
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 27 กำหนดเป้าหมายของการมีสภาปฏิรูปแห่งชาติไว้ 6 ประการว่า 1) เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย 2) เพื่อให้เกิดระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม 3)ให้มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ 4)เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 5) ทำให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และ 6) เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
ทั้ง 6 ประการดังกล่าวเชื่อว่าประมวลมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย จะเรียกว่าเป็นเป้าหมายประเทศไทยในความคิดของ คสช.ก็คงไม่ผิด ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตไว้สามประการคือ 1) การที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงเข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย ฯลฯ ด้วยเป้าหมาย 6 ข้อดังกล่าวนั้นเพียงพอหรือไม่ 2) สิ่งที่จะต้องสร้างเป็นเครื่องมือให้เกิดการแก้ปัญหาทั้ง 6 ข้อนั้นคือ รัฐธรรมนูญและการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ต่างๆเท่านั้น เพียงพอหรือไม่ และ 3) ผู้มีหน้าที่ปฏิรูปประเทศไทยคือ สภาปฏิรูปแห่งชาติเท่านั้นใช่หรือไม่
ต่อประเด็นดังกล่าวข้างต้น ผู้มีหน้าที่ปฏิรูปประเทศไทยคงไม่ใช่สภาปฏิรูปแห่งชาติฝ่ายเดียวอย่างแน่นอน เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีหน้าที่เพียงศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปเท่านั้น แต่บทบาทสำคัญน่าจะเป็นภาคประชาชน ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง ศ.ประเวศ วะสี พูดว่า “กระบวนการปฏิรูปโดยประชาชน คือ การปฏิรูป ดังนั้นจึงต้องสร้างสังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งสู่การปฏิรูปประเทศไทย และนี่คือปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศไทย” เช่นเดียวกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี บอกว่าขณะนี้โอกาสเปิดแล้ว ผู้นำประเทศมีความจริงใจและตั้งใจให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง แต่ตัวแปรที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จคือภาคประชาชนมีความตื่นตัวและเข้มแข็งหรือไม่ ในขณะที่ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ พูดว่า “เราไม่เคยเชื่อว่าเราจะทำการปฏิรูปได้สำเร็จตามลำพัง ประชาชนคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ”
ประเด็นถัดมา คือ สิ่งที่จะต้องสร้างเป็นเครื่องมือให้เกิดการปฏิรูปทั้ง 6 ประการตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 คือ รัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายเท่านั้นเพียงพอหรือไม่ เรื่องนี้คิดว่าใครก็คงเชื่อมั่นเหมือนผมว่าไม่เพียงพอ และคงไม่มีประเทศใดในโลกที่จะปฏิรูปเพียงการตรารัฐธรรมนูญและการออกกฎหมาย เพราะถึงแม้จะเขียนรัฐธรรมนูญและกฎหมายดีเลิศเพียงใด แต่ถ้าคนหรือผู้บังคับใช้กฎหมายไม่นำไปใช้อย่างเที่ยงธรรม หรือไม่นำไปสู่การปฏิบัติก็สูญเปล่า ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในเมืองไทย แต่การมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่สอดคล้องกับประเทศนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ
ต่อประเด็นนี้ขอขยายความเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาติเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2557 การทำงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 18 คณะเป็นไปด้วยความกระตือรือร้นแต่มีลักษณะต่างคนต่างทำ จนอาจพูดได้ว่าไร้ทิศทางและเป้าหมายร่วม ในขณะที่ภาคประชาชนซึ่งมีการรวมกลุ่มตามประเด็นงานที่ตนมีประสบการณ์ก็มีการขับเคลื่อนงานปฏิรูปมาก่อนหน้านี้แล้ว มีข้อมูล มีความต้องการ และพร้อมที่จะเสียบปลั๊กกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาของตนเองทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและการตราออกมาเป็นกฎหมาย ในขณะที่บางกลุ่มก็เน้นไปที่การจัดทำข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญ
จะว่าไปแล้วการตื่นตัวของภาคประชาชนต่อการปฏิรูปในครั้งนี้มีมากพอสมควร มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่กว้างขวาง ในขณะที่หน่วยงานพัฒนาที่ทำงานกับภาคประชาชน ต่างก็สนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ต่างจากคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ลงไปจัดเวทีเช่นกัน จนกลายเป็นว่าในพื้นที่เต็มไปด้วยเวทีที่ภาคประชาชนมีบทบาทเพียงผู้เข้าร่วม และก็เป็นประชาชนกลุ่มเดิมๆเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุการณ์เช่นนี้ดำรงอยู่ 2-3 เดือนที่ผ่านมาและมีแนวโน้มว่าจะยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้
ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติมีการตั้งหลักมากขึ้น โดยมีการจัดทำยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 2575 มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะพิจารณาใช้เป็นแนวทางการทำงาน โดยแบ่งเป็น 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1) สร้างคนไทยยุคใหม่มีคุณลักษณะใหม่ที่มีความเป็นไทยเพื่อเตรียมไปสู่พลเมืองอาเซียน/โลก 2)คืนความน่าอยู่ให้กับสังคมไทยโดยการสร้างและฟื้นฟูทุนทางสังคม สร้างสังคมเอื้ออาทร แบ่งปัน เป็นสังคมที่มีวินัย/เคารพกฎหมาย เป็นสังคมที่ขับเคลื่อนโดยพลังประชาชน/ชุมชน 3) สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่มีความเป็นธรรมกระจายทั่วถึงเป็นเศรษฐกิจสีเขียวและเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 4) สร้างระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงเป็นการเมืองโปร่งใส มีกลไกและกระบวนการเข้าสู่อำนาจ/ตรวจสอบ มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ประชาชนมีส่วนร่วม
หากพิจารณาจาก 4 ยุทธศาสตร์ข้างต้นเป็นเรื่องที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์ที่ 1 เรื่องของการสร้างคนไทยยุคใหม่ เป็นเสมือนการสร้างจิตวิญญาณใหม่ของคนไทยที่ไม่ขึ้นต่อารยธรรมของต่างชาติแต่ต้องค้นหาคนไทยยุคใหม่ที่มีภูมิปัญญา ความคิด วัฒนธรรม ภูมิปัญญาของตนเอง ผสมผสานกับอารยะธรรมสมัยใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นหัวใจและเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จโดยมียุทธศาสตร์ที่ 2-4 เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ แต่น่าเสียดายอยู่ว่ายุทธศาสตร์ทั้ง 4 ข้อไม่ถูกนำไปทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ซึ่งใครๆก็ลงความเห็นว่า คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะนำการปฏิรูปไปสู่ความสำเร็จ
ที่ผมให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ที่ 1 ไม่เพียงเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น แต่มีรูปธรรมความสำเร็จให้เห็นแล้ว เช่น จีนและเกาหลี เขาใช้เวลาสร้างความเป็นคนจีนหรือเกาหลีเป็นเวลานานและต่อเนื่องจนเกิดคุณภาพใหม่ที่ไม่เป็นทาสความคิดใครในโลกนี้ ดังนั้นคงถึงเวลาที่คนไทยจะให้ความสำคัญกับการ “นำภูมิปัญญาตะวันออก สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย” คือนำความคิด ภูมิปัญญา อารยะธรรมคนตะวันออกมาเป็นแนวคิดหลักในการสร้างคนไทยยุคใหม่ ซึ่งการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ประชาชนย่อมสำคัญที่สุดก็จริง แต่ทิศทางและผู้นำประเทศก็ต้องเข้าใจและมีความกล้าที่จำพาประเทศไปสู่จุดนั้น แม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ ศ.ประเวศ วะสี จึงเสนอให้มี “พรบ.ปฏิรูปสังคมสร้างพลังพลเมืองและพลังสังคมเข้มแข็ง” หรือการปฏิรูประยะยาวขึ้นมารองรับ โดยมีสาระสำคัญ 8 ประการ ซึ่งไม่ต่างจากยุทธศาสตร์ที่ 2-4 ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้เกิดกลไก ทิศทาง ฯลฯ ในการปฏิรูปประเทศต่อไป
ดังนั้นในห้วงแห่งการปฏิรูปประเทศต่อจากนี้ผมเห็นว่าควรมีแนวทางในการทำงาน 3 ระยะ คือ 1) ระยะเบื้องต้นภายใน 1 ปีควรช่วยกันจับจ้องต่อเติมเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเดิมในทุกๆด้าน ทำให้เกิดกฎหมายที่สำคัญและจำเป็น รวมทั้งเสนอแก้ปัญหาเชิงนโยบายที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอยู่ในขณะนี้ 2) ผลักดันให้เกิด กลไกการปฏิรูปในระยะยาว และ 3) สภาปฏิรูปแห่งชาติควรมีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประยะยาวโดยนำยุทธศาสตร์ 4 ประการดังกล่าวออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนรับฟังความเห็น ต่อเติม เพื่อเป็นข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้ เพราะการปฏิรูปมิใช่การได้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น แต่สำคัญที่การทำให้เกิดแนวทางการปฏิรูประยะยาวที่จะเป็นข้อผูกพันกับทุกรัฐบาล
การปฏิรูปครั้งนี้ ยังต้องทำอีกยาวเหมือนที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนพูดไว้ว่า “ปฏิรูปประเทศไทย ภารกิจนี้นิรันดร”



