พิมพ์
สุวัฒน์ คงแป้น
หมวดหลัก: ข่าวความเคลื่อนไหวงานพัฒนา
ฮิต: 1601

                   DSC09036 resize

หลายคนคงจำภาพของพี่น้อง “ คนไทยพลัดถิ่น ” เดินเท้าจากด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์เข้ากรุงเทพเมื่อต้นปี 2554 กันได้ การเดินเท้าครั้งนั้นได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ภาพและเนื้อหาข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอออกสู่สาธารณะ ทำให้คนไทยหลายล้านคน รู้จักคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่ในประเทศไทย และรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมที่ได้รับโดยที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อเลยแม้แต่น้อย

                 การเดินเท้าเข้ามากรุงเทพฯ โดยปักหลักอย่างสงบอยู่บริเวณหน้ารัฐสภานานนับเดือน เป้าหมายมีอย่างเดียวก็คือ เรียกร้องให้รัฐบาลคืนความเป็นคนไทย หรือคืนสัญชาติไทยให้กับพวกเขา  จนในที่สุด พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2555 ก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา นี่เป็นก้าวสำคัญที่คนไทยพลัดถิ่นหวังว่า การได้คืนมาของสัญชาติไทยเป็นจริงมากขึ้นและอยู่ใกล้แค่เอื้อม

                  ย้อนประวัติศาสตร์ไปในสมัยรัชกาลที่  5 ในครั้งนั้นไทยกับอังกฤษซึ่งปกครองพม่าอยู่ ได้มีการตกลงแบ่งดินแดนกันใหม่ ซึ่งจากข้อตกลงในครั้งนั้นทำให้เมือง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ซึ่งเป็นของไทย ต้องตกเป็นของพม่า ส่งผลให้คนไทยในเมืองดังกล่าวกลายเป็นคนพม่าหรือเป็นคนไทยพลัดถิ่นไปโดยข้อตกลงนั้น

               ความเป็นอยู่ของคนไทยภายใต้การปกครองของพม่าอยู่ในสภาวะลำบากยิ่งนัก คนพม่าเองก็ไม่ได้ยอมรับว่าเป็นพม่า ทำให้คนไทยเหล่านี้ต้องหนีเข้ามาอยู่กับญาติพี่น้องในเขตไทย บริเวณจังหวัด ระนอง ชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ ครั้นมาอยู่ในแผ่นดินแม่ ทางการไทยก็ไม่ยอมรับ เพราะเป็นคนสัญชาติพม่าไปแล้ว ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ อาศัยรับจ้างอยู่ในสวนมะพร้าว ไร่สับปะรด หรืออาชีพอื่น ๆ เท่าที่จะหาเลี้ยงชีพได้ เมื่อเป็นเช่นนี้สิทธิพื้นฐานต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับจากรัฐไทย มิหนำซ้ำยังถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกดูถูกเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและจากคนไทยด้วยกัน ต่าง ๆ นานา

             ในปี 2545 ได้มีนักพัฒนาเอกชน โดยมูลนิธิชุมชนไท ได้สนับสนุนให้พี่น้องคนไทยพลัดถิ่นรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายก็คือการทำให้ได้มีสิทธิความเป็นคนไทยตามที่พวกเขาควรจะได้รับ

           การรวมกลุ่มในระยะแรก เริ่มด้วยการทำกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่น การตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อรวมเงินช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ( เนื่องจากคนไทยพลัดถิ่นเอาเงินไปฝากธนาคารไม่ได้ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ) เช่น เอาเงินไปใช้ยามเจ็บป่วย เพราะไม่ได้รับสิทธิพื้นฐานจากการรักษาพยาบาล เป็นต้น จากนั้นก็ขยายไปสู่การทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการประกอบอาชีพ เพราะคนกลุ่มนี้เวลาไปสมัครงานที่ไหนมักจะถูกเอาเปรียบ ถูกขู่ ต่าง ๆ นานา เพียงเพราะพวกเขาไม่มีบัตรประชาชน แม้ลูก ๆ ที่เรียนหนังสือ ก็เรียนได้แค่ภาคบังคับเท่านั้น

