เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภพันธ์ ๒๕๕๘ ผู้แทนระดับจังหวัด ๑๒ จังหวัด ได้แก่ จ. เชียงใหม่ จ.สุโขทัย จ.นครราชสีมา จ.มหาสารคาม จ.สุรินทร์ จ.สงขา จ.พังงา จ.สตูล จ.สิงห์บุรี จ.ระยอง จ.ปราจีนบุรี จ.อำนาจเจริญ ได้ร่วมประชุมเปิดเวที “สมัชชาพลเมืองภาคประชาชน” ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนะศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)
โดยนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์ สถานการณ์งานปฏิรูปประเทศไทย ทำไมต้องปฏิรูป โดยเห็นว่า สมัชชาพลเมือง คือการคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น
ซึ่งหลังจากนั้นที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มย่อย ๖ กลุ่ม (กลุ่มละ ๒๐ คน ) โดยโจทย์กลุ่มย่อย ๗ ข้อ ได้แก่ ๑).ทำไมต้องมีสมัชชาพลเมือง ๒) สมัชชาพลเมืองจะเป็นกลไกสำคัญอย่างไร ๓) บทบาทหน้าที่ของสมัชชาพลเมือง ๔)ประเภท/ระดับ/องค์ประกอบ ของสมัชชาพลเมือง ๕) การบริหารจัดการของสมัชชาพลเมือง ๖)การจัดความสัมพันธ์ของสมัชชาพลเมืองกับองค์กรอื่นๆ ในท้องถิ่น ๗)จะขับเคลื่อนให้เกิด สมัชชาพลเมือง เป็นจริงได้อย่างไร
โดยสรุปสาระสำคัญของแต่ละหัวข้อดังกล่าว ดังนี้
ทำไมต้องมีสมัชชาพลเมืองภาคประชาชน
เพราะตลอดระยะที่ผ่านมา อำนาจในการวางแผนพัฒนาประเทศรวมศูนย์ไว้ที่ ส่วนกลาง ทำให้การบริหาร และสั่งการลงมาจากข้างบน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และการพัฒนา ประชาธิปไตย ฐานราก ทำให้ชุมชนท้องถิ่น อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการตนเอง ได้ อีกทั้งการบริหารรวมศูนย์เช่นนี้ยังเป็นการทำลายอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผู้คนในท้องถิ่นต้องศูนย์เสียอำนาจ ในการจัดการกับชีวิตตนเอง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติฯลฯ สูญเสียศักดิ์ศรีและความภูมิใจในวิถีวัฒนธรรมของตนเอง จึงมีความจำเป็นคืนอำนาจไปให้ชุมชนท้องถิ่นรวมตัวกันจัดการตนเอง เป็นเวทีกลางสู่การจัดการตนเอง โดยสามารถกำหนดแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นได้ ตามสภาพภูมิปัญญา ความรู้วิถีชีวิต และทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่น
สมัชชาพลเมืองจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายอำนาจได้อย่างไร
ต้องให้ประชาชนใช้อำนาจได้ มีสถานะเป็นนิติบุคคล ต้องเป็นอำนาจที่ ๔ ของภาคประชาชน จะต้องเกิดจากการรวมตัวของประชาชนทุกภาคส่วนในชุมชนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ทั้งในอำนาจการวางแผนการพัฒนา ท้องถิ่น การถ่วงดุล อำนาจของรัฐในท้องถิ่นนั้น และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชน มีระบบบริหารที่เป็นอิสระ คล่องตัว บนหลักธรรมาภิบาล ภายใต้กลไกการดำเนินงานที่ชัดเจน มีงบประมาณ กำหนดทิศทาง นโยบาย /ให้ความเห็นชอบแผนงาน/กำกับถ่วงดุล และตรวจสอบหน่วยงานท้องถิ่น การจัดให้มีเวที/โครงการ/ที่เป็นประโยชน์ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เสริมสร้างให้มีความเข้มแข็ง/สร้างจิตสำนึก/และการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง/เสริมสร้างระบบข้อมูล/ระบบสื่อสารท้องถิ่น ฯลฯ
องค์ประกอบสมัชชาพลเมืองควรมีอะไรบ้าง
ประกอบจากทุกภาคส่วน / ในท้องถิ่นประกอบด้วย/ ๑)ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒)สภาองค์กรชุมชน ๓)องค์กรวิชาชีพ ๔)หน่วยงานท้องที่,ท้องถิ่น ๕)กลุ่ม/องค์กรชุมชน/ ๖)หน่วยงานภาครัฐ/ ๗)ผู้นำศาสนาปราชญ์ชาวบ้าน ๘)ประชาสังคม ๙)อาสาสมัครต่างๆ ๑๐)กลุ่มปัจเจก(ชายขอบ) ๑๑)ภาคธุรกิจฯลฯ การบริหารสมัชชาพลเมือง จะต้องมีการบริหารที่เป็นอิสระ คล่องตัว มีงบประมาณ ภายใต้หลักธรรมมาภิบาล และการมีส่วนร่วม มีสถานที่และปัจจัย ในการส่งเสริมการดำเนินงานอย่างพอเพียง ๓)มีสำนักเลขา ที่ทำงานควบคู่กับสมัชชาพลเมือง
การจัดความสัมพันธ์ของสมัชชาพลเมือง กับองค์กรอื่นๆในท้องถิ่น
๑)สมัชชาพลเมืองเป็นกลไกของทุกภาคส่วนในตำบล เพื่อทำหน้าที่ วางแผนพัฒนา ตรวจสอบถ่วงดุล และบริหารงาน เพื่อเกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ๒)องค์กรอื่น เป็นองค์กรที่ทำงานกับประชาชน ในกลุ่มเป้าหมายของตนตามแนวราบและสนับสนุนสมัชชาพลเมืองในด้านข้อมูล ความเห็น ข้อเสนอแนะ ในการจัดทำแผน ตลอดจนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ฯลฯ
การขับเคลื่อนให้เกิดสมัชชาพลเมืองให้เป็นจริงได้อย่างไร
๑สร้างเวทีทำความเข้าใจกับชุมชนเรื่องสมัชชาพลเมืองอย่างกว้างขวาง ๒)ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกในการทำความเข้าใจ ๓)ใช้การสื่อสารการเชื่อมโยงอย่างทั่วถึง ๔)ติดตาม เผยแพร่ ขยาย กฎหมายสมัชชาพลเมืองในรัฐธรรมนูญ และกฏหมายลูก ๕)ขับเคลื่อนให้เกิด(สมัชชานำร่อง) รองรับพื้นที่ ซึ่งในเรื่องการกระจายอำนาจจะเขียนไว้ชัดในกฎหมายว่าให้มีกฎหมายจังหวัดจัดการตนเอง โดยให้หน่วยจังหวัดที่มีความพร้อมสามารถจัดการตนเองในเวลาที่เหมาะสม จังหวัดไหนที่พร้อมสามารถทำได้ก่อน ขอให้เตรียมตัวไว้ นั้นคือในระดับท้องถิ่น
สมัชชาพลเมืองจะสำเร็จได้ต้องมีจิตสำนึก มีการรวมตัว มีการจัดการที่ดี/มีงบประมาณ/มีเครือข่าย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เปิดรองรับสมัชชาพลเมือง แต่ความสำเร็จของสมัชชาพลเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ หากขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่จะเกิดขึ้นในวันนี้จากทุกภาคส่วนซึ่งเวทีสมัชชาพลเมืองจะเปิดระดมความคิดเห็นจากพี่น้องทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง


