เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ศาสตราจารย์กิตติคุณดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แสดงปาฐกถา สภาพลเมืองใน “เวทีประชา-ท้องถิ่น ยกระดับพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองภาคใต้ เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ที่จัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือพอช. ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้และรัฐสภา ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ที่โรงแรมกรีนเวิล์ล พาเลช จ.สงขลา โดยมีผู้นำชุมชนจาก ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ตัวแทนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจ.สงขลา ผู้อำนวยการพอช. นายพลากร วงกองแก้ว แลคณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมกว่า ๓๐๐ คนเข้าร่วมสัมมนา
ในงานสัมมนามีการนำเสนอพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ๕ พื้นที่ซึ่งมีการทำงานในรูปแบบสภาประชาชน สภาพลเมือง สภาซูรอ เป็นพื้นที่กลางในการจัดการตนเองทั้งในมิติจังหวัด เมืองและตำบลต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาและคณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือสภาพลเมืองจังหวัดพังงา โดยนางสาวชาตรี มูลสาร สภาพลเมืองตำบลควนรูโดยนายสมนึก หนูเงิน ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลควนรู สภาคูหาใต้ จ.สงขลา โดยนายสุวรรณ อ่อนรักษ์ รองประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ ตำบลป่าคลอกจัดการตนเอง จ.ภูเก็ต โดยนายสำราญ คงนาม ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าคลอก สภาซูรอตำบลสะนอ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โดยอับดุลเลาะ วาแม คณะกรรมการและเลขานุการร่วมสภาซูรอตำบลสะนอ เมืองปากนครจัดการตนเองเรื่องที่อยู่อาศัย โดยนางสาวพิสมัย ชัยนา พร้อมระดมข้อเสนอข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทย และการจัดตั้งสมัชชาสภาพลเมือง
ด้านศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้บรรยาย “สภาพลเมือง เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” กล่าวว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน ๒๕๕๘ และในการยกร่างไม่มีข้อโต้เถียงในเรื่อง “สมัชชาพลเมือง” คือทุกฝ่ายเห็นด้วย โดยการปฏิรูปการเมืองนั้น การเมืองของนักการเมืองอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีการเมืองของภาคพลเมือง ที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้ขยายความเรื่องความเสมอภาคและการมีส่วนร่วมของพลเมือง สำหรับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ หลายท่านเป็นกรรมาธิการยกร่าง ได้มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ทั้งนี้การทำรัฐธรรมนูญบ่อยๆไม่ใช่เรื่องดีแต่จุดดีคือทำให้เกิดการปรับเพิ่มเสรีภาพของพลเมืองให้เพิ่มขึ้น โดยในรัฐธรรมฉบับที่ ๒๐จะปรับเพิ่มสิทธิเสรีภาพของพลเมืองให้เพิ่มขึ้น ทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ สรุปสาระสำคัญในสิ่งที่เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้คือ ๑.การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ๒.การเมืองใสสะอาด คือไม่ทุจริต ไม่คอรัปชั่น และมีความสมดุล คือมีความหลากหลายของทุกภาคส่วนของคนที่ไปนั่งในสภา ๓.หนุนสังคมให้เป็นธรรม ๔.นำชาติสู่สันติสุข
ดร.บวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุของความไม่เป็นธรรมคือการจัดสรรความมั่งคั่งทางทรัพยากรและเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล จึงต้องมีการปฏิรูปในด้านต่างๆกว่าสิบด้าน การปฏิรูปต้องนำชาติสู่สันติสุข นำสู่ความปรองดอง การสร้างสิทธิเสรีภาพจึงประกอบด้วย 2 ส่วนคือเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มีความเท่าเทียมกัน และสิทธิพลเมืองซึ่งจะให้คนไทยเป็นหลัก