              หลังจากมีการรวมตัวกันเข้มแข็งเป้าหมายที่จะก้าวต่อไปให้ถึงก็เริ่มขึ้น โดยการจัดสำรวจข้อมูล ตลอดจนการเชื่อมร้อยเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น จากระนองสู่ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการสำรวจพบผู้มีเชื้อสายไทยเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ สามหมื่นคน โดยมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยแล้วจำนวน 18,000 คน ยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งอยู่นอกเครือข่ายอีกจำนวนหนึ่ง

               หลังจากมีการสำรวจข้อมูลแล้ว เครือข่ายได้มีการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ปัญหาเฉาะหน้าและการเดินสู่เป้าหมายเพื่อให้ได้สัญชาติไทย เช่น มีการประสานงานกับภาคีพัฒนาทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐจนท้ายที่สุดคือการผลักให้เกิด พ.ร.บ.สัญชาติ ( ฉบับที่ 5 ) ดังกล่าวข้างต้น

          จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ( ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2555 มีผลบังคับใช้และครบ 12 ปีของการเกิดเครือข่าย แต่มีคนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติไทยกลับคืนมาเพียง 2,000 คน ทั้งนี้ด้วยความล่าช้าในการทำงานของทางราชการ ทำให้คนไทยพลัดถิ่นต้องเสียโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การแจ้งเกิดที่เลือกปฏิบัติ การเข้าถึงระบบการศึกษาของเด็กเยาวชน การเข้าถึงกองทุนและสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ การถูกเอาเปรียบจากการทำงาน ไม่สามารถไปทำงานต่างถิ่นได้ ไม่มีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล ไม่มีสิทธิ์จดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ และเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม

         IMG 9124 resize

              นอกจากปัญหาที่มาจากความล่าช้า เลือกปฏิบัติจากการทำงานของรัฐแล้ว ยังพบว่า พ.ร.บ.สัญชาติ ( ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2555 บางมาตราควรได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ให้ครอบคลุมกลุ่มที่ได้รับขึ้นทะเบียนคนกลุ่มน้อยในประเทศ  รวมทั้งการแก้ไข “ คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ” ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคประชาชนจะต้องเป็นตัวแทนภาคประชาชนที่ผ่านการคัดกรองและถูกเสนอโดยคนไทยพลัดถิ่น ส่วนกรรมการที่เป็นนักวิชาการ จะต้องเข้าใจปัญหาและเป็นที่ยอมรับจากคนไทยพลัดถิ่นด้วย

            ดังนั้นในห้วงเวลาที่ขบวนการปฏิรูปประเทศกำลังเคลื่อนมาถึง ปัญหาเรื่องการคืนสัญชาติให้แก่คนไทยพลัดถิ่น จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรได้รับการหยิบยกขึ้นมาขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้สะท้อนภาพของ “ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ” ที่ดำรงอยู่ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน

                 ดังนั้นเพื่อการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาคนไทยพลัดถิ่นสู่การปฏิรูปแบบ “ Quick win ” จึงจัดให้มีเวทีรณรงค์สาธารณะ “ 12 ปี คนไทยพลัดถิ่น สู่การปฏิรูปแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ ” ภายใต้คำขวัญ “ คืนสัญชาติ คืนศักดิ์ศรี คืนมาตุภูมิ ” ขึ้น ระหว่างวันที่ 13 – 14 กุมพาพันธ์ 2558 ณ.ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งคาดว่าจะมีคนไทยพลัดถิ่นเข้าร่วมกว่าสองพันคน งานนี้จะมีการเสวนาให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ 12 ปี การต่อสู้ของคนไทยพลัดถิ่น โดยผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้ง อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การคืนสัญชาติไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น เพราะเป็นกลไกหลักของราชการที่รับผิดชอบตามกฏหมาย ก็เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมกับการมอบบัตรประจำตัวประชาชนให้กับคนไทยพลัดถิ่นจำนวนหนึ่ง

                  ที่ขาดไม่ได้ งานนี้จะมีสมาชิกสภาปฏิรูด้านสังคมเข้าร่วมรับฟังปัญหาและรับข้อเสนอในการปฏิรูปของคนไทยพลัดถิ่น เข้าสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติอีกด้วยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายภควินท์ แสงคง โทร  081-609-7557

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter