และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้ร่วมกันสร้างต้นทุนทางความรู้ ความจริงและทางออกให้กับประเทศชาติและคนจนในสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจและมีความหวังว่า ปัญหาเรื่องที่ดินจะได้รับการปฏิรูป ปัญหาและทางออกภาคประชาชนได้เสนอไปแล้ว ขึ้นอยู่กับความจริงใจและกระบวนท่าของ สปช.และรัฐบาลว่าจะรับลูกไปดำเนินการต่อให้เป็นจริงได้ทันและตรงกับปัญหาของประชาชนได้แค่ไหน