โดยมีเรื่องที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่คือการจัดงบลงพื้นที่ ที่ผ่านมาเป็นงบประมาณจากฐานกรม คือจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้ตามกรมต่างๆ แต่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ จะทำให้มีการจัดงบลงพื้นที่ (Areabasebudjet) คือเป็นงบแบบที่สองเพราะเมื่อประชาชนจัดการตนเองในพื้นที่ได้ เขาจะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิ แล้วจะเอางบประมาณที่ไหนมาจัดการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงรับรองสิทธิพลเมือง สิทธิชุมชน ในทุกเรื่อง ทั้งการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดการทรัพยากร การบริหารจัดการ การกระจายอำนาจ การขยายสิทธิอำนาจ และได้เขียนให้มีประชามติระดับพื้นที่ในท้องถิ่นได้ เช่นหากจะมีการระเบิดเขา สามารถทำประชามติในระดับพื้นที่ได้ ซึ่งนอกจากการขยายสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมแล้ว ต้องมีหน่วยงาน หรือเวทีที่รองรับการมีส่วนร่วมนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งมี ๒ ทาง คือ
๑. การตั้งสมัชชาพลเมืองอย่างเป็นทางการ ขึ้นกับที่คุณสมสุขที่จะไปร่าง ว่าให้มีระดับตำบลและระดับชาติด้วยหรือไม่ ยกตัวอย่างเมื่อปี ๒๕๕๐ อ. ไพบูลย์ ได้เสนอกฏหมายพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน มีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่พวกเราสามารถผลักดันได้ สภาองค์กรชุมชนที่มีอยู่จึงเป็นกลไกหนึ่งในการรวมตัวของคนในท้องถิ่น แต่ไม่มีการรองรับของทุกภาคส่วนเข้ามาในสภา ถามว่าเมื่อมีสมัชชาพลเมืองแล้วต้องยุบสภาองค์กรชุมชนหรือไม่ตอบว่าไม่ยุบ โดยบางพื้นที่ๆมีการดำเนินการในลักษณะสมัชชาพลเมืองมาก่อนแล้ว เช่นสภาพลเมืองจังหวัดพังงา สภาซูรอ สภาร้อยแปด แต่สมัชชาพลเมืองจะมีกฏหมายรองรับ ดังเช่นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเคยทำที่จังหวัดพังงามาก่อนแล้ว โดยมีภาคเอกชน องค์กรต่างๆ เข้ามาร่วม สมัชชาพลเมืองจึงเป็นอีกก้าวที่ไปไกลกว่าสภาองค์กรชุมชน และสภาพัฒนาการเมือง
๒.ในเรื่องการกระจายอำนาจ จะเขียนไว้ชัดในกฎหมายว่าให้มีกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง ให้หน่วยจังหวัดที่มีความพร้อมสามารถจัดการตนเองในเวลาที่เหมาะสม จังหวัดไหนที่พร้อมก็ไปได้ก่อน เช่นให้ภูเก็ตเตรียมตัวไว้ นั่นคือในระดับท้องถิ่น ท่านผู้ว่าก็สามารถสมัครได้ และในกฎหมายฉบับใหม่จะมีเรื่องการกระจายอำนาจไปที่ภาค ที่เขียนว่าด้วยภาค เพื่อที่จะพัฒนาพื้นที่ที่เกินจังหวัดเดียวจะจัดการได้ โดยภาคจะทำหน้าที่ไม่ซ้ำซ้อนกับจังหวัด อำเภอ มีหน้าที่หลักคือเอาราชการส่วนกลางที่อยู่ในจังหวัดไปไว้ที่ภาค เพราะมีเรื่องที่ระดับจังหวัดไม่สามารถจัดการได้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาย่อมรู้ดี เช่นจ.สงขลา จังหวัดใหญ่มีกรมมาอยู่กว่า ๗๐ กรม แต่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด คิดว่าราชการส่วนกลางที่ไม่อยู่ใต้อำนาจพื้นที่ ให้นำมาขยำรวม ไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อน ให้ภาคมีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ เช่นการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ไม่ใช่บทบาทของจังหวัดแต่เป็นบทของภาค
นอกจากนี้การพัฒนาโครงการที่ข้ามจังหวัด ต้องรับรองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจำนวนมาก ต้องตั้งสมัชชารองรับสิทธิ สมัชชาพลเมืองจึงมีได้ทั้งในระดับตำบล จังหวัด ภาค และทำไม่ใช้คำว่า สมัชชาประชาชน เนื่องจากประชาชนเป็นคำกลางๆ และราษฎรหมายถึงผู้ถูกปกครองหรือไทยเฉยผู้ปกครองจึงชอบราษฎร
รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงต้องการเปลี่ยนราษฎรเป็นพลเมือง ราษฎรต้องตื่นขึ้นมา เพราะเป็นราษฎรชอบทำแต่การบ้าน แต่พลเมืองต้องทำการบ้านและการเมืองด้วย พลเมืองคือคนที่เป็นกำลังของเมือง การสร้างพลเมืองให้สำเร็จจะเกิดขึ้นได้มีปัจจัยอยู่ ๕ อย่าง ๑.ต้องเกิดจากจิตสำนึก ต้องไม่ถือว่า เรื่องบ้านเมืองธุระไม่ใช่ พลเมืองต้องมีจิตสำนึกคือนึกว่าบ้านเมืองคือเรื่องส่วนรวม ๒.ต้องมีการรวมตัว ความเป็นพลเมืองถ้าเป็นคนเดียวไม่มีกำลัง ต้องมีการรวมตัว เช่นสภาควนรู สภาพลเมืองจังหวัดพังงา ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม การรวมตัวถือเป็นความสำเร็จของการเป็นพลเมือง แต่หากรวมตัวแล้วทะเลาะกันก็ไม่สำเร็จ 3.ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีอะลุ่มอล่วยกัน จึงจะสำเร็จ เมื่อกี้มีข้อเสนอที่ยังไม่เหมาะสมขาดสมดุลสัดส่วนระหว่างหญิง-ชาย ผู้นำที่เก่งต้องบริหารการมีสัดส่วนที่พอเหมาะ มีจิตสำนึก มีการรวมตัว 4.ความสำเร็จต้องมีงบประมาณ รัฐบาลต้องมีงบประมาณเพื่อการนี้ 5.ต้องมีเครือข่าย เพราะถ้าเข้มแข็งอยู่จังหวัดเดียวไม่พอ การเรียนรู้จากคนอื่นเป็นสิ่งจำเป็น เราต้องมีเครือข่าย ถ้าพังงารู้จังหวัดเดียวก็ไม่เข้มแข็ง สรุปสมัชชาพลเมืองจะสำเร็จได้ต้องมีจิตสำนึก มีการรวมตัว มีการจัดการที่ดี มีงบประมาณฯ มีเครือข่าย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่พูดถึงพื้นที่ งบประมาณ ความพร้อม แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน แต่ขึ้นอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง ช่วยให้ความเห็น ถ้าเห็นด้วยต้องช่วยกันผลักดัน รัฐธรรมนูญเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความชอบธรรม แต่ความสำเร็จของพลเมืองไม่ได้ขึ้นกับรัฐธรรมนูญ แต่ขึ้นกับความเข้มแข็งของทุกคน
ทั้งนี้ในวันเดียวกันก่อนการแสดงปาฐกถาของประธานคณะอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป ได้ยื่นข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยและการจัดตั้งสมัชชาพลเมืองต่อประธานคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต่อศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณด้วย ตามรายละเอียดดังนี้
ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยและสมัชชาพลเมือง
โดย
เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป
เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคใต้ได้ร่วมกันจัดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย มาแล้ว ๓ ครั้ง มีผู้นำชุมชนและประชาสังคมในภาคใต้เข้าร่วมจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ คน มีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ๔ เรื่องสำคัญ คือ ๑) การสร้างความมั่นคงในชีวิต ซึ่งหมายถึงการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามวิถีวัฒนธรรม การแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน กระบวนการยุติธรรม การจัดผังเมืองแบบมีส่วนร่วม ๒) การสร้างความมั่นคงในแหล่งผลิตอาหารภาคใต้ ซึ่งหมายถึง การบริหารจัดการพื้นที่ภูมินิเวศน์อย่างเหมาะสม การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การตรวจสอบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และความมั่นคงในแหล่งผลิตอาหาร และการปฏิรูปพลังงาน ๓) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของขบวนองค์กรชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง สภาองค์กรชุมชน การจัดสวัสดิการชุมชน การจัดการศึกษา และการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมทุกระดับ ๔) การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเกษตรภาคใต้ ซึ่งหมายถึงการแก้ปัญหายางพารา ข้าว ปาล์มและผลไม้ การจัดโซนนิ่งพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งมีข้อเสนอทั้งระดับรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการปรับปรุงนโยบายของรัฐ มีรายละเอียดตามเอกสารซึ่งส่งให้แก่ท่านประธานในครั้งนี้
สาระสำคัญของข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยในทุกประเด็นที่กล่าวมาแล้ว คือการกระจายอำนาจมาให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในทุกมิติ เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคใต้เห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่องสมัชชาพลเมือง ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งจะมีขึ้นต่อไป ในพื้นที่ภาคใต้มีตัวอย่างการบริหารจัดการชุมชน ในชื่อต่างๆกันแต่มีสาระสำคัญที่คล้ายคลึงกับสมัชชาพลเมืองในระดับตำบล ไม่น้อยกว่า ๕๐ ตำบลและมีการบริหารจัดการที่เรียกว่าสภาพลเมืองในจังหวัดพังงา เป็นต้น
ทางเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคใต้ มีข้อเสนอร่วมกัน ในการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง ดังนี้
๑) เป้าหมายและหลักการของสมัชชาพลเมืองคือ การเพิ่มอำนาจของประชาชนในการตรวจสอบ ถ่วงดุลการทำงานของหน่วยงานและเป็นเวทีเปิดของขบวนประชาชน ในตำบลและจังหวัดที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เป็นกลไกที่สำคัญยิ่ง ของการกระจายอำนาจมาสู่ประชาชน เพื่อสร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งพึ่งตนเอง
๒) บทบาทของสมัชชาพลเมือง คือ ๑) กำหนดทิศทาง นโยบาย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น ๒) มีสิทธิ์เสนอแนะและตรวจสอบการทำงานของหน่วยราชการต่างๆในระดับตำบลและจังหวัด ๓) เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนในท้องถิ่น ๔) เสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะ อนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม คุณธรรม การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดการภัยพิบัติ พัฒนาองค์ความรู้ ๕) จัดทำประชามติรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายสาธารณะ และมีบทบาทหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจัดการตนเองได้
๓) องค์ประกอบของสมัชชาพลเมือง ควรประกอบด้วย ผู้แทนจากองค์กรต่างๆ คือ สภาองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชนอื่นๆ องค์กรศาสนา ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรวิชาชีพ ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น หน่วยราชการ และหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในท้องถิ่น กลุ่มธุรกิจเอกชน กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มปัญหาเฉพาะ ที่มาจากกระบวนการปรึกษาหารือของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง หลีกเลี่ยงการเลือกตั้งซึ่งจะสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก
๔) รูปแบบสมัชชาพลเมืองสามารถดำเนินการได้ทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับภูมินิเวศน์ ระดับชาติ เช่น สมัชชาพลเมืองทะเลสาบสงขลา สมัชชาลุ่มน้ำปัตตานี และสมัชชาเชิงประเด็น เช่น สมัชชาสุขภาพ สมัชชาสวัสดิการชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ควรทยอยจัดตั้งตามความพร้อมของแต่ละท้องถิ่น
เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป คาดหวังว่าการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้จะเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กฎหมายฉบับใหม่ และสมัชชาพลเมืองที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสงบสุขสามารถบริหารจัดการชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ อย่างยั่งยืน
เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป
21 กุมภาพันธ์ 2558


